ผมทำร้านกาแฟอยู่เชียงใหม่ครับ ร้านขายได้เดือนละประมาณ 120,000–150,000 บาท มีทั้งกาแฟ เครื่องดื่มอื่นๆ ขนมปังปิ้ง และครัวซองต์
วันนี้อยากลองเอาต้นทุนมาเล่าให้ฟัง เผื่อคนที่ดื่มกาแฟทุกวันอยากรู้ หรือใครกำลังคิดจะเปิดร้านจะได้มีตัวอย่างไว้ลองคำนวณครับ
เอาเมนูใกล้ตัวอย่างลาเต้เย็นขนาด 16 ออนซ์ ที่ร้านผมขายแก้วละ 60 บาทนี่แหละ
ในกาแฟแก้วนี้ ค่ากาแฟอยู่ที่ประมาณ 7 บาทครับ
ร้านซื้อเมล็ดกาแฟกิโลกรัมละประมาณ 400 บาท ใช้ชงแก้วละ 16–18 กรัม คิดเป็นเงินประมาณ 6–7 บาท เติมนมสดประมาณ 120 มล. อีก 5 บาทกว่า แก้วพร้อมฝา 3.50 บาท และน้ำแข็งประมาณ 90 สตางค์
รวมสี่อย่างอยู่ที่ประมาณ 17 บาทต่อแก้ว
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมน้ำเชื่อม หลอด และวัตถุดิบที่เสียระหว่างทำ ส่วนความหวานแล้วแต่ลูกค้า บางคนไม่ใส่เลย บางคนใส่น้ำเชื่อมหนึ่งถึงสองปั๊มครับ
ขาย 60 บาท หักออก 17 บาท เหลือประมาณ 43 บาท
ดูแค่แก้วเดียวก็เหมือนจะเหลือเยอะ แต่เงินส่วนนี้ยังต้องเอาไปจ่ายค่าใช้จ่ายของร้านต่อ
ร้านผมมีพนักงานสองคน เงินเดือนคนละประมาณ 12,000 บาท รวมเดือนละ 24,000 บาท ค่าไฟอีกประมาณ 3,000 บาท สองรายการนี้ก็ 27,000 บาทแล้วครับ
ลองคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าใช้เงินที่เหลือจากลาเต้แก้วละ 43 บาทมาจ่ายเฉพาะค่าแรงกับค่าไฟ จะต้องขายประมาณ 630 แก้วต่อเดือน ถึงจะพอสองรายการนี้ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น และยังไม่มีค่าแรงของผมอยู่ในนั้นนะครับ
นี่เป็นแค่การเทียบให้เห็นภาพ ร้านจริงไม่ได้ขายแต่ลาเต้ แต่ช่วยให้เห็นว่าเงินที่เหลือต่อแก้วต้องเอาไปจ่ายอะไรต่อบ้าง
แล้วก็มีต้นทุนอีกส่วนที่คำนวณจากสูตรชงอย่างเดียวไม่เห็นครับ เช่น นมที่เปิดแล้วใช้ไม่ทัน หรือชงผิดจนต้องทำแก้วใหม่
ของพวกนี้ซื้อมาแล้วเหมือนกัน แต่ไม่ได้กลายเป็นยอดขายทุกครั้ง
ส่วนเครื่องชง เครื่องบด ตู้เย็น ถึงไม่ได้ซื้อใหม่ทุกเดือน ก็มีค่าดูแล ค่าซ่อม และวันหนึ่งต้องเปลี่ยน ถ้าดูเฉพาะเงินที่จ่ายออกเดือนนี้ บางเดือนอาจดูเหมือนเหลือมาก เพราะยังไม่มีอะไรเสีย ไม่ได้แปลว่าอุปกรณ์เหล่านี้ไม่มีต้นทุนครับ
ร้านผมไม่มีค่าเช่า ตรงนี้ช่วยได้มาก และต้องบอกไว้ก่อนเลย
เพราะถ้าใครเอาตัวเลขไปลองคิดเปิดร้าน แล้วต้องจ่ายค่าเช่าด้วย เงินที่เหลือจะไม่เท่ากัน แม้ขายกาแฟราคาเดียวกัน ใช้สูตรเดียวกันก็ตาม
ส่วนยอดขายเดือนละแสนกว่าที่เล่าตอนต้น ก็เอาต้นทุนลาเต้ไปคูณตรง ๆ ไม่ได้ครับ ร้านมีอเมริกาโน่ 40 บาท มีเมนูนม มีขนม แต่ละอย่างต้นทุนไม่เท่ากัน ต้องดูว่าทั้งเดือนขายอะไรไปบ้าง ใช้วัตถุดิบไปเท่าไร แล้วหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดอีกที
ผมเลยไม่ได้มองว่า 43 บาทที่เหลือจากลาเต้แก้วนี้เป็นกำไรทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าขายกาแฟไม่มีกำไรนะครับ เงินส่วนนี้แหละที่ช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายร้าน พอขายได้มากพอและคุมต้นทุนได้ ถึงจะมีส่วนที่เหลือเป็นกำไร
สำหรับคนที่กำลังคิดจะเปิดร้าน ผมว่าลองคิดไว้สองแบบก็ดีครับ แบบที่ขายได้ตามเป้า กับแบบที่ขายได้น้อยกว่าที่หวัง เพราะค่าใช้จ่ายหลายอย่างไม่ได้ลดตามจำนวนลูกค้า
ส่วนใครที่ทำร้านอยู่แล้ว อยากชวนมาแลกเปลี่ยนกันครับ มีค่าใช้จ่ายอะไรที่ตอนเปิดร้านไม่ได้คิดไว้ แต่พอทำจริงกลับเป็นเงินเยอะกว่าที่คิดบ้าง?
หมายเหตุ: ราคาวัตถุดิบ ปริมาณที่ใช้ และค่าใช้จ่ายในโพสต์เป็นค่าประมาณของร้านผม ตัวเลขปัดให้อ่านง่าย แต่ละร้านอาจต่างกันตามสูตร ราคาที่ซื้อ และวิธีบริหารครับ
ลาเต้แก้วละ 60 บาท ค่ากาแฟจริง ๆ ประมาณ 7 บาท แล้วที่เหลือเป็นค่าอะไรบ้าง?
วันนี้อยากลองเอาต้นทุนมาเล่าให้ฟัง เผื่อคนที่ดื่มกาแฟทุกวันอยากรู้ หรือใครกำลังคิดจะเปิดร้านจะได้มีตัวอย่างไว้ลองคำนวณครับ
เอาเมนูใกล้ตัวอย่างลาเต้เย็นขนาด 16 ออนซ์ ที่ร้านผมขายแก้วละ 60 บาทนี่แหละ
ในกาแฟแก้วนี้ ค่ากาแฟอยู่ที่ประมาณ 7 บาทครับ
ร้านซื้อเมล็ดกาแฟกิโลกรัมละประมาณ 400 บาท ใช้ชงแก้วละ 16–18 กรัม คิดเป็นเงินประมาณ 6–7 บาท เติมนมสดประมาณ 120 มล. อีก 5 บาทกว่า แก้วพร้อมฝา 3.50 บาท และน้ำแข็งประมาณ 90 สตางค์
รวมสี่อย่างอยู่ที่ประมาณ 17 บาทต่อแก้ว
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมน้ำเชื่อม หลอด และวัตถุดิบที่เสียระหว่างทำ ส่วนความหวานแล้วแต่ลูกค้า บางคนไม่ใส่เลย บางคนใส่น้ำเชื่อมหนึ่งถึงสองปั๊มครับ
ขาย 60 บาท หักออก 17 บาท เหลือประมาณ 43 บาท
ดูแค่แก้วเดียวก็เหมือนจะเหลือเยอะ แต่เงินส่วนนี้ยังต้องเอาไปจ่ายค่าใช้จ่ายของร้านต่อ
ร้านผมมีพนักงานสองคน เงินเดือนคนละประมาณ 12,000 บาท รวมเดือนละ 24,000 บาท ค่าไฟอีกประมาณ 3,000 บาท สองรายการนี้ก็ 27,000 บาทแล้วครับ
ลองคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าใช้เงินที่เหลือจากลาเต้แก้วละ 43 บาทมาจ่ายเฉพาะค่าแรงกับค่าไฟ จะต้องขายประมาณ 630 แก้วต่อเดือน ถึงจะพอสองรายการนี้ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น และยังไม่มีค่าแรงของผมอยู่ในนั้นนะครับ
นี่เป็นแค่การเทียบให้เห็นภาพ ร้านจริงไม่ได้ขายแต่ลาเต้ แต่ช่วยให้เห็นว่าเงินที่เหลือต่อแก้วต้องเอาไปจ่ายอะไรต่อบ้าง
แล้วก็มีต้นทุนอีกส่วนที่คำนวณจากสูตรชงอย่างเดียวไม่เห็นครับ เช่น นมที่เปิดแล้วใช้ไม่ทัน หรือชงผิดจนต้องทำแก้วใหม่
ของพวกนี้ซื้อมาแล้วเหมือนกัน แต่ไม่ได้กลายเป็นยอดขายทุกครั้ง
ส่วนเครื่องชง เครื่องบด ตู้เย็น ถึงไม่ได้ซื้อใหม่ทุกเดือน ก็มีค่าดูแล ค่าซ่อม และวันหนึ่งต้องเปลี่ยน ถ้าดูเฉพาะเงินที่จ่ายออกเดือนนี้ บางเดือนอาจดูเหมือนเหลือมาก เพราะยังไม่มีอะไรเสีย ไม่ได้แปลว่าอุปกรณ์เหล่านี้ไม่มีต้นทุนครับ
ร้านผมไม่มีค่าเช่า ตรงนี้ช่วยได้มาก และต้องบอกไว้ก่อนเลย
เพราะถ้าใครเอาตัวเลขไปลองคิดเปิดร้าน แล้วต้องจ่ายค่าเช่าด้วย เงินที่เหลือจะไม่เท่ากัน แม้ขายกาแฟราคาเดียวกัน ใช้สูตรเดียวกันก็ตาม
ส่วนยอดขายเดือนละแสนกว่าที่เล่าตอนต้น ก็เอาต้นทุนลาเต้ไปคูณตรง ๆ ไม่ได้ครับ ร้านมีอเมริกาโน่ 40 บาท มีเมนูนม มีขนม แต่ละอย่างต้นทุนไม่เท่ากัน ต้องดูว่าทั้งเดือนขายอะไรไปบ้าง ใช้วัตถุดิบไปเท่าไร แล้วหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดอีกที
ผมเลยไม่ได้มองว่า 43 บาทที่เหลือจากลาเต้แก้วนี้เป็นกำไรทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าขายกาแฟไม่มีกำไรนะครับ เงินส่วนนี้แหละที่ช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายร้าน พอขายได้มากพอและคุมต้นทุนได้ ถึงจะมีส่วนที่เหลือเป็นกำไร
สำหรับคนที่กำลังคิดจะเปิดร้าน ผมว่าลองคิดไว้สองแบบก็ดีครับ แบบที่ขายได้ตามเป้า กับแบบที่ขายได้น้อยกว่าที่หวัง เพราะค่าใช้จ่ายหลายอย่างไม่ได้ลดตามจำนวนลูกค้า
ส่วนใครที่ทำร้านอยู่แล้ว อยากชวนมาแลกเปลี่ยนกันครับ มีค่าใช้จ่ายอะไรที่ตอนเปิดร้านไม่ได้คิดไว้ แต่พอทำจริงกลับเป็นเงินเยอะกว่าที่คิดบ้าง?
หมายเหตุ: ราคาวัตถุดิบ ปริมาณที่ใช้ และค่าใช้จ่ายในโพสต์เป็นค่าประมาณของร้านผม ตัวเลขปัดให้อ่านง่าย แต่ละร้านอาจต่างกันตามสูตร ราคาที่ซื้อ และวิธีบริหารครับ