แค่ถือกาแฟเย็นเข้าห้องสัมภาษณ์งาน อาจหมดสิทธิ์ได้งาน?
ประเด็นนี้เกิดจากคลิป TikTok ของผู้สรรหาบุคลากรคนหนึ่ง ที่บอกว่าผู้สมัคร Gen Z ถือกาแฟเย็นเข้ามาสัมภาษณ์ แล้วดูสบายเกินไปจนไม่เป็นมืออาชีพ คลิปนี้มียอดชมถล่มทลายจนกลายเป็นไวรัล และชาวเน็ตเสียงแตกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งถามว่ากาแฟเกี่ยวอะไรกับความสามารถ อีกฝั่งมองว่าเป็นเรื่องกาลเทศะ และความเป็นมืออาชีพ
ฟีบี กาวิน โค้ชด้านอาชีพและภาวะผู้นำ มองว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่แก้วกาแฟ แต่สะท้อนปัญหาตลาดแรงงานที่นายจ้างเป็นฝ่ายกำหนดกติกา ผู้สมัครแทบไม่มีอำนาจต่อรอง ต่อให้มีประสบการณ์ 10 ปี จบปริญญาโท ก็ยังเสี่ยงพลาดงานเพราะเรื่องเล็กน้อยที่ไม่เกี่ยวกับฝีมือ
ขณะที่แคเธอรีน ฟิชเชอร์ จาก LinkedIn มองว่า นี่คือความต่างระหว่างคนต่างรุ่น Gen Z มักตั้งคำถามกับธรรมเนียมที่ดูไม่สมเหตุสมผล จึงถูกคนรุ่นก่อนตัดสินว่าไม่เป็นมืออาชีพได้ง่าย แม้จะยังไม่มีหลักฐานว่า Gen Z ถือกาแฟเข้าสัมภาษณ์มากกว่าคนรุ่นอื่นจริง
ส่วนเจมี โคลส ผู้สรรหาบุคลากรจาก HireQuest บอกว่าเธอไม่ได้จดจำว่าผู้สมัครถือกาแฟมาหรือไม่ ถ้าคุณสมบัติเหมาะกับตำแหน่ง แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรวางไว้ในรถ หรือดื่มให้หมดก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ จะได้ไม่มีเสียงแก้ว ไม่หกเลอะ และไม่ต้องถือแก้วค้างในมือระหว่างคุย
เอาตรงๆ คือ อย่าเสี่ยงสร้างประเด็นให้คนอื่นด่วนตัดสินเรา แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ผู้สมัครต้องยอมทุกกฎของนายจ้าง เพราะในกระบวนการที่อีกฝ่ายเป็นผู้ตัดสินใจ เราควบคุมไม่ได้ทุกอย่าง สิ่งที่ทำได้คือเตรียมตัวให้ดีและลดปัจจัยที่อาจบดบังความสามารถของเรา
อีกมุมที่น่าคิดคือ ถ้าถูกปฏิเสธเพียงเพราะกาแฟแก้วเดียว นั่นอาจเป็นสัญญาณบอกวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มงวดกับภาพลักษณ์มากเกินไป ผู้สมัครเองก็ควรถามเรื่องวัฒนธรรมองค์กร และเลือกที่ทำงานที่ไม่ต้องฝืนตัวตนตลอดเวลา
สุดท้าย การสัมภาษณ์งานควรเป็นพื้นที่ค้นหา "คนที่เหมาะกับงาน" ไม่ใช่เวทีพิสูจน์ว่า ผู้สมัครงานจะต้องทำตามวัฒนธรรมองค์กรได้ครบทุกข้อ ถึงจะได้งาน!
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1256183
แค่ถือกาแฟเย็นเข้าห้องสัมภาษณ์งาน อาจหมดสิทธิ์ได้งาน?
ประเด็นนี้เกิดจากคลิป TikTok ของผู้สรรหาบุคลากรคนหนึ่ง ที่บอกว่าผู้สมัคร Gen Z ถือกาแฟเย็นเข้ามาสัมภาษณ์ แล้วดูสบายเกินไปจนไม่เป็นมืออาชีพ คลิปนี้มียอดชมถล่มทลายจนกลายเป็นไวรัล และชาวเน็ตเสียงแตกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งถามว่ากาแฟเกี่ยวอะไรกับความสามารถ อีกฝั่งมองว่าเป็นเรื่องกาลเทศะ และความเป็นมืออาชีพ
ฟีบี กาวิน โค้ชด้านอาชีพและภาวะผู้นำ มองว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่แก้วกาแฟ แต่สะท้อนปัญหาตลาดแรงงานที่นายจ้างเป็นฝ่ายกำหนดกติกา ผู้สมัครแทบไม่มีอำนาจต่อรอง ต่อให้มีประสบการณ์ 10 ปี จบปริญญาโท ก็ยังเสี่ยงพลาดงานเพราะเรื่องเล็กน้อยที่ไม่เกี่ยวกับฝีมือ
ขณะที่แคเธอรีน ฟิชเชอร์ จาก LinkedIn มองว่า นี่คือความต่างระหว่างคนต่างรุ่น Gen Z มักตั้งคำถามกับธรรมเนียมที่ดูไม่สมเหตุสมผล จึงถูกคนรุ่นก่อนตัดสินว่าไม่เป็นมืออาชีพได้ง่าย แม้จะยังไม่มีหลักฐานว่า Gen Z ถือกาแฟเข้าสัมภาษณ์มากกว่าคนรุ่นอื่นจริง
ส่วนเจมี โคลส ผู้สรรหาบุคลากรจาก HireQuest บอกว่าเธอไม่ได้จดจำว่าผู้สมัครถือกาแฟมาหรือไม่ ถ้าคุณสมบัติเหมาะกับตำแหน่ง แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรวางไว้ในรถ หรือดื่มให้หมดก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ จะได้ไม่มีเสียงแก้ว ไม่หกเลอะ และไม่ต้องถือแก้วค้างในมือระหว่างคุย
เอาตรงๆ คือ อย่าเสี่ยงสร้างประเด็นให้คนอื่นด่วนตัดสินเรา แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ผู้สมัครต้องยอมทุกกฎของนายจ้าง เพราะในกระบวนการที่อีกฝ่ายเป็นผู้ตัดสินใจ เราควบคุมไม่ได้ทุกอย่าง สิ่งที่ทำได้คือเตรียมตัวให้ดีและลดปัจจัยที่อาจบดบังความสามารถของเรา
อีกมุมที่น่าคิดคือ ถ้าถูกปฏิเสธเพียงเพราะกาแฟแก้วเดียว นั่นอาจเป็นสัญญาณบอกวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มงวดกับภาพลักษณ์มากเกินไป ผู้สมัครเองก็ควรถามเรื่องวัฒนธรรมองค์กร และเลือกที่ทำงานที่ไม่ต้องฝืนตัวตนตลอดเวลา
สุดท้าย การสัมภาษณ์งานควรเป็นพื้นที่ค้นหา "คนที่เหมาะกับงาน" ไม่ใช่เวทีพิสูจน์ว่า ผู้สมัครงานจะต้องทำตามวัฒนธรรมองค์กรได้ครบทุกข้อ ถึงจะได้งาน!
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1256183