[ รีวิวหนังดี ] The Black Ball (2026)



++ ปีที่แล้วมีหนังที่พูดภาษาเยอรมันเรื่องหนึ่งชื่อ Sound of Falling (2025) เป็นหนังที่ จขกท. ชอบมาก ๆ หนังพูดถึงเรื่องของผู้หญิง 3 คน 3 วัย 3 ช่วงเวลา ที่เรื่องราวของพวกเธอนั้น ผูกพันอยู่กับบ้านหลังหนึ่งที่เป็นบ้านหลังเดียวกัน มาในปีนี้ The Black Ball หรือ La bola negra เรื่องนี้ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับ Sound of Falling เช่นกัน เพียงแต่หนังได้เล่าถึงเรื่องราวของกลุ่มผู้ชาย 5 - 6 คน ที่อาศัยอยู่ในประเทศสเปน และมีเรื่องราวของตัวเองอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่เรื่องราวของทั้งหมด ได้ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันผ่านเรื่องราวของความสัมพันธ์ การเมือง วิถีสังคม ศิลปะ และ เพศวิถี แค่เกริ่นนำก็ดูเป็นหนังที่น่าสนใจแล้วใช่มั้ยครับ...



++ หนังเล่าเรื่องผ่านช่วงเวลาที่แตกต่างกัน 3 ช่วงเวลา แต่เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศสเปน (หนังพูดภาษาสเปน) คือ

1) เหตุการณ์ในปี ค.ศ.1932 ณ เมืองเกรนาดา Carlos (Milo Quifes) ชายหนุ่มที่เป็นลูกชายของเศรษฐีในเมือง ได้ถูกปฎิเสธการเข้าเป็นสมาชิกของ Casino (คลับของพวกคนชั้นสูง) ที่ต้องให้กรรมการออกเสียงรับรอง โดยการลงมติผ่านลูกแก้วสีขาวและสีดำ หากได้รับคะแนนลูกแก้วสีขาวมากกว่าสีดำ เขาก็จะได้รับเข้าเป็นสมาชิก (แต่ Carlos ได้สีดำมากกว่า) ทั้ง ๆ ที่พ่อของเขาคาดหวังให้ลูกชายของเขาได้เข้าเป็นสมาชิกมาก ๆ เนื่องจากข่าวลือที่ว่า Carlos เป็นพวกรักร่วมเพศ

2) เหตุการณ์ในปี ค.ศ.1937 ในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองในสเปน Sebastián (Guitarricadelafuente) หนุ่มนักทรัมเป็ตประจำหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่หมู่บ้านของพวกเขาถูกเครื่องบินของกองทัพอิตาลีโจมตีด้วยความเข้าใจผิด ทำให้แม่ของเขาเสียชีวิต หลังจากนั้นเขาจึงถูกบังคับให้เข้าร่วมกับกองกำลังฝ่ายขวา (ชาตินิยม) จากนั้นเขาจึงได้รับหน้าที่ให้ดูแล Rafael Rodríguez Rapún (Miguel Bernardeau) เชลยศึกจากกองกำลังฝ่ายสาธารณรัฐ (ฝ่ายซ้าย) เพื่อล้วงความลับต่าง ๆ ทำให้ทั้ง 2 ได้เริ่มพูดคุยสนทนากัน จนท้ายที่สุดก็เป็นการเปิดใจถึงเรื่องราวชีวิตลับ ๆ ของแต่ละคน ความสนิทสนมนี้เพิ่มพูนกลายเป็นความรัก และทำให้ Sebastián ได้รู้ว่า Rafael นั้นมีคนรักชายอยู่หนึ่งคนที่มีชื่อว่า Federico García Lorca (Alberto Cortés) ผู้เป็นเจ้าของคณะละครและกวีนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

3) เหตุการณ์ในปี ค.ศ.2017 เรื่องราวของ Alberto (Carlos González) หนุ่มเกย์ผู้เป็นนักประวัติศาสตร์และอดีตนักเขียน ที่ในระหว่างที่เขาเดินทางไปที่กรุงเอเธนส์ เพื่อทำงานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งทางเพศในดนตรี เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากทนายความปริศนา ให้เดินทางมาที่เมืองในชนบทของสเปนชื่อว่า Cantabria เพื่อรับมรดกที่คุณตาของเขามอบให้ (Alberto ค่อนข้างจะแปลกใจ เพราะเขาคิดว่าคุณตาของเขาตายไปตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว แต่ความจริงเขาเพิ่งตาย) ในขณะเดียวกัน Alberto ก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับแม่ของเขาด้วย

เหตุการณ์จากทั้ง 3 ช่วงเวลา และเหล่าตัวละครจะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าติดตามมาก ๆ ครับ...



++ The Black Ball เป็นหนัง Queer อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากที่คานส์ในปีนี้ จขกท. ก็รออย่างใจจดใจจ่อที่จะได้ดู เพราะเป็นคนที่ชอบเนื้อเรื่องและรูปแบบการเล่าเรื่องในสไตล์แบบนี้อยู่แล้ว คือ การพูดถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ที่มีการเชื่อมโยงและส่งผลกับชีวิตและความคิดของผู้คนในสังคม โดยใช้การเล่าเรื่องในแบบ Non-linear หรือการเล่าเรื่องในแบบที่ไม่เป็นเส้นตรง มันเป็นอะไรที่มีเสน่ห์มาก ๆ นอกจากนี้ หนังยังได้รับรางวัล Best Director (Javier Calvo และ Javier Ambrossi) รวมทั้งได้เข้าชิงรางวัลสูงสุดปาล์มทองคำจากคานส์ด้วย ยิ่งทำให้ใจจดใจจ่อที่จะได้ดูอย่างมาก ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น ตามมารีวิวกันเลยครับ...



++ บอกก่อนเลยว่านี่คือ หนังคานส์ที่ดูไม่ได้ยากมากอย่างที่คิด (สำหรับ จขกท. คือ ดูง่ายเลยแหละ Sound of Falling ยังดูยากกว่า) เพียงแต่ว่าถ้าคนดูมีความรู้เรื่องสงครามกลางเมืองในสเปนซักหน่อย ก็จะทำให้ดูรู้เรื่อง เข้าใจง่ายขึ้นอีกครับ และ จขกท. ก็ไม่แปลกใจเลยที่หนังจะประสบความสำเร็จในสเปนแบบมาก ๆ เป็นหนังทำเงินสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในรอบ 10 ปี โดยมีจำนวนผู้ชมในวันแรกที่เข้าฉายกว่า 175,000 คน เพราะหนังมันเกี่ยวพันกับเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง และวิถีชิวิตของคนสเปนโดยตรง แถมเป็นเรื่องที่ตัวละครบางตัวมีตัวตนจริง ๆ ในทางประวัติศาสตร์อีกด้วย (นึกภาพแบบละครหรือหนังบุพเพสันนิวาสของไทยเอาก็ได้ แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ใหม่กว่า) โดยหนังได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานที่ยังเขียนไม่จบที่มีเพียง 4 หน้ากระดาษของ Federico García Lorca เองนั่นแหละครับ...



++ ความรู้สึกหลังดู คือ ชอบเลย ตอนท้าย ๆ มีแอบน้ำตาซึมนิด ๆ ด้วย จขกท. ชอบวิธีการเชื่อมโยงเหตุการณ์และตัวละครเข้าหากันด้วย หนังความยาว 155 นาที แต่ไม่ได้น่าเบื่อ เพราะหนังกลับแสดงอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครออกมาให้คนดูได้สัมผัสอย่างเต็มที่ ชอบงาน Cinematography ของหนังด้วย แน่นอน! หนังระดับนี้มันต้องดีอยู่แล้ว ด้านเทคนิคการนำเสนอภาพ หนังมีการใช้ Border Radius หรือ Rounded Corners ที่ให้ภาพบนจอมีขอบมน ๆ ทั้ง 4 ด้านไปตลอดทั้งเรื่อง ดูแปลกตาดีครับ ตัวหนังสามารถฉายภาพสงครามกลางเมือง ความกดดันในเรื่องรักร่วมเพศ ความแตกต่างทางความคิด บ้านเมืองทุรยศ ความไม่เท่าเทียม ครอบครัวที่ร้านฉาน ล้วนถูกถ่ายทอดออกมาผ่านบทละครของหนังเรื่องนี้ได้อย่างกลมกล่อม และที่บอกไว้ คือ ทีเด็ดของหนังอย่างเช่นกลวิธีการเชื่อมต่อเรื่องราวในแต่ละยุคและตัวละครนั้น มันเป็นอะไรที่ไร้รอยต่อ seamless มาก คนเขียนบท คนกำกับ คือ เก่งเว่อร์ ภาพรวมของหนังสวยมาก งานออกแบบศิลป์ ดนตรีประกอบดีหมด เป็นหนังที่ถ่ายทอดอารมณ์เรื่องราวได้ดี...



++ สุดท้ายนี้ที่อยากจะบอก คือ The Black Ball หรือ La bola negra เป็นหนัง Queer ที่ดีมาก ๆ ลึกซึ้ง และไม่ฟูมฟาย หรือโฉ่งฉ่างจนเกินไป มันออกแนว Classic Drama ที่มีภาพเหตุการณ์เบื้องหลังที่ค่อนข้างจะทารุณโหดร้ายอยู่ซักหน่อย และเป็นหนังที่เขียนถึงอะไรก็ยาก เพราะ จขกท. ก็อยากให้คนได้ดูด้วยตนเอง เพราะความเจ๋งของการเชื่อมโยงเหตุการณ์และตัวละครนี่แหละ ทำให้ถ้าเขียนอะไรไปนิดนึงนะมันจะสปอยเลย แต่จะบอกว่าถ้าคุณยังไม่ได้ดูและอยากจะเข้าไปดู แต่ไม่มีความรู้เรื่องสงครามกลางเมืองในสเปน ให้ลองเชิร์จหาอ่านซักนิด จะทำให้ดูหนังสนุกขึ้นมาก หรือไม่ก็ดูส่วนของสปอยด้านล่างที่ จขกท. สรุปแบบคร่าว ๆ พอเข้าใจไว้ให้ครับ แล้วคุณจะหลงรักหนังเรื่องนี้...



[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่