ธรรมเทวบุตรชาดก: เมื่อธรรมให้ทางแก่อธรรม

ธรรมเทวบุตรชาดก: เมื่อธรรมให้ทางแก่อธรรม
เรียบเรียงจากธมฺมเทวปุตฺตชาตกํ (ชาตกัฏฐกถา) พร้อมคาถาบาลีและคำแปล

ปฐมเหตุ ณ เชตวันมหาวิหาร

        ในกระแสธารแห่งสังสารวัฏอันยาวนาน สรรพสัตว์ย่อมเวียนว่ายไปตามแรงแห่งกรรมที่ตนสั่งสมไว้
สมัยหนึ่ง ณ เชตวนาราม ข่าวใหญ่แผ่สะพัดไปในหมู่สงฆ์ว่า พระเทวทัตผู้คิดประทุษร้ายต่อพระตถาคต
ถูกแผ่นดินสูบลงสู่อเวจีมหานรกเสียแล้ว ภิกษุทั้งหลายจึงนั่งสนทนากันในธรรมสภาด้วยจิตอันสังเวช

        ขณะนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จมาถึง ทรงตรัสถามว่าภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนาเรื่องอันใดอยู่
ครั้นทรงสดับแล้ว จึงมีพระดำรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้นที่เทวทัตประหารชินจักรของเราแล้วถูกแผ่นดินสูบ
แม้ในกาลก่อนเขาก็เคยประหารธรรมจักร แล้วลงสู่แผ่นดิน มีอเวจีเป็นที่ไปในเบื้องหน้าเช่นกัน”
แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า

        ยโสกโร ปุญฺญกโรหมสฺมีติ
อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต
เทวทตฺตสฺส ปฐวิปฺปเวสนํ
อารพฺภ กเถสิ ฯ

----------------------

เทวบุตรสองตน

        กาลล่วงมาแล้วนานนัก ณ พระนครพาราณสี ในรัชสมัยพระเจ้าพรหมทัต
พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นกามาวจร นามว่า ธรรมะ
ส่วนอีกองค์หนึ่งนามว่า อธรรมะ ซึ่งก็คือพระเทวทัตในชาติปัจจุบันนั่นเอง

        ธรรมเทวบุตรทรงเครื่องทิพยาภรณ์เรืองรอง เสด็จขึ้นทิพยรถอันประเสริฐ แวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร
ทุกคราวที่ถึงวันเพ็ญอุโบสถ เมื่อชาวมนุษย์บริโภคอาหารเย็นแล้ว นั่งสนทนากันอย่างสุขสำราญที่หน้าเรือนของตน
พระองค์ก็ประทับอยู่ในอากาศเหนือบ้านเมือง นิคม ชนบท และราชธานี ตรัสชักชวนว่า “จงเว้นจากอกุศลกรรมบถสิบประการ มีปาณาติบาตเป็นต้นเถิด จงบำรุงมารดา จงบำรุงบิดา จงบำเพ็ญสุจริตสามทางให้เต็มเปี่ยม เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายจะมีสวรรค์เป็นที่ไป และได้เสวยสมบัติอันยิ่งใหญ่” แล้วเสด็จเวียนขวา (ปทักษิณ) รอบชมพูทวีป

        ฝ่ายอธรรมเทวบุตร ก็ท่องไปในอากาศเช่นกัน ทว่าตรัสชักนำไปอีกทางหนึ่ง ว่า “จงฆ่าสัตว์เถิด”
และชักชวนให้กระทำอกุศลกรรมบถสิบประการ แล้วเสด็จเวียนซ้าย (วาม) รอบชมพูทวีป
ทางหนึ่งนำไปสู่แสงสว่าง อีกทางหนึ่งนำลงสู่ความมืด

        อธมฺโม ปน เทวปุตฺโต
ปาณํ หนถาติ อาทินา
นเยน ทส อกุสลกมฺมปเถ
สมาทเปนฺโต ชมฺพูทีปํ วามํ กโรติ ฯ

----------------------

รถสองคันประจันหน้ากลางนภา

        แล้ววันหนึ่ง ท่ามกลางพระเวหา ทิพยรถทั้งสองก็มาประจันหน้ากัน บริวารของแต่ละฝ่ายถามกันว่า
“ท่านเป็นของใคร ท่านเป็นของใคร” ต่างตอบว่า “เราเป็นของธรรม” “เราเป็นของอธรรม” แล้วถอยหลีกออกเป็นสองข้างทาง
เหลือเพียงรถสองคันเผชิญหน้ากันอยู่เบื้องหน้า ดุจแสงอรุณที่ประจันหน้ากับรัตติกาล

        ธรรมเทวบุตรตรัสเรียกอธรรมว่า “สหาย ท่านคืออธรรม ข้าคือธรรม ทางนี้เหมาะแก่ข้า
จงถอยรถของท่าน ให้ทางแก่ข้าเถิด” แล้วตรัสพระคาถาแรกขึ้น

บทสนทนาแห่งคาถา
ครั้นแล้ว ถ้อยโต้ตอบของเทวบุตรทั้งสองก็หลั่งไหลออกมาเป็นพระคาถารวมเจ็ดบท สลับกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ ดังนี้

ธรรมะกล่าวว่า

        ยโสกโร ปุญฺญกโรหมสฺมิ สทตฺถุโต
สมณพฺราหฺมณานํ มคฺคารโห เทวมนุสฺสปูชิโต
ธมฺโม อหํ เทหิ อธมฺม มคฺคนฺติ ฯ

        ธรรมเทวบุตรตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสงบว่า
เราคือผู้ประทานยศแก่เทพและมนุษย์ ผู้สร้างบุญ
ผู้ที่สมณพราหมณ์สรรเสริญอยู่มิรู้วาย ผู้ที่เทพและมนุษย์บูชา
เราควรแก่ทางนี้ เราคือธรรม อธรรมเอ๋ย จงหลีกทางให้เราเถิด

----------------------

อธรรมะกล่าวว่า

        อธมฺมยานํ ทฬฺหมารุหิตฺวา อสนฺตสนฺโต
พลวาหมสฺมิ ส กิสฺส เหตุมฺหิ
ตวชฺชทชฺชํ มคฺคํ อหํ ธมฺม อทินฺนปุพฺพํ ฯ

        อธรรมเทวบุตรผู้ยโสโอหังตอบว่า เรานั่งมั่นอยู่บนยานแห่งอธรรม
ไม่หวาดหวั่น มีกำลังมหาศาล เหตุไฉนวันนี้เราจะยกทางที่ไม่เคยให้ผู้ใดมาก่อนแก่ท่านเล่า ธรรมเอ๋ย

----------------------

ธรรมะกล่าวว่า

        ธมฺโม หเว ปาตุรโหสิ ปุพฺเพ
ปจฺฉา อธมฺโม อุทปาทิ โลเก
เชฏฺโฐ จ เสฏฺโฐ จ สนนฺตโน จ
อุยฺยาหิ เชฏฺฐสฺส กนิฏฺฐ มคฺคา ฯ

        ธรรมเทวบุตรตรัสตอบอย่างไม่หวั่นไหวว่า ธรรมปรากฏขึ้นก่อนในโลก
อธรรมเพิ่งเกิดภายหลัง เราเป็นพี่ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นของเก่าแก่ดั้งเดิม
ท่านเป็นน้อง จงออกจากทางเพื่อให้พี่ผ่านไปเถิด

----------------------

อธรรมะกล่าวว่า

        น ยาจนาย นปิ ปาฏิรูปา
น อรหติ เตหํ ทเทยฺย มคฺคํ ยุทฺธญฺจ
โน โหตุ อุภินฺนมชฺช ยุทฺธสฺมิ โย ชียติ ตสฺส มคฺโค ฯ

        อธรรมตอบว่า เราไม่ให้ทางเพราะคำวิงวอน
ไม่ให้เพราะถ้อยคำอันควร ไม่ให้เพราะท่านคู่ควรแก่ทางนี้
วันนี้ขอให้เรารบกัน ผู้ใดพ่ายในสงคราม ก็พึงถอยให้แก่ผู้ชนะ (ตามเนื้อความ)

----------------------

ธรรมะกล่าวว่า

        สพฺพา ทิสา อนุสโฏหมสฺมิ มหพฺพโล
อมิตยโส อตุลฺโย คุเณหิ สพฺเพหิ
อุเปตรูโป ธมฺโม อธมฺม ตฺวํ กถํ วิเชสฺสสิ ฯ

        ธรรมเทวบุตรตรัสว่า เราแผ่ไปทั่วทุกทิศ มีกำลังมาก
ยศไม่มีประมาณ ไม่มีผู้ใดเทียบเท่า พรั่งพร้อมด้วยคุณทั้งปวง
เราคือธรรม อธรรมเอ๋ย ท่านจะชนะเราได้อย่างไร

----------------------

อธรรมะกล่าวว่า

        โลเหน เว หญฺญติ ชาตรูปํ
น ชาตรูเปน หนนฺติ โลหํ สเจ
อธมฺโม หญฺญติ ธมฺมมชฺช
อโย สุวณฺณํ วิย ทสฺสเนยฺยํ ฯ

        อธรรมตอบอย่างทะนงตนว่า
ทองคำยังถูกตีด้วยเหล็ก
ไม่เคยมีผู้ใดเอาทองคำตีเหล็ก
หากวันนี้อธรรมสังหารธรรมได้
เหล็กก็จะงามน่าดูดุจทองคำ

----------------------

ธรรมะกล่าวว่า (คาถาสุดท้ายของบทสนทนา)

        สเจ ตุวํ ยุทฺธพโล อธมฺม
น ตุยฺห วุฑฺฒา จ คุรู จ
อตฺถิ มคฺคญฺจ เต ทมฺหิ ปิยาปฺปิเยน
วาจาทุรุตฺตานิปิ เต ขมามีติ ฯ

        ธรรมเทวบุตรทรงสดับแล้ว มิได้ทรงขุ่นเคือง
ตรัสว่า อธรรมเอ๋ย หากท่านมีเพียงกำลังรบ ท่านก็ไม่มีทั้งผู้ใหญ่และครู
เราจะให้ทางแก่ท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นที่รักหรือไม่เป็นที่รัก
และแม้วาจาหยาบของท่าน เราก็อดโทษให้

----------------------

อธรรมร่วงลง



        สิ้นพระดำรัสนั้น สิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดก็บังเกิดขึ้น ธรรมเทวบุตรมิได้ทรงยกอาวุธ
มิได้ทรงต่อสู้ เพียงทรงยอมให้ทางด้วยขันติ ทว่าในขณะที่พระโพธิสัตว์ตรัสคาถานี้จบ
อธรรมเทวบุตรก็ไม่อาจยืนอยู่บนรถได้ ศีรษะทิ่มลง เท้าชี้ฟ้า ร่วงลงสู่พื้นปฐพี
แผ่นดินแยกออกเป็นช่อง เขาตกลงไปบังเกิดในอเวจีมหานรกทันที

พระศาสดาทรงทราบเนื้อความนั้นด้วยพระปัญญาอันตรัสรู้
จึงตรัสพระคาถาที่เหลือสืบต่อไป เริ่มด้วยเสียงคร่ำครวญของอธรรมเอง

        อิทญฺจ สุตฺวา วจนํ อธมฺโม
อวํสิโร ปติโต อุทฺธปาโท ยุทฺธตฺถิโก
น ลภามิ ยุทฺธํ เอตฺตาวตา โหติ หโต อธมฺโม ฯ

        ครั้นสดับพระดำรัสนั้น อธรรมเทวบุตรก็ศีรษะทิ่ม เท้าชี้ฟ้า
ร่วงลงไป พลางคร่ำครวญว่า “ข้าปรารถนาจะรบ กลับไม่ได้รบ”
เพียงเท่านี้ อธรรมก็ชื่อว่าถูกสังหารแล้ว

----------------------

        เล่ากันว่า เขายังคร่ำครวญอยู่ทั้งที่กำลังร่วงลง จนแผ่นดินกลืนร่างหายไป
ความพ่ายแพ้ของอธรรมครั้งนั้น คือชัยชนะของผู้ที่มิได้ยกอาวุธเลย พระศาสดาจึงตรัสต่อว่า

        ขนฺตีพโล ยุทฺธพลํ วิเชตฺวา หนฺตฺวา
อธมฺมํ นิหนิตฺว ภูมฺยา ปายาสิ
จิตฺโต อภิรุยฺห สนฺทนํ
มคฺเคเนว อติพโล สจฺจนิกฺกโม ฯ

        ผู้มีขันติเป็นกำลัง ชนะผู้มีกำลังรบ ทำให้อธรรมล้มลงบนพื้นดิน
แล้วมีใจชื่นบาน ขึ้นสู่รถ ไปตามทางนั้นนั่นเอง ผู้มีกำลังยิ่ง มีความเพียรจริงแท้

----------------------

พระคาถาประมวลสัจธรรม

        มาตาปิตา สมณพฺราหฺมณา จ
อสมฺมานิตา ยสฺส สเก อคาเร
อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา
นิรยํ วชนฺติ เต ยถา อธมฺโม ปติโต อวํสิโร ฯ

        มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ ไม่ได้รับความเคารพในเรือนของผู้ใด
ผู้นั้นทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อกายแตกย่อมไปนรก เหมือนอธรรมที่ร่วงลงโดยหัวทิ่ม

        มาตาปิตา สมณพฺราหฺมณา จ สุสมฺมานิตา
ยสฺส สเก อคาเร อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา
สุคตึ วชนฺติ เต ยถาปิ ธมฺโม อภิรุยฺห สนฺทนนฺติ ฯ

        มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ ได้รับความเคารพอย่างดีในเรือนของผู้ใด
ผู้นั้นทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อกายแตกย่อมไปสุคติ เหมือนธรรมที่ขึ้นสู่ทิพยรถ

----------------------

สโมธาน

        ครั้นทรงแสดงธรรมเทศนานี้แล้ว พระศาสดาตรัสประชุมชาดกว่า
ในครั้งนั้น อธรรมเทวบุตรได้เป็นพระเทวทัต บริษัทของอธรรมเป็นบริษัทของเทวทัต
ส่วน ธรรมเทวบุตรคือเราตถาคตนั่นเอง และบริษัทของธรรมก็คือพุทธบริษัท

        ตทา อธมฺโม เทวทตฺโต อโหสิ
ปริสาปิสฺส เทวทตฺตสฺส ปริสา
ธมฺโม ปน อหเมว ปริสา ปน พุทฺธปริสาเยวาติ ฯ

----------------------

บาลีน่ารู้จากเรื่องนี้

        ยโสกโร (ยส + กโร) ผู้ทำให้เกิดยศ อรรถกถาอธิบายว่าคือผู้ให้ยศแก่เทวดาและมนุษย์
ธรรมจึงมิใช่เพียงคุณธรรมที่ดี แต่เป็นรากเหง้าของเกียรติและความสุขจริง

        สทตฺถุโต (สทา + ถุโต) ผู้ที่ได้รับการสรรเสริญอยู่เสมอ
อรรถกถาขยายว่า นิจฺจปฺปสฏฺโฐ คือถูกสรรเสริญเป็นนิตย์

        ปทกฺขิณํ และ วามํ ธรรมเวียนขวา (ปทักษิณ คือทิศแห่งความเคารพ)
อธรรมเวียนซ้าย (วาม) ภาพนี้สะท้อนว่า ทิศทางเดินของใจก็บ่งบอกปลายทางของชีวิต

        อสนฺตสนฺโต (ไม่หวาดสะดุ้ง) อธรรมอวดความไม่กลัว
แต่อรรถกถาชี้ให้เห็นภายหลังว่าความไม่กลัวของคนไร้ศีลเป็นเพียงความโอหัง

        ขนฺตีพโล (ขนฺติ + พล) ผู้มีขันติเป็นกำลัง อรรถกถาอธิบายด้วยคำว่า อธิวาสนขนฺตี
คือความอดทนที่รับไว้ได้ นี่คือหัวใจของชาดก กำลังชนะกำลังรบได้โดยไม่ต้องรบ

        เอตฺตาวตา โหติ หโต อธมฺโม “เพียงเท่านี้ อธรรมก็ชื่อว่าถูกสังหาร”
อรรถกถาว่า ตราบเท่าที่เขาลงสู่แผ่นดินเพียงนั้น อธรรมก็ชื่อว่าถูกฆ่าแล้ว
เป็นประโยคที่กระชับและน่าสะท้านที่สุดของเรื่อง

        อวํสิโร ปติโต อุทฺธปาโท ศีรษะลงล่าง เท้าชี้ขึ้นบน
ตกลงไป คำสามคำที่วาดภาพการตกได้ครบถ้วน
ใช้ซ้ำในพระคาถาประมวลสัจธรรมเพื่อเทียบกับคนที่ไม่เคารพผู้มีพระคุณ

        ปิยาปฺปิเยน แปลตามอรรถกถาได้ว่า แม้จะให้แก่ผู้เป็นที่รักหรือไม่เป็นที่รัก
ธรรมก็ให้ด้วยเมตตาอันเป็นที่รัก เป็นถ้อยคำที่แสดงความงามของการให้โดยไม่เลือกว่าอีกฝ่ายคู่ควรหรือไม่

อ้างอิงจาก "อธรรมเทวบุตร"
https://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=40&A=307
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่