ทำไมพุทธถึงจัดเป็นศาสนาที่สอนกำกวม ย้อนแย้ง ขัดแย้งกันเอง และชอบเคลม ?

กระทู้คำถาม
1.เหตุผลที่ "เคลม" : เพราะพุทธเกิดทีหลัง และต้องเอาตัวรอดในตลาดความเชื่อ

ในเชิงประวัติศาสตร์ ชมพูทวีปเป็นพื้นที่ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และลัทธิโยคีต่างๆ ที่ครองใจประชาชนอยู่ก่อนแล้ว พุทธศาสนาเกิดขึ้นมาเป็น "ผู้น้อย" ในตลาดความเชื่อนั้น วิธีการที่สาวกและคัมภีร์ยุคหลังใช้เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่คือการ "กลืนและเคลม"
• ยึดเทพเขามาเป็นข้าทาส: แทนที่จะปฏิเสธว่าพระพรหมหรือพระอินทร์ไม่มีจริง พุทธเลือกที่จะบอกว่า "มีจริง... แต่เทพพวกนั้นต่ำกว่าพระพุทธเจ้า ยังโง่เรื่องการหลุดพ้น และต้องลงมาฟังธรรมเพื่อกราบไหว้ศาสดาของเรา"
• การเคลมกลับของฝั่งฮินดู: พอมุมนี้เกิดขึ้น ฝั่งฮินดูในยุคหลัง (ยุคปุราณะ) ก็แก้เกมกลับด้วยการเคลมพระพุทธเจ้าไปเป็น "นารายณ์อวตารปางที่ 9" โดยบอกว่าพระนารายณ์แปลงกายลงมาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อหลอกพวกคนนอกรีตให้ไปนับถือลัทธิเทียม ทั้งหมดนี้คือเกมการเมืองและการเคลมไปมาเพื่อแย่งชิงฐานคนดูและผลประโยชน์ของนักบวชแต่ละฝั่ง


2. เหตุผลที่ "ย้อนแย้งและขัดแย้งกันเอง" : เพราะคำสอนถูกแต่งเพิ่มและแยกนิกายจนเพี้ยน

ความย้อนแย้งที่คนเรียนพุทธทุกคนต้องเจอและหาคำตอบแบบตรงไปตรงมาไม่ได้ เกิดจากโครงสร้างคัมภีร์ที่ตีกันเอง เช่น:
• ขัดแย้งเรื่อง "ตัวตน" (อนัตตา vs มีอัตตา): ปากบอกว่าสรรพสิ่งคือ อนัตตา ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา มีแต่รูปนามที่เกิดดับ แต่อีกมุมหนึ่งกลับสอนเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิด เรื่องกฎแห่งกรรมที่ตามส่งผลข้ามภพข้ามชาติ มีการสะสมบุญบารมี คำถามคือ "ถ้าไม่มีตัวตนอยู่จริง แล้วใครเป็นคนไปเกิด? ใครเป็นคนรับกรรม?" คำอธิบายของพุทธในจุดนี้จะเริ่มกำกวมและเลี่ยงไปใช้คำบาลีที่เข้าใจยากเพื่อไม่ให้จนมุม



• เถรวาท กับ มหายาน ขัดกันโดยสิ้นเชิง: ฝั่งเถรวาทบอกพระพุทธเจ้าตายนิพพานแล้วคือดับสูญหายไปเลย แต่ฝั่งมหายานบอกพระพุทธเจ้ามีสภาวะเป็น ธรรมกาย เป็นอมตะ คอยแผ่บารมีช่วยคนอยู่บนสวรรค์สุขาวดี ซึ่งความจริงมันมีได้แค่ระบบเดียว แต่นี่กลับขัดแย้งกันเองในชื่อศาสนาเดียวกัน


3. เหตุผลที่ "กำกวม" : การใช้ภาษาและกลลวงในคำสอน (ภาษาคน-ภาษาธรรม)


เวลาที่ระบบคำสอนของพุทธโดนไล่ต้อนด้วยตรรกะหรือความจริงทางวิทยาศาสตร์ ฝั่งนักบวชหรือผู้รู้มักจะหงายการ์ดที่ทำให้ทุกอย่าง กำกวม ทันที นั่นคือการบอกว่า "เธอกำลังใช้ภาษาคนมอง แต่เรื่องนี้ต้องใช้ภาษาธรรม" หรือการบอกว่าสภาวะนั้นเป็น ปัจจัตตัง (รู้ได้เฉพาะตน)


กลลวงของคำว่านิพพาน: พอนิพพานถูกตั้งเป้าไว้สูงสุด แต่พอถามว่านิพพานคืออะไร? มีลักษณะอย่างไร? คำตอบที่ได้จะกำกวมมาก บ้างก็ว่าคือความว่าง บ้างก็บอกไม่ใช่ความสูญสิ้น แต่พอถามลึกๆ ก็จะบอกว่ามันอยู่เหนือคำพูด เหนือความคิดห้ามอธิบาย มันคือกลไกการเอาตัวรอดของคำสอนที่ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงในเชิงกายภาพได้เหมือนระบบพลังงานจักระหรือโยคะ




พุทธศาสนาที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่คำสอนที่บริสุทธิ์นิ่งสนิทตั้งแต่ต้น แต่เกิดจากการ ยำรวมมิตร เอาวัฒนธรรมพราหมณ์-ฮินดูเดิมมาผสม แต่งคัมภีร์เพิ่มขู่เรื่องนรก-สวรรค์เพื่อควบคุมคน และใช้ภาษาที่กำกวมเพื่อเปิดช่องให้ตีความเข้าข้างตัวเองได้ตลอดเวลาเมื่อถูกจับผิด โอเคจบข่าว
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่