แม้ประเทศอินเดียจะขึ้นชื่อเรื่องการผลิตหนังและได้รับการขนานนามว่าเป็นประเทศที่ผลิตหนังต่อปีมากที่สุดในโลก แต่ส่วนมากหนังที่คนทั่วโลกรู้จักนั้น มักเป็นหนัง Bollywood หรือหนังภาษาฮินดี ซึ่งเป็นที่รู้จักมานาน โดยในสมัยก่อนนั้น ตลาดต่างประเทศสำคัญของหนัง Bollywood อยู่ที่สหภาพโซเวียต ซึ่งมักได้รับความนิยมเป็นพิเศษ รวมถึงในบรรดาชาวอินเดียในต่างประเทศ (NRI) ที่มักจะดูหนังเพื่อถวิลหาความคิดถึงบ้านเกิดในบางครั้ง แต่เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย ทำให้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หนัง Bollywood รวมถึงหนังอินเดียภาษาอื่นๆ เกิดการปรับตัวครั้งใหม่ โดยเริ่มทำหนังเจาะตลาดกลุ่มชาวอินเดียต่างประเทศมากขึ้น ดังที่เห็นตัวอย่างจาก สวรรค์เบี่ยง เปลี่ยนทางรัก (Dilwale Dulhania Le Jayenge) ซึ่งเป็นหนังยุค 90 ที่ขึ้นหิ้งและครองใจชาวอินเดียทั่วโลกมานานจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องราวระหว่างหนุ่มสาว NRI ที่มาพลอดรักในต่างแดนแล้วไปเจอกันอีกในบ้านเกิด
อย่างไรก็ตาม ประเทศอินเดียมีภาษามากกว่าร้อยภาษา เฉพาะที่เป็นภาษาราชการก็มีมากถึง 22 ภาษา (ในระดับชาติคือ ฮินดี และ อังกฤษ) โดยในแต่ละรัฐก็มีการทำหนังภาษาตัวเองอยู่มาก รวมไปถึงทางตอนใต้อย่างรัฐอานธรประเทศ, เตลังคานา (เตลูกู - 2 รัฐนี้เมื่อก่อนรวมเป็นรัฐอานธรประเทศ), กรณาฏกะ (กันนาดา), เกรละ (มลยาฬัม) และ ทมิฬนาฑู (ทมิฬ) ซึ่งทั้งหมดเป็นรัฐที่ใช้ภาษาตระกูล Dravidian แตกต่างกับฮินดีและรัฐทางตอนเหนือที่ใช้ภาษาตระกูล Indo-Aryan ซึ่งเป็นตลาดหนังที่น่าสนใจในตอนนี้ เพราะแต่ละรัฐทางตอนใต้มีการตลาดที่แข็งแกร่งและสู้กับ Bollywood ได้ ขณะที่การตลาดในหนังภาษาอื่นในทางตอนเหนือไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่ากับ Bollywood (รวมถึงหนังภาษามราฐีที่มีฐานผลิตในมุมไบเช่นเดียวกับ Bollywood)
แต่เดิมถ้าในบ้านเรามักจะรู้จักจากหนังอินเดียใต้ที่เกี่ยวกับเทพเจ้าหรือเรื่องราวเกี่ยวกับรามายณะหรือมหาภารตะ ยกตัวอย่างเช่น เทพธิดากาลี (Rajakali Amman - 2000) แต่ในช่วงทศวรรษ 2000 วงการหนังอินเดียทั้งเหนือและใต้เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มีการใช้เพลงในหนังน้อยลงหรือหากยังใช้อยู่ก็เป็นแบบที่เป็นสากลถูกใจวัยรุ่นมากขึ้น เนื้อหาหนังเริ่มไปไกลกว่าเรื่องการวิ่งไล่ขึ้นเขาอย่างที่คนไทยบางคนอาจจะยังคิดอยู่ หนัง Bollywood ที่เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างเช่น 3 Idiots ที่ครองใจคนทั้งโลกมาแล้ว ขณะที่ Kollywood ในช่วงเวลาเดียวกันก็เริ่มมีก้าวสำคัญ หลังจากเรื่อง 7 Aum Arivu ที่แม้ทำการตลาดไม่ค่อยดีแต่ก็เป็นก้าวสำคัญต่อวงการหนังอินเดียใต้ ก็ได้เกิดหนังเรื่องสำคัญที่เป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของวงการหนังอินเดียใต้ หรืออาจจะวงการหนังอินเดียทั้งหมดเลยก็ว่าได้
Enthiran (อ่านว่า เยนติรัน คล้ายๆ กับ ยนตร) ฉายในปี 2010 หรือ พ.ศ. 2553 จริงๆ เค้าโครงเรื่องคล้ายกับ I, Robot ของ Will Smith หรืออาจจะไปเหมือนคนเหล็กเลยก็ได้ เป็นเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่ทุ่มเวลา 10 ปีไปกับการผลิตหุ่นยนต์ โดยความตั้งใจเดิมของเขาคือจะผลิตหุ่นยนต์ให้กับกองทัพอินเดีย แต่เมื่อประสบความสำเร็จไปแล้วอาจารย์ของเขากลับริษยาเขา เพราะหุ่นยนต์ที่อาจารย์คนดังกล่าวผลิตให้กับกลุ่มก่อการร้ายกลับไม่ได้เรื่องเลย ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายตามมาเพราะเหตุนี้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้อาจารย์คนดังกล่าวแกล้งทดสอบหุ่นยนต์ให้เกิดความสับสนแล้วจงใจจะสังหารลูกศิษย์ตัวเอง แล้วบอกว่าหุ่นยนต์ไม่มีหัวใจและไม่ให้ผ่านการทดสอบ ตอนแรกเกือบกู้หน้าได้เพราะหุ่นยนต์ตัวดังกล่าวช่วยเหลือคนจากไฟไหม้ แต่พอไปช่วยผู้หญิงคนหนึ่งที่อาบน้ำอยู่แล้วเกิดความอับอายเลยวิ่งหนีไปจนถูกรถชน (เห็นว่าเหมือน ฆตต แต่ดูแล้วไม่น่าใช่) ทำให้นักวิทยาศาสตร์คนนี้ต้องใส่ด้านอารมณ์จิตใจเข้าไป ผลคือตกหลุมรักแฟนของนักวิทยาศาสตร์ แล้วพอไปทดสอบอีกก็พูดพรรณาแต่แฟนคนนี้จนนักวิทยาศาสตร์โมโหแยกร่างทิ้งลงขยะ อาจารย์ตามไปเก็บ ซ่อมใหม่ ใส่ชิปสีแดงเข้าไป ผลคือกลายเป็นหุ่นยนต์สังหาร Chip ไม่หายแต่ก็สร้างความ Chip หายแบบชนิดต้องทำให้คนดูอึ้ง ตั้งแต่รวมปืนแลัวรัวใส่ จนถึงขั้นรวมร่างกันเป็นงูบ้าง ลูกบอลบ้าง หรือหุ่นยนต์ยักษ์บ้าง ผลสุดท้ายนักวิทยาศาสตร์ต้องกู้สถานการณ์ ดึง Chip สีแดงออกจากตัวหุ่นยนต์ ศาลสั่งประหารนักวิทยาศาสตร์เพราะเห็นว่าควบคุมหุ่นยนต์ไม่ได้ แต่หุ่นยนต์อธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดว่าอาจารย์ของนักวิทยาศาสตร์เป็นต้นเหตุ ศาลจึงเปลี่ยนคำพิพากษาใหม่ให้ถอดชิ้นส่วนออก หุ่นยนต์จึงตั้งใจถอดชิ้นส่วนทั้งหมดของตัวเองจนถอดหัวออก เอาไปตั้งในพิพิธภัณฑ์ ตอนจบย้อนยุคไปถึง 2030 นักเรียนหญิงถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับหุ่นยนต์ตัวนี้ หุ่นยนต์ตอบมาว่า "กำลังคิดอยู่"
ด้วยความนิยมของภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้เกิดการสร้างภาพยนตร์ภาคต่อมาในชื่อ 2.0 ซึ่งฉายในปี 2018 หรือ พ.ศ. 2561
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้8 ปีหลังจากเรื่องแรก นักปักษีวิทยา หรือจะเรียกว่าคนรักนกคนหนึ่งก็ได้ เรียกร้องให้ทั้งผู้ประกอบการมือถือและค่ายมือถือ และรัฐมนตรี ลดการติดตั้งเสาสัญญาณมือถือเนื่องจากคลื่นโทรศัพท์รบกวนนกและทำให้นกอ่อนแอลง บินผิดที่ผิดทาง และตายในที่สุด แต่ปรากฎว่าถูกกลั่นแกล้ง เขาจึง ฆตต และพลังลบของเขาไปรวมกับวิญญาณนกกลายเป็นปีศาจ ใช้แม่เหล็กดึงโทรศัพท์ทุกเครื่องมารวมกันเป็นนกยักษ์ รวมถึงฆ่าคนที่เคยกลั่นแกล้งเขา นักวิทยาศาสตร์คนเดิมพยายามเรียกร้องให้เอาหุ่นยนต์กลับมา แต่ลูกชายอาจารย์ที่โดนหุ่นยนต์ฆ่าในภาคแรกคัดค้าน จึงดึงกลับมาไม่ได้ เขาเลยต้องลักลอบเอามาประกอบใหม่เอง และเมื่อปีศาจก่อความวุ่นวายหนักขึ้น รัฐมนตรีจึงอนุมัติให้เขาดึงหุ่นยนต์กลับมาและสามารถปราบได้ในตอนแรก แต่ลูกชายอาจารย์ไม่พอใจ จึงกลับไปเปิดให้ปีศาจออกมาอีกครั้งและก่อความวุ่นวาย ครั้งนี้เขาจึงเข้าสิงร่างของนักวิทยาศาสตร์ ทำให้หุ่นยนต์ไม่กล้าฆ่ามันซึ่งสิงอยู่ในร่างเจ้านายเขาแล้วทำร้ายหุ่นยนต์จนพัง ปีศาจตัวเดิมบุกเข้าสนามฟุตบอล และฆ่าลูกชายอาจารย์คนนั้น (ซ้ำรอยพ่อ 😑) แต่ปรากฎว่าหุ่นยนต์กับกองทัพหุ่นยนต์กลับมาช่วยเหลือผู้คนได้เพราะหุ่นยนต์สาวของนักวิทยาศาสตร์ พร้อมหุ่นยนต์จิ๋ว เข้าช่วยเหลือผู้คนจนหนีออกมาและปราบได้สำเร็จ หุ่นยนต์และหุ่นยนต์สาวเข้าไปรายงานตัวกับกองทัพอินเดีย ฉากจบเผยหุ่นยนต์จิ๋วตัวนึงโผล่มา
มีคนว่าทำไมหนังเรื่องนี้ดูขัดกับฉากจบเรื่องแรกที่ย้อนไปถึง 2030 ผู้กำกับอธิบายไว้คร่าวๆ ว่าเนื้อเรื่องยืดหยุ่น ทุกอย่างเป็นได้ จึงตีความว่าเนื้อเรื่องในปี 2030 ตามภาคแรก อาจจะเป็นเพียง Alternative Timeline หรืออาจจะเกิดอะไรขึ้นกับหุ่นยนต์ในภายหลังก็ได้
นักแสดงผู้รับบทเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และหุ่นยนต์คือ Rajinikanth ซึ่งจริงๆ เขาไม่ใช่คนทมิฬ แต่เป็นคนมราฐี เกิดใน Bangalore เริ่มอาชีพในฐานะกระเป๋ารถเมล์ แต่ชีวิตพลิกผันให้กลายเป็นนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์ของรัฐทมิฬนาฑู รวมถึงในรัฐอื่นๆ ทางตอนใต้ ดังระดับไหน ถึงขั้นมี Title card แยกชื่อกับนักแสดงคนอื่นกันเลยทีเดียว บทบาทนำส่วนใหญ่มักจะเป็นระดับเจ้าพ่อหรือพระเอก คนทมิฬยกให้เป็นท่านผู้นำ (Thalaivar) กันเลยทีเดียว เป็นนักแสดงที่คนทมิฬรักที่สุด ถึงขั้นมีหนังฉายที่ไหนต้องมีประทัดมีการเฉลิมฉลองราวกับเทศกาล มีป้ายบอร์ดใหญ่ๆ ที่อินเดียปกติมีหนังแอคชั่นฉาย คนต้องเฮทั้งโรงกันโดยเฉพาะในฉาก Climax อันนี้แค่เห็น Title Card คนทั้งโรงก็ดีใจกันแล้ว เหตุผลหลักๆ เพราะเป็นนักแสดงที่แสดงสมบทบาท ถึงพริกถึงขิง ขณะที่ชีวิตจริงก็เป็นนักแสดงที่ถ่อมตัว สมถะ และเคารพทุกคนรวมถึงแฟนๆ ของเขา
อย่างไรก็ตาม หลังจากหนังเรื่องนี้และภาคต่อ ไม่ปรากฎว่ามีหนังทมิฬเรื่องไหนได้รับความนิยมระดับเดียวกันอีก (แม้หนังบางเรื่องของ Rajinikanth จะยังสร้างสถิติได้อยู่ก็ตาม) ขณะเดียวกัน หนังภาษาเตลูกูและกันนาดาก็ผงาดขึ้นมาเป็นหนังแนวหน้าของอินเดียใต้ โดยเฉพาะผู้กำกับ S.S. Rajamouli ผู้ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์จากหนัง Bahubali ทั้ง 2 ภาค รวมถึง RRR ที่ทำให้ได้รางวัลออสการ์มาจากเพลงประกอบภาพยนตร์ดีเด่น (บางคนว่าที่ได้เพราะเพลงนั้นไปถ่ายทำที่ทำเนียบประธานาธิบดียูเครน ซึ่งมันไปตรงกับช่วงที่ยูเครนเริ่มรบกับรัสเซียใหม่ๆ พอดีด้วยเหมือนกัน) รวมไปถึงหนังภาษากันนาดาที่กำลังโกยรายได้จากหนังแนวแอคชั่นแบบถึงพริกถึงขิงของ Rishab Shetty และ Yash และม้ามืดล่าสุดจากหนังภาษามลยาฬัมอย่าง Bethlehem Kudumba Unit
Enthiran และ 2.0 หนึ่งในก้าวสำคัญของวงการหนังอินเดีย(ใต้)