
- เหลือเชื่อเหมือนกันว่าการมาของโรคระบาดโควิด-19 นอกจากจะสร้างผลกระทบจนสะเทือนไปทั่วโลกจนทุกคนพร้อมใจกันส่งเสียงในหัวโดยไม่ต้องนัดหมายว่า “ชิ หายแล้ว!” ยังชำแหละให้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทราบซึ่งไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศทางฝั่งยุโรปที่ใครต่อใครต่างบอกว่าเจริญแล้วอย่างฟินแลนด์และสวีเดนโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการค้ามนุษย์ ในรูปแบบแรงงานด้วยการฉกฉวยความฝันและโอกาสของคนที่อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ ถึงตะลึงกับสิ่งที่ปรากฏแต่มันต้องทำใจรับเมื่อมันเกิดขึ้นกับคนไทยอีสานหลายชีวิตที่ได้ตัดสินใจจากบ้านเกิดไปเพื่อมาเป็นแรงงานเก็บลูกเบอร์รี่ในป่าที่ได้รายได้สูงด้วยความหวังว่าจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต ให้เข้าใกล้กับการมีชีวิตที่ “สบาย” กว่าเดิม

- แต่พอไปถึงหน้างานด้วยวิธีการเล่าอย่างไม่รีบร้อนจึงเกิดอาการตกใจไม่ใช่เรื่องของความ Culture Shock ทางภาษา วัฒนธรรม หรือสภาพแวดล้อมพอจะสามารถปรับตัวได้แต่เป็นความไม่ตรงปกจากข้อตกลงที่คาดไม่ถึงว่า หนีเห้ มาเจอเห้ มันเป็นยังไง ? แล้วหนังก็ได้นำเสนอเรื่องราวผ่านการทำพิธี Q&A ระหว่างทีมงานกับบรรดาผู้เดินทางไปทำงานจนตกเป็นเหยื่อของขบวนการมิจฉาชีพที่ทำเอาผมสะเทือนใจจนต้องยกมือกุมขมับด้วยความหดหู่ เมื่อพบว่า 1 ในนั้นมีคนในชาติเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะนายหน้าให้กับต่างชาติจนกลั้นเสียงในหัวไม่ไหวว่า แทนที่จะตระหนักถึง Situations ที่เกิดขึ้นว่าหาวิธีทำอย่างไรให้ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังชะงักอยู่สามารถกลับมา Run ชีวิตขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้แต่นี่อะไรกลับมาแข่งเผยความเห้ อวดชาวโลกว่าบ้านกูมีเรื่องเห้ ซ่อนอยู่ให้ทราบโดยไม่เกรงใจ Effects จากโรคโควิด-19 ซะอย่างนั้น

- แม้โควิด-19 ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของหนังแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและการตัดสินใจ ขณะเดียวกันการมีสื่อ Socials เป็นอีกหนึ่งตัวช่วย ควบคู่ไปกับอุปกรณ์เทคโนโลยีในการใช้บันทึก ถ่ายทอด และ เผยแพร่ เรื่องราวที่พบเห็นอะไรหลายอย่างให้เราได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ในเชิงประจักษ์พยานและหลักฐานด้วยความที่หนังมีเวลาเล่าเพียง 50 นาที แน่นอนว่าไม่สามารถหยิบทุกอย่างจากชุดข้อมูลที่ได้ลงพื้นที่ Research หรือ Footage ที่บันทึกเรื่องราวของแต่ละคนมานำเสนอได้ทั้งหมดแต่อย่างนั้นตัวหนังก็สามารถขมวดใจความสำคัญภายในเวลาที่จัดสรรไว้อย่างรวบรัด และครอบคลุมจนทำให้ผมประติดประต่อ Timeline ของเหตุการณ์ที่เริ่มสะสมปัญหามาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ไล่เรียงมาจนถึงปี 2568 ซึ่งตรงกับปีที่สารคดีเรื่องนี้ออกฉายอย่างสะดวกต่อการฟังความในใจของแต่ละคนที่ต้องเผชิญและประสบพบเจอสิ่งต่าง ๆ โดยไม่มีทางเข้าใจได้ทั้งหมดทุกถ้อยคำหรือทุกห้วงอารมณ์ที่ได้ถ่ายทอดออกมาท่ามกลางบรรยากาศภายนอกที่ดูเรียบง่ายและเป็นกันเองว่าหลังจากพวกเขาเดินทางกลับมาถึงบ้านเกิดแล้วต้องเผชิญกับอะไรกันต่อ ?

- ถึงมีบทสรุปที่ชัดเจนแต่คงไม่สามารถบอกได้เต็มปากว่านี่คือการจบอย่างสมบูรณ์แล้วหรือเปล่า ? ในเมื่อบางเรื่องยังคง Continue อยู่โดยเฉพาะผลพวงจาก Events ครั้งนั้นมันได้ลุกลามออกไปตั้งแต่จุดเล็ก ๆ ยันวงกว้าง ไม่ว่าจะไหน เรื่องหนี้สินที่ต้องจัดการ , ใจที่พยายามหาทางเยียวยา , คดีที่ต้องดำเนินการในชั้นศาล หรือ ภาพลักษณ์เชิงโครงสร้างที่แต่ละบ้านพยายามรักษาแต่กลับต้องมาโป๊ะแตกเพราะความเห้ของคนกลุ่มหนึ่งที่สะท้อนและตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำจากการขูดรีดเอาเปรียบที่ไม่เป็นธรรมไม่ต่างจากทาสจนต้องมีการสืบสวนสอบสวนหาที่มาพร้อมกับตั้งคำถามถึงจุดยืนทางศีลธรรมในใจของมนุษย์ว่า เหตุใดคนเราถึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ ?

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.230 Blood Berries : หมากไม้ (2568) : ผลผลิตแห่งการกดขี่สู่การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ
- เหลือเชื่อเหมือนกันว่าการมาของโรคระบาดโควิด-19 นอกจากจะสร้างผลกระทบจนสะเทือนไปทั่วโลกจนทุกคนพร้อมใจกันส่งเสียงในหัวโดยไม่ต้องนัดหมายว่า “ชิ หายแล้ว!” ยังชำแหละให้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทราบซึ่งไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศทางฝั่งยุโรปที่ใครต่อใครต่างบอกว่าเจริญแล้วอย่างฟินแลนด์และสวีเดนโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการค้ามนุษย์ ในรูปแบบแรงงานด้วยการฉกฉวยความฝันและโอกาสของคนที่อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ ถึงตะลึงกับสิ่งที่ปรากฏแต่มันต้องทำใจรับเมื่อมันเกิดขึ้นกับคนไทยอีสานหลายชีวิตที่ได้ตัดสินใจจากบ้านเกิดไปเพื่อมาเป็นแรงงานเก็บลูกเบอร์รี่ในป่าที่ได้รายได้สูงด้วยความหวังว่าจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต ให้เข้าใกล้กับการมีชีวิตที่ “สบาย” กว่าเดิม
- แต่พอไปถึงหน้างานด้วยวิธีการเล่าอย่างไม่รีบร้อนจึงเกิดอาการตกใจไม่ใช่เรื่องของความ Culture Shock ทางภาษา วัฒนธรรม หรือสภาพแวดล้อมพอจะสามารถปรับตัวได้แต่เป็นความไม่ตรงปกจากข้อตกลงที่คาดไม่ถึงว่า หนีเห้ มาเจอเห้ มันเป็นยังไง ? แล้วหนังก็ได้นำเสนอเรื่องราวผ่านการทำพิธี Q&A ระหว่างทีมงานกับบรรดาผู้เดินทางไปทำงานจนตกเป็นเหยื่อของขบวนการมิจฉาชีพที่ทำเอาผมสะเทือนใจจนต้องยกมือกุมขมับด้วยความหดหู่ เมื่อพบว่า 1 ในนั้นมีคนในชาติเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะนายหน้าให้กับต่างชาติจนกลั้นเสียงในหัวไม่ไหวว่า แทนที่จะตระหนักถึง Situations ที่เกิดขึ้นว่าหาวิธีทำอย่างไรให้ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังชะงักอยู่สามารถกลับมา Run ชีวิตขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้แต่นี่อะไรกลับมาแข่งเผยความเห้ อวดชาวโลกว่าบ้านกูมีเรื่องเห้ ซ่อนอยู่ให้ทราบโดยไม่เกรงใจ Effects จากโรคโควิด-19 ซะอย่างนั้น
- แม้โควิด-19 ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของหนังแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและการตัดสินใจ ขณะเดียวกันการมีสื่อ Socials เป็นอีกหนึ่งตัวช่วย ควบคู่ไปกับอุปกรณ์เทคโนโลยีในการใช้บันทึก ถ่ายทอด และ เผยแพร่ เรื่องราวที่พบเห็นอะไรหลายอย่างให้เราได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ในเชิงประจักษ์พยานและหลักฐานด้วยความที่หนังมีเวลาเล่าเพียง 50 นาที แน่นอนว่าไม่สามารถหยิบทุกอย่างจากชุดข้อมูลที่ได้ลงพื้นที่ Research หรือ Footage ที่บันทึกเรื่องราวของแต่ละคนมานำเสนอได้ทั้งหมดแต่อย่างนั้นตัวหนังก็สามารถขมวดใจความสำคัญภายในเวลาที่จัดสรรไว้อย่างรวบรัด และครอบคลุมจนทำให้ผมประติดประต่อ Timeline ของเหตุการณ์ที่เริ่มสะสมปัญหามาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ไล่เรียงมาจนถึงปี 2568 ซึ่งตรงกับปีที่สารคดีเรื่องนี้ออกฉายอย่างสะดวกต่อการฟังความในใจของแต่ละคนที่ต้องเผชิญและประสบพบเจอสิ่งต่าง ๆ โดยไม่มีทางเข้าใจได้ทั้งหมดทุกถ้อยคำหรือทุกห้วงอารมณ์ที่ได้ถ่ายทอดออกมาท่ามกลางบรรยากาศภายนอกที่ดูเรียบง่ายและเป็นกันเองว่าหลังจากพวกเขาเดินทางกลับมาถึงบ้านเกิดแล้วต้องเผชิญกับอะไรกันต่อ ?
- ถึงมีบทสรุปที่ชัดเจนแต่คงไม่สามารถบอกได้เต็มปากว่านี่คือการจบอย่างสมบูรณ์แล้วหรือเปล่า ? ในเมื่อบางเรื่องยังคง Continue อยู่โดยเฉพาะผลพวงจาก Events ครั้งนั้นมันได้ลุกลามออกไปตั้งแต่จุดเล็ก ๆ ยันวงกว้าง ไม่ว่าจะไหน เรื่องหนี้สินที่ต้องจัดการ , ใจที่พยายามหาทางเยียวยา , คดีที่ต้องดำเนินการในชั้นศาล หรือ ภาพลักษณ์เชิงโครงสร้างที่แต่ละบ้านพยายามรักษาแต่กลับต้องมาโป๊ะแตกเพราะความเห้ของคนกลุ่มหนึ่งที่สะท้อนและตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำจากการขูดรีดเอาเปรียบที่ไม่เป็นธรรมไม่ต่างจากทาสจนต้องมีการสืบสวนสอบสวนหาที่มาพร้อมกับตั้งคำถามถึงจุดยืนทางศีลธรรมในใจของมนุษย์ว่า เหตุใดคนเราถึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ ?
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้