หลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
นานาชาติและสื่อมวลชนต่างประเทศมีการประณามและรายงานข่าวความโหดเหี้ยมอย่างกว้างขวาง
แต่ในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลต่างชาติ (โดยเฉพาะมหาอำนาจตะวันตก) ไม่ได้ถึงขั้นตัดสัมพันธ์หรือรุมคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงกับรัฐบาลไทย สาเหตุหลักมาจากบริบทการเมืองโลกในยุค
สงครามเย็น (Cold War) ซึ่งมีปัจจัยสำคัญดังนี้ครับ:
1. บริบท "โลกเสรี" ปะทะ "คอมมิวนิสต์"
ในปี 2518 (หนึ่งปีก่อนเกิดเหตุการณ์) เกิดเหตุการณ์ "โดมิโนล้ม" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย
เวียดนามใต้ ลาว และกัมพูชา ได้ตกเป็นของคอมมิวนิสต์ทั้งหมด
สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศตะวันตกมองว่า
ประเทศไทยคือด่านหน้าและอู่ข้าวอู่น้ำสุดท้าย ที่ต้องรักษาไว้ไม่ให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์
แม้ว่ารัฐบาลทหารไทยที่ขึ้นมาอำนาจหลังวันที่ 6 ตุลาคม จะมีความเผด็จการและใช้ความรุนแรง แต่ในสายตาของสหรัฐฯ รัฐบาลนี้มีจุดยืน
"ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน" ฝ่ายตะวันตกจึงเลือกที่จะรักษาเสถียรภาพของรัฐไทยไว้ มากกว่าจะกดดันจนทำให้ประเทศไทยอ่อนแอและถูกแทรกซึมโดยคอมมิวนิสต์
2. บทบาทของสหรัฐอเมริกาและการปิดตาข้างเดียว
ในเวลานั้น สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในช่วงบอบช้ำจากสงครามเวียดนามและเพิ่งถอนทหารออกไป
แม้รัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐสภาจะมีการแสดงความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย แต่ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการทหารในภูมิภาคนี้มีความสำคัญเหนือกว่า สำนักข่าวกรองและกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เลือกที่จะประเมินว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม เป็นความขัดแย้งภายในและการปราบปรามกลุ่มหัวรุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดความช่วยเหลือทางการทหารแก่กองทัพไทย
3. สื่อต่างประเทศประณามอย่างหนัก แต่ทำอะไรไม่ได้มาก
แม้รัฐบาลต่างชาติจะสงวนท่าที แต่
สื่อมวลชนระดับโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศทำหน้าที่ประณามอย่างรุนแรง
หนังสือพิมพ์หัวใหญ่อย่าง
The New York Times,
The Times (ลอนดอน) หรือนิตยสาร
Time และ
Newsweek ได้ตีพิมพ์ภาพความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นที่สนามหลวงและธรรมศาสตร์ไปทั่วโลก ทำให้ภาพลักษณ์ "เมืองยิ้ม" ของไทยถูกทำลายลงในพริบตา
องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล เช่น
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ได้รณรงค์อย่างหนักทั่วโลกเพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุม (ซึ่งมีส่วนช่วยอย่างมากที่ทำให้แกนนำนักศึกษาได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมาผ่านกระบวนการนิรโทษกรรม)
4. ชาติพันธมิตรในภูมิภาค (อาเซียน) ยึดหลักไม่แทรกแซง
กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน (ASEAN) ในขณะนั้น เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างก็เผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ภายในประเทศของตนเองเช่นกัน และทุกประเทศยึดถือแนวทาง
"ไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน" ดังนั้น กลุ่มประเทศเหล่านี้จึงมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยจัดการเพื่อความมั่นคงของตนเอง
สรุปได้ว่า ในยุคสงครามเย็น
"ผลประโยชน์ทางการเมืองและยุทธศาสตร์การทหาร" อยู่เหนือ "หลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน" ความกลัวว่าประเทศไทยจะล่มสลายกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้นานาชาติเลือกที่จะไม่กดดันหรือรุมประณามรัฐไทยอย่างรุนแรงในระดับที่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ
ข้อมูลเอไอ
เรียบเรียงหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นานาชาติและสื่อมวลชนต่างประเทศประณามไทย และวิเคราะห์สาเหตุความวิปโยค
แต่ในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลต่างชาติ (โดยเฉพาะมหาอำนาจตะวันตก) ไม่ได้ถึงขั้นตัดสัมพันธ์หรือรุมคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงกับรัฐบาลไทย สาเหตุหลักมาจากบริบทการเมืองโลกในยุค สงครามเย็น (Cold War) ซึ่งมีปัจจัยสำคัญดังนี้ครับ:
1. บริบท "โลกเสรี" ปะทะ "คอมมิวนิสต์"
ในปี 2518 (หนึ่งปีก่อนเกิดเหตุการณ์) เกิดเหตุการณ์ "โดมิโนล้ม" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเวียดนามใต้ ลาว และกัมพูชา ได้ตกเป็นของคอมมิวนิสต์ทั้งหมด
สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศตะวันตกมองว่า ประเทศไทยคือด่านหน้าและอู่ข้าวอู่น้ำสุดท้าย ที่ต้องรักษาไว้ไม่ให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์
แม้ว่ารัฐบาลทหารไทยที่ขึ้นมาอำนาจหลังวันที่ 6 ตุลาคม จะมีความเผด็จการและใช้ความรุนแรง แต่ในสายตาของสหรัฐฯ รัฐบาลนี้มีจุดยืน "ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน" ฝ่ายตะวันตกจึงเลือกที่จะรักษาเสถียรภาพของรัฐไทยไว้ มากกว่าจะกดดันจนทำให้ประเทศไทยอ่อนแอและถูกแทรกซึมโดยคอมมิวนิสต์
2. บทบาทของสหรัฐอเมริกาและการปิดตาข้างเดียว
ในเวลานั้น สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในช่วงบอบช้ำจากสงครามเวียดนามและเพิ่งถอนทหารออกไป
แม้รัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐสภาจะมีการแสดงความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย แต่ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการทหารในภูมิภาคนี้มีความสำคัญเหนือกว่า สำนักข่าวกรองและกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เลือกที่จะประเมินว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม เป็นความขัดแย้งภายในและการปราบปรามกลุ่มหัวรุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดความช่วยเหลือทางการทหารแก่กองทัพไทย
3. สื่อต่างประเทศประณามอย่างหนัก แต่ทำอะไรไม่ได้มาก
แม้รัฐบาลต่างชาติจะสงวนท่าที แต่สื่อมวลชนระดับโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศทำหน้าที่ประณามอย่างรุนแรง
หนังสือพิมพ์หัวใหญ่อย่าง The New York Times, The Times (ลอนดอน) หรือนิตยสาร Time และ Newsweek ได้ตีพิมพ์ภาพความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นที่สนามหลวงและธรรมศาสตร์ไปทั่วโลก ทำให้ภาพลักษณ์ "เมืองยิ้ม" ของไทยถูกทำลายลงในพริบตา
องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล เช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ได้รณรงค์อย่างหนักทั่วโลกเพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุม (ซึ่งมีส่วนช่วยอย่างมากที่ทำให้แกนนำนักศึกษาได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมาผ่านกระบวนการนิรโทษกรรม)
4. ชาติพันธมิตรในภูมิภาค (อาเซียน) ยึดหลักไม่แทรกแซง
กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน (ASEAN) ในขณะนั้น เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างก็เผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ภายในประเทศของตนเองเช่นกัน และทุกประเทศยึดถือแนวทาง "ไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน" ดังนั้น กลุ่มประเทศเหล่านี้จึงมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยจัดการเพื่อความมั่นคงของตนเอง
สรุปได้ว่า ในยุคสงครามเย็น "ผลประโยชน์ทางการเมืองและยุทธศาสตร์การทหาร" อยู่เหนือ "หลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน" ความกลัวว่าประเทศไทยจะล่มสลายกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้นานาชาติเลือกที่จะไม่กดดันหรือรุมประณามรัฐไทยอย่างรุนแรงในระดับที่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ
ข้อมูลเอไอ