มรสุมชีวิตทายาทผู้ค้ำประกัน: เมื่อแฟ้อจู่โดนธนาคารออมสินฟ้องเรียกหนี้เกือบ 2 ล้าน ในฐานะทายาทผู้ค้ำประกัน ทั้งที่รู้ว่าผู้ตายเสียชีวิตมา 6 ปีแล้ว? ขอคำปรึกษาและแชร์ประสบการณ์ค่ะ
สวัสดีค่ะทุกคน... ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้แชร์เรื่องราวและขอคำปรึกษาจากผู้มีประสบการณ์ หรือผู้รู้ด้านกฎหมายค่ะ เพราะตอนนี้ดิฉันและครอบครัวกำลังเผชิญกับความเครียดอย่างหนัก จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและร่างกายอย่างรุนแรง
เรื่องมีอยู่ว่า ดิฉันถูก ธนาคารออมสิน ฟ้องร้องในฐานะ "ทายาทผู้ค้ำประกัน" จากกรณีที่คุณพ่อเคยไปค้ำประกันเงินกู้ไว้ 5 ฉบับ ในขณะที่คุณพ่อเองก็เคยมีสินเชื่อส่วนตัวกับธนาคารแห่งนี้เช่นกัน
สิ่งที่ทำให้ครอบครัวสงสัยและตั้งคำถามถึงความโปร่งใส มีจุดที่น่ากังวลหลายประการ ดังนี้ค่ะ:
* ระยะเวลาและการรับรู้ของธนาคาร: คุณพ่อเสียชีวิตปี2563 ทางธนาคารได้รับเงินปิดสินเชื่อของคุณพ่อไปเรียบร้อยจากเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ และอีก 2 ปีต่อมา ทายาทได้ไปดำเนินการปิดบัญชีพร้อมถอนสลากออมสินด้วยใบมรณบัตรอย่างถูกต้อง แต่เหตุใดจู่ๆ ในปี 2568 ธนาคารจึงส่งจดหมายทวงหนี้เกือบ 2 ล้านบาท โดยไม่มีเอกสารประกอบ และฟ้องศาลทันที ทั้งๆ ที่ธนาคารมีข้อมูลการเสียชีวิตมานานไม่ต่ำกว่า 5-6 ปีแล้ว?
* ข้ออ้างในสำนวนฟ้อง: ทนายความของฝั่งโจทก์ได้ระบุในคำฟ้องว่า "เพิ่งสืบทราบจากทะเบียนราษฎร์ว่าผู้กู้เสียชีวิตในปี 2568 และเพิ่งรู้ว่ามีบุตรสาวคนเดียว" ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงที่ว่าธนาคารเคยทำธุรกรรมปิดบัญชีกับทายาทในอดีต
* มาตรฐานที่แตกต่าง: ในปีเดียวกัน สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นอีกแห่งที่คุณพ่อเคยค้ำประกัน ได้เรียกผู้กู้มาทำสัญญาใหม่ หาผู้ค้ำประกันคนใหม่ และให้ทายาทเซ็นรับทราบอย่างโปร่งใส แต่ทางธนาคารออมสินกลับเลือกใช้แนวทางฟ้องร้องทันที และระหว่างสู้คดีก็ยังมีจดหมายทวงหนี้ส่งมาอีก จนต้องมีการฟ้องสัญญาที่สองตามมาในปี 2569
* ความยากลำบากในการเดินทางและผลกระทบต่อสุขภาพ: การเดินทางกลับไปเข้ากระบวนการพิจารณาคดีที่ประเทศไทยนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง เนื่องจากตัวดิฉันเองมีอาการป่วย ซึ่งได้แจ้งให้ทางทนายความของธ.ออมสินทราบเรียบร้อยแล้ว การเดินทางแต่ละครั้งต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อน เริ่มตั้งแต่การต้องขอความยินยอมและเอกสารรับรองจากโรงพยาบาลในยุโรป เพื่อนำยาเฉพาะทางซึ่งเป็น "ยาหายากและอาจเกิดความเสียหายได้หากแพ็กไม่ถูกวิธี" ติดตัวมาใช้ระหว่างอยู่เมืองไทย
* หัวอกคนเป็นแม่ และปัญหาครอบครัวที่บอบช้ำ: สิ่งที่บีบหัวใจดิฉันที่สุด คือในระหว่างที่ต้องเดินทางมาสู้คดีที่ไทย ดิฉันจำใจต้องทิ้งลูกไว้ที่ยุโรป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกกำลังมีปัญหาหนักที่โรงเรียน ทุกครั้งที่ลูกส่งข้อความมาหาเพื่อขอความช่วยเหลือ หัวใจคนเป็นแม่เหมือนจะแตกสลาย อยากจะบินกลับไปหาลูกทันทีก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงกังวลใจและตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะภาระคดีความที่ผูกมัดตัวไว้
* หลักฐานการแพทย์ในระบบยุโรป และมุมมองสิทธิมนุษยชน: เมื่อคุณหมอประจำตัวที่ยุโรปได้อ่านจดหมายทวงหนี้ของธนาคารออมสิน ถึงกับแสดงอาการตกใจและไม่ได้ซักถามอะไรมาก เนื่องจากในยุโรปให้ความสำคัญกับ "เรื่องสิทธิมนุษยชน" เป็นอันดับต้นๆ ซึ่งในขณะนี้ ข้อมูลเรื่องสุขภาพของดิฉันที่แย่ลงอย่างรุนแรงอันมีสาเหตุมาจากคดีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมนี้ ได้ถูกบันทึกลงในระบบเวชระเบียนทางการแพทย์ของประเทศในยุโรปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ดิฉันยังได้แจ้งรายละเอียดทั้งหมดให้ทางกงสุลรับทราบอย่างละเอียดเนื่องจากกลยุทธ์บางอย่างของฝ่ายโจทก์ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต
ดิฉันต่อสู้กับคดีนี้มาเป็นเวลา 2 ปีเต็มแล้วค่ะ และพบว่ามีจดหมายทวงหนี้ในลักษณะที่สร้างความกดดันระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย จนเกิดคำถามในใจว่า กรณีเช่นนี้ถือเป็นการคุกคามประชาชนให้เกิดความหวาดกลัวหรือไม่?
มีใครเคยเจอเคสลักษณะนี้ หรือมีคำแนะนำดีๆ ในการรับมือและตรวจสอบข้อเท็จจริงไหมคะ? รบกวนช่วยแชร์ประสบการณ์ทีนะคะว่าเคสในลักษณะนี้มีแนวทางจบลงอย่างไร หรือหากพี่ๆ สื่อมวลชนท่านใด หรือรายการอย่าง #โหนกระแส รวมถึง #อาจารย์ปานเทพ มีโอกาสได้เห็นและสนใจเจาะลึกเบื้องหลังเคสทายาทผู้ค้ำประกันรายนี้ ยินดีให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมค่ะ
หากดิฉันมีพลังงานพอ จะแวะมาอัปเดตความคืบหน้าให้ฟังใหม่อีกครั้งนะคะ ขอบคุณทุกคนมากๆ ค่ะ 🙏
#ทายาทผู้ค้ำประกัน #ธนาคารออมสิน #โหนกระแส #อาจารย์ปานเทพ #ขอความเป็นธรรม #สิทธิผู้บริโภค
มีใครเคยธนาคารออมสินฟ้องในฐานะทายาทผู้ค้ำประกันมั้ยคะ?
สวัสดีค่ะทุกคน... ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้แชร์เรื่องราวและขอคำปรึกษาจากผู้มีประสบการณ์ หรือผู้รู้ด้านกฎหมายค่ะ เพราะตอนนี้ดิฉันและครอบครัวกำลังเผชิญกับความเครียดอย่างหนัก จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและร่างกายอย่างรุนแรง
เรื่องมีอยู่ว่า ดิฉันถูก ธนาคารออมสิน ฟ้องร้องในฐานะ "ทายาทผู้ค้ำประกัน" จากกรณีที่คุณพ่อเคยไปค้ำประกันเงินกู้ไว้ 5 ฉบับ ในขณะที่คุณพ่อเองก็เคยมีสินเชื่อส่วนตัวกับธนาคารแห่งนี้เช่นกัน
สิ่งที่ทำให้ครอบครัวสงสัยและตั้งคำถามถึงความโปร่งใส มีจุดที่น่ากังวลหลายประการ ดังนี้ค่ะ:
* ระยะเวลาและการรับรู้ของธนาคาร: คุณพ่อเสียชีวิตปี2563 ทางธนาคารได้รับเงินปิดสินเชื่อของคุณพ่อไปเรียบร้อยจากเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ และอีก 2 ปีต่อมา ทายาทได้ไปดำเนินการปิดบัญชีพร้อมถอนสลากออมสินด้วยใบมรณบัตรอย่างถูกต้อง แต่เหตุใดจู่ๆ ในปี 2568 ธนาคารจึงส่งจดหมายทวงหนี้เกือบ 2 ล้านบาท โดยไม่มีเอกสารประกอบ และฟ้องศาลทันที ทั้งๆ ที่ธนาคารมีข้อมูลการเสียชีวิตมานานไม่ต่ำกว่า 5-6 ปีแล้ว?
* ข้ออ้างในสำนวนฟ้อง: ทนายความของฝั่งโจทก์ได้ระบุในคำฟ้องว่า "เพิ่งสืบทราบจากทะเบียนราษฎร์ว่าผู้กู้เสียชีวิตในปี 2568 และเพิ่งรู้ว่ามีบุตรสาวคนเดียว" ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงที่ว่าธนาคารเคยทำธุรกรรมปิดบัญชีกับทายาทในอดีต
* มาตรฐานที่แตกต่าง: ในปีเดียวกัน สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นอีกแห่งที่คุณพ่อเคยค้ำประกัน ได้เรียกผู้กู้มาทำสัญญาใหม่ หาผู้ค้ำประกันคนใหม่ และให้ทายาทเซ็นรับทราบอย่างโปร่งใส แต่ทางธนาคารออมสินกลับเลือกใช้แนวทางฟ้องร้องทันที และระหว่างสู้คดีก็ยังมีจดหมายทวงหนี้ส่งมาอีก จนต้องมีการฟ้องสัญญาที่สองตามมาในปี 2569
* ความยากลำบากในการเดินทางและผลกระทบต่อสุขภาพ: การเดินทางกลับไปเข้ากระบวนการพิจารณาคดีที่ประเทศไทยนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง เนื่องจากตัวดิฉันเองมีอาการป่วย ซึ่งได้แจ้งให้ทางทนายความของธ.ออมสินทราบเรียบร้อยแล้ว การเดินทางแต่ละครั้งต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อน เริ่มตั้งแต่การต้องขอความยินยอมและเอกสารรับรองจากโรงพยาบาลในยุโรป เพื่อนำยาเฉพาะทางซึ่งเป็น "ยาหายากและอาจเกิดความเสียหายได้หากแพ็กไม่ถูกวิธี" ติดตัวมาใช้ระหว่างอยู่เมืองไทย
* หัวอกคนเป็นแม่ และปัญหาครอบครัวที่บอบช้ำ: สิ่งที่บีบหัวใจดิฉันที่สุด คือในระหว่างที่ต้องเดินทางมาสู้คดีที่ไทย ดิฉันจำใจต้องทิ้งลูกไว้ที่ยุโรป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกกำลังมีปัญหาหนักที่โรงเรียน ทุกครั้งที่ลูกส่งข้อความมาหาเพื่อขอความช่วยเหลือ หัวใจคนเป็นแม่เหมือนจะแตกสลาย อยากจะบินกลับไปหาลูกทันทีก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงกังวลใจและตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะภาระคดีความที่ผูกมัดตัวไว้
* หลักฐานการแพทย์ในระบบยุโรป และมุมมองสิทธิมนุษยชน: เมื่อคุณหมอประจำตัวที่ยุโรปได้อ่านจดหมายทวงหนี้ของธนาคารออมสิน ถึงกับแสดงอาการตกใจและไม่ได้ซักถามอะไรมาก เนื่องจากในยุโรปให้ความสำคัญกับ "เรื่องสิทธิมนุษยชน" เป็นอันดับต้นๆ ซึ่งในขณะนี้ ข้อมูลเรื่องสุขภาพของดิฉันที่แย่ลงอย่างรุนแรงอันมีสาเหตุมาจากคดีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมนี้ ได้ถูกบันทึกลงในระบบเวชระเบียนทางการแพทย์ของประเทศในยุโรปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ดิฉันยังได้แจ้งรายละเอียดทั้งหมดให้ทางกงสุลรับทราบอย่างละเอียดเนื่องจากกลยุทธ์บางอย่างของฝ่ายโจทก์ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต
ดิฉันต่อสู้กับคดีนี้มาเป็นเวลา 2 ปีเต็มแล้วค่ะ และพบว่ามีจดหมายทวงหนี้ในลักษณะที่สร้างความกดดันระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย จนเกิดคำถามในใจว่า กรณีเช่นนี้ถือเป็นการคุกคามประชาชนให้เกิดความหวาดกลัวหรือไม่?
มีใครเคยเจอเคสลักษณะนี้ หรือมีคำแนะนำดีๆ ในการรับมือและตรวจสอบข้อเท็จจริงไหมคะ? รบกวนช่วยแชร์ประสบการณ์ทีนะคะว่าเคสในลักษณะนี้มีแนวทางจบลงอย่างไร หรือหากพี่ๆ สื่อมวลชนท่านใด หรือรายการอย่าง #โหนกระแส รวมถึง #อาจารย์ปานเทพ มีโอกาสได้เห็นและสนใจเจาะลึกเบื้องหลังเคสทายาทผู้ค้ำประกันรายนี้ ยินดีให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมค่ะ
หากดิฉันมีพลังงานพอ จะแวะมาอัปเดตความคืบหน้าให้ฟังใหม่อีกครั้งนะคะ ขอบคุณทุกคนมากๆ ค่ะ 🙏
#ทายาทผู้ค้ำประกัน #ธนาคารออมสิน #โหนกระแส #อาจารย์ปานเทพ #ขอความเป็นธรรม #สิทธิผู้บริโภค