(และจุดเริ่มต้นการลงทุนแบบขายหมูของผม)
ผมติดตามเว็บเฟจ และ FB กรุ๊ป เกี่ยวกับหุ้นโดยเฉพาะหุ้นอเมริกามานาน ส่วนมากนักลงทุน (ไทย) จะลงโชว์พอร์ตแค่ตอนกำไร หรือขาดทุน แต่ไม่เคยเห็นใครบรรยายว่า ลงทุนหุ้นตัวนั้นตัวนี้ด้วยสาเหตุใด ประวัติการลงทุนดีร้ายเป็นยังไง และส่วนมาก คนมักจะโฟกัสเวลาตัวเองติดดอย ติดดอยแล้วต้องทำยังไง ไม่ค่อยมีคนเล่าเรื่องจังหวะขายหมู ขายหมู่ไปแล้วเป็นยังไงต่อ กลับเข้าตอนหุ้นมันย่อ หรือยอมเจ็บไปซื้อหุ้นตอนที่ราคามันพุ่งไปแล้ว (เมื่อหุ้นนั้นมันยังดีอยู่ แล้วเรากะมูลค่ามันผิดไป)
ผมเลยอยากเขียนบันทึกอธิบาย การเลือกหุ้น ความผิดพลาดในการซื้อขาย โดยเฉพาะการขายหมูของตัวเองบ้าง ด้วยว่าผมเป็นคนชอบจดบันทึก การซื้อขายหุ้นก็ทำเป็นตาราง อัพเดทการซื้อขายแทบทุกวัน เพื่อไว้เตือนตัวเองจะได้ไม่พลาดง่าย ๆ อีก และเอามาแชร์ให้เพื่อน ๆ นักลงทุนดู เพื่อเป็นวิทยาทาน บอกตามตรงก็อายเหมือนกัน การเล่าความผิดพลาดของตัวเอง แต่เราก็ต้องยอมเจ็บ ยอมรับความผิดพลาดบ้าง จะได้ไม่ทำอีก

หุ้นบริษัทเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ (Berkshire Hathaway Inc.) มีชื่อย่อว่า BRK.B หรือ มีชื่อเล่นในวงการลงทุนหุ้นอเมริกาว่าหุ้นปู่ เป็นหุ้นสหรัฐอเมริกาตัวแรกที่ผมซื้อ แต่ไม่ใช่ทรัพย์สินอเมริกาตัวแรกที่ซื้อ ก่อนหน้านี้ไม่นาน เคยซื้อกองทุนสหรัฐที่ชื่อย่อ SCHD และเมื่อหลายปีก่อน เคยซื้อกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ผ่านกองทุนไทย ธนาคารกสิกรไทย แต่ผลตอบแทนไม่ดี เพราะผู้บริการกองทุนไม่มีฝีมือ (ถ้าเทียบกับนักลงทุนหุ้นอเมริกามือเก๋าในยุคปัจจุบัน)
นอกจากจะเป็นหุ้นอเมริการตัวแรกที่กล้าตัดสินใจซื้อแล้ว บริษัทเบิร์กเชียร์ ที่บริหารโดย ปู่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ยังเป็นแรงบันดาลใจแรก ๆ ให้อยากลงทุนให้หุ้นสหรัฐด้วย ผมเคยอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับวอเร็น บัฟเฟตต์มามากกว่า 10 เล่ม ทั้งหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องของปู่ล้วน ๆ หรือ หนังสือที่กล่าวถึง วอเรน บัฟเฟตต์ ในฐานะตัวอย่างนักลงทุนคนสำคัญคนหนึ่ง
ส่วนมากเป็นหนังสือชีวประวัติ หรือทัศนคติความคิดของปู่ แต่แทบจะไม่มีหนังสือเล่นไหน ที่เขียนว่า วอเร็น บัพเฟตต์ เลือกซื้อหุ้นอะไร เพราะ หนังสือพวกนั้น เขียนโดย นักเขียน ไม่ใช่นักลงทุน หรือไม่ก็ นักลงทุนพวกนั้นแค่อ้างชื่อ วอเร็น บัฟเฟตต์ และเทคนิค หรือทัศนคติ แต่พวกเขาลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก
สิ่งที่ทำให้ผมจำวอเรน บัฟเฟตต์ ได้มากที่สุด คือเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ความว่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ไปงานประชุมสัมมนาของบริษัท เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ แล้วเข่าไปถาม ปู่บัฟเฟตต์ ว่า หนูควรจะเลือกหุ้นอย่างไรดี ปู่ตอบ เด็กหญิงไปว่า ถ้าหนูยังไม่รู้วิธีการเลือกหุ้น ก็จงซื้อหุ้นเบิร์กเชียร์เก็บไว้ซักหนึ่งหุ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่น ในบริษัท และการบริหารจัดการของบปู่บัฟเฟตต์ รวมถึงความเมตตา ต่อนักลงทุนมือใหม่ เพราะถ้าคุณยังไม่รู้อะไร สู้ฝากให้นักลงทุนมืออาชีพที่ไว้ใจได้ดีกว่า จะได้ไม่ขาดทุน
มาว่าเรื่องประสบการณ์ลงทุนของผมดีกว่า ผมซื้อหุ้น BRK.B ตัวแรก วันที่ 10 เดือน 5 ปี 2023 ในราคา 325.84 ดอลลาห์ต่อหุ้น ผ่านแอพ Dime ด้วยเงินบาท 1000 บาท ซึ่งตอนนั้น ผมยังไม่มีความคิด แลกเงินบาท เป็นเงินดอลลาห์ก่อนซื้อหุ้น จากนั้นก็ค่อย ๆ ซื้อเก็บเรื่อย ๆ จะว่า DCA ก็ไม่ใช่ เพราะซื้อแทบจะทุกวัน ด้วยเงินจำนวนหลักพัน บางวันก็หลักหมื่น ที่ต้องทยอยซื้อ เพราะยังขาดความกล้า และความเชื่อมั่นในแอพพริเคชัน (กลัวโดนโกง) และยังตลาดหุ้นในช่วงแรก แต่ก็ทยอยสะสมหุ้นมาได้ราว ๆ 8000 ดอลลาห์
ที่น่าตลกคือ หลังจากซื้อหุ้น BRK.B มา ผมถึงได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าปู่บัฟเฟตต์ลงทุนในอะไรบ้าง รู้แค่ว่าเป็นบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่นอีกที ที่ตกใจมาก ๆ คือ ปู่ถือหุ้นบริษัทมือถือแอปเปิ้ล เกิน 50% ของมูลค่าลงทุนรวม
รอง ๆ ลงไปจึงเป็น บริษัทธนาคาร-การเงิน บริษัทน้ำมัน บริษัทบัตรเครดิต บริษัทประกัน บริษัทอาหาร ตามสไตล์อนุรักษ์นิยมเต็มรูปแบบ ส่วนเรื่องบริษัทแอปเปิ้ลที่น่าจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีขอพูดถึงในบทต่อไป ใครที่อ่านอยู่ห้ามทำตามผมเด็ดขาดนะครับ ที่ซื้อหุ้นก่อน ค่อยมาศึกษาว่าบริษัทนั้นทำธุรกิจอะไรบ้าง ต่อให้เชื่อผู้บริหารแค่ไหนก็เถอะ (หัวเราะ)
ความเจ็บปวดของการลงทุนแบบขายหมู่ EP1: หุ้น BRK.B ฉายาหุ้นปู่ จุดเริ่มต้นของการลงทุนหุ้นอเมริกา
ผมติดตามเว็บเฟจ และ FB กรุ๊ป เกี่ยวกับหุ้นโดยเฉพาะหุ้นอเมริกามานาน ส่วนมากนักลงทุน (ไทย) จะลงโชว์พอร์ตแค่ตอนกำไร หรือขาดทุน แต่ไม่เคยเห็นใครบรรยายว่า ลงทุนหุ้นตัวนั้นตัวนี้ด้วยสาเหตุใด ประวัติการลงทุนดีร้ายเป็นยังไง และส่วนมาก คนมักจะโฟกัสเวลาตัวเองติดดอย ติดดอยแล้วต้องทำยังไง ไม่ค่อยมีคนเล่าเรื่องจังหวะขายหมู ขายหมู่ไปแล้วเป็นยังไงต่อ กลับเข้าตอนหุ้นมันย่อ หรือยอมเจ็บไปซื้อหุ้นตอนที่ราคามันพุ่งไปแล้ว (เมื่อหุ้นนั้นมันยังดีอยู่ แล้วเรากะมูลค่ามันผิดไป)
ผมเลยอยากเขียนบันทึกอธิบาย การเลือกหุ้น ความผิดพลาดในการซื้อขาย โดยเฉพาะการขายหมูของตัวเองบ้าง ด้วยว่าผมเป็นคนชอบจดบันทึก การซื้อขายหุ้นก็ทำเป็นตาราง อัพเดทการซื้อขายแทบทุกวัน เพื่อไว้เตือนตัวเองจะได้ไม่พลาดง่าย ๆ อีก และเอามาแชร์ให้เพื่อน ๆ นักลงทุนดู เพื่อเป็นวิทยาทาน บอกตามตรงก็อายเหมือนกัน การเล่าความผิดพลาดของตัวเอง แต่เราก็ต้องยอมเจ็บ ยอมรับความผิดพลาดบ้าง จะได้ไม่ทำอีก
หุ้นบริษัทเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ (Berkshire Hathaway Inc.) มีชื่อย่อว่า BRK.B หรือ มีชื่อเล่นในวงการลงทุนหุ้นอเมริกาว่าหุ้นปู่ เป็นหุ้นสหรัฐอเมริกาตัวแรกที่ผมซื้อ แต่ไม่ใช่ทรัพย์สินอเมริกาตัวแรกที่ซื้อ ก่อนหน้านี้ไม่นาน เคยซื้อกองทุนสหรัฐที่ชื่อย่อ SCHD และเมื่อหลายปีก่อน เคยซื้อกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ผ่านกองทุนไทย ธนาคารกสิกรไทย แต่ผลตอบแทนไม่ดี เพราะผู้บริการกองทุนไม่มีฝีมือ (ถ้าเทียบกับนักลงทุนหุ้นอเมริกามือเก๋าในยุคปัจจุบัน)
นอกจากจะเป็นหุ้นอเมริการตัวแรกที่กล้าตัดสินใจซื้อแล้ว บริษัทเบิร์กเชียร์ ที่บริหารโดย ปู่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ยังเป็นแรงบันดาลใจแรก ๆ ให้อยากลงทุนให้หุ้นสหรัฐด้วย ผมเคยอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับวอเร็น บัฟเฟตต์มามากกว่า 10 เล่ม ทั้งหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องของปู่ล้วน ๆ หรือ หนังสือที่กล่าวถึง วอเรน บัฟเฟตต์ ในฐานะตัวอย่างนักลงทุนคนสำคัญคนหนึ่ง
ส่วนมากเป็นหนังสือชีวประวัติ หรือทัศนคติความคิดของปู่ แต่แทบจะไม่มีหนังสือเล่นไหน ที่เขียนว่า วอเร็น บัพเฟตต์ เลือกซื้อหุ้นอะไร เพราะ หนังสือพวกนั้น เขียนโดย นักเขียน ไม่ใช่นักลงทุน หรือไม่ก็ นักลงทุนพวกนั้นแค่อ้างชื่อ วอเร็น บัฟเฟตต์ และเทคนิค หรือทัศนคติ แต่พวกเขาลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก
สิ่งที่ทำให้ผมจำวอเรน บัฟเฟตต์ ได้มากที่สุด คือเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ความว่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ไปงานประชุมสัมมนาของบริษัท เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ แล้วเข่าไปถาม ปู่บัฟเฟตต์ ว่า หนูควรจะเลือกหุ้นอย่างไรดี ปู่ตอบ เด็กหญิงไปว่า ถ้าหนูยังไม่รู้วิธีการเลือกหุ้น ก็จงซื้อหุ้นเบิร์กเชียร์เก็บไว้ซักหนึ่งหุ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่น ในบริษัท และการบริหารจัดการของบปู่บัฟเฟตต์ รวมถึงความเมตตา ต่อนักลงทุนมือใหม่ เพราะถ้าคุณยังไม่รู้อะไร สู้ฝากให้นักลงทุนมืออาชีพที่ไว้ใจได้ดีกว่า จะได้ไม่ขาดทุน
มาว่าเรื่องประสบการณ์ลงทุนของผมดีกว่า ผมซื้อหุ้น BRK.B ตัวแรก วันที่ 10 เดือน 5 ปี 2023 ในราคา 325.84 ดอลลาห์ต่อหุ้น ผ่านแอพ Dime ด้วยเงินบาท 1000 บาท ซึ่งตอนนั้น ผมยังไม่มีความคิด แลกเงินบาท เป็นเงินดอลลาห์ก่อนซื้อหุ้น จากนั้นก็ค่อย ๆ ซื้อเก็บเรื่อย ๆ จะว่า DCA ก็ไม่ใช่ เพราะซื้อแทบจะทุกวัน ด้วยเงินจำนวนหลักพัน บางวันก็หลักหมื่น ที่ต้องทยอยซื้อ เพราะยังขาดความกล้า และความเชื่อมั่นในแอพพริเคชัน (กลัวโดนโกง) และยังตลาดหุ้นในช่วงแรก แต่ก็ทยอยสะสมหุ้นมาได้ราว ๆ 8000 ดอลลาห์
ที่น่าตลกคือ หลังจากซื้อหุ้น BRK.B มา ผมถึงได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าปู่บัฟเฟตต์ลงทุนในอะไรบ้าง รู้แค่ว่าเป็นบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่นอีกที ที่ตกใจมาก ๆ คือ ปู่ถือหุ้นบริษัทมือถือแอปเปิ้ล เกิน 50% ของมูลค่าลงทุนรวม
รอง ๆ ลงไปจึงเป็น บริษัทธนาคาร-การเงิน บริษัทน้ำมัน บริษัทบัตรเครดิต บริษัทประกัน บริษัทอาหาร ตามสไตล์อนุรักษ์นิยมเต็มรูปแบบ ส่วนเรื่องบริษัทแอปเปิ้ลที่น่าจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีขอพูดถึงในบทต่อไป ใครที่อ่านอยู่ห้ามทำตามผมเด็ดขาดนะครับ ที่ซื้อหุ้นก่อน ค่อยมาศึกษาว่าบริษัทนั้นทำธุรกิจอะไรบ้าง ต่อให้เชื่อผู้บริหารแค่ไหนก็เถอะ (หัวเราะ)