สวัสดีค่ะ เรากำลังมีปัญหากับแม่แท้ ๆ เรารู้สึกว่าแม่รักตัวเองมากกว่าเรา
ต้องเกริ่นก่อนว่าเราเข้าใจว่าการที่คนเรารักตัวเองมากกว่ามันไม่ผิด แต่พฤติกรรมของแม่ทำให้เราตั้งตำถามหลาย ๆ อย่าง
เรื่องเริ่มจากช่วงเด็ก ๆ พ่อแม่แยกทางกัน เราอยู่แถวโซนใกล้ ๆ ฝั่งพ่อมากกว่าจะไปมาหาสู่กันง่าย แต่แม่ก็อยู่ในจังหวัดเดียวกันแค่คนละเขต แต่ตลอด15 ปีแม่แทบจะไม่มาหาเลย เหมือนจำได้ราง ๆ ประมาณ 2 หนแต่จำรายละเอียดไม่ค่อยได้แต่จำได้แค่ว่าแม่มีปัญหา
ซึ่งช่วงเด็ก ๆ เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องแม่อาจจะห่วงเล่นรู้สึกเข้าไม่ถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับครอบครัวเท่าไหร่ อาจจะเพราะยังไม่ค่อยรู้เรื่องจนช่วงประมาณประถมแม่มาหาเพราะมีปัญหาให้ทางฝั่งพ่อช่วย และแม่มาถามเราว่า ไปอยู่กับแม่มั้ย? ซึ่งเรารู้สึกดีใจมากอยากไปอยู่กับแม่มาก ๆ แต่โดนสวนกลับมาว่า “แม่เลี้ยงหนูไม่ได้หรอก” แม่ไม่ได้ไม่มีเงิน ไม่มีที่อยู่ ไม่ได้มีอาชีพที่ไม่ได้มั่นคงแต่ทำไมล่ะ แค่ไลน์มาหรือโทรไปเขาไม่เคยทำ มีแต่เราโทรไปและเขามักจะบอกว่าไม่ว่าง ส่วนใหญ่จะเป็นยายที่ส่งเงินมาให้เสมอและโทรหาทุกวัน
ช่วงเข้าสู่ม.ต้นยุคโควิดมีเหตุจำเป็นจะต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่บ้านยายซึ่งตอนนั้นแม่ยายมาอยู่กับยายแล้ว การดูแลเราเล่ที่แม่อยู่ที่แม่ เราได้เงินไปรร. 90 บาท เราเคยตั้งคำถามว่ทำไมมันจะร้อยก็ไม่ร้อยนะ ถ้าวันไหนแม่ไม่มีเศษกได้แบงค์ร้อยมา ก็ต้องเอามาคืน ไม่ก็เก็บไว้แต่พรุ่งนี้จะได้แค่ 80 สำหรับเราไม่ใช่เรื่องเงินแต่เรามองไปถึงการกระทำมันแอบบอกไม่ถูก แต่ก็คิดว่าเราสำควรได้แค่นี้วัยแค่นี้ จนม.ปลายก็ยังเป็นมาเรื่อย ๆ
ถ้าพูดถึงเรื่องความสนิทกันก็คุยกันได้ แต่ต้องพูดให้ถูกใจ เขามักมีอารมณ์พูดจารุนแรงพูดจาพูดว่าหรือไม่บางทีคุยด้วยก็จะเงียบ หรือตอบอือแต่ถ้าเป็นต่อหน้าเจ้านายของแม่ หรือเพื่อร่วมงานแม่ แม่มักจะพูดจาดีลูกอย่างงั้นอย่างงี้มั้ย ใจสปอตสุด ๆ จนพ่อเลี้ยงยังทักว่าทำไมต่อหน้าคนอื่นดีจัง เราได้แต่ฟังเงียบ ๆ เรื่องระหว่างเราหนักสุดคือช่วง ม.ปลาย แม่ไม่เคยมาถามไถ่การบ้านเป็นไงเรียนเป็นไง ยากมั้ย จะมาวิจารณ์อีกทีคือตอนเกรดออก เราได้แค่ 3.5 กว่า ๆ เขาพูดว่าทำไมได้แค่นี้ เราช็อคมาก ๆ แตแม่บอกอยากให้เราเรียนเภสัช อยากให้เรียนธรรมศาสตร์ สำหรับเราเราเรียนมา เราประมาณเกณฑ์ความเป็นไปได้ของตัวเองได้ว่าเราอยู่เลเวลไหน ยาลอยากเรียนสบาย ๆ ไม่เครียดไม่กดดันจนไม่สบายใจจนเกินไป เราอยากเรียนพยาบาลและครูแนะแนวจะหาทุนให้ เราดีใจมากจึงบอกเขา แต่คำตอบคือไม่ เราจะเรียนเภสัชไม่ใช่หรอทำไมเปลี่ยนใจ เหมือนถูกคิดแทนไปหมดแล้วจนอึดอัดมาก ๆ และเราเปิดใจคุยว่าอยากเรียนที่นี่ ๆ นะ เขาเหมือนจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ยอมให้ลงสมัคร ใจชื้นมาก ๆ แต่พอเพื่อนเราติดมหาลัยใกล้บ้านเราถูกเปรียบเทียบว่า เราไม่รู้จักประมาณตัวเอง เราไม่ดิ้นรน แต่ตอนนั้นมหาลัยยังไม่เปิดให้สมัครทำได้แค่รอจ เป็นไปตามแกนกลางจนเราสอบเข้าได้แต่ก็ไม่ได้มีคำยินดีอะไรเท่าไหร่
จุดพีคสุดที่คือ ค่าใช้จ่ายมหาลัยค่อนข้างเงินไปหยิบยืมมาจากเจ้านายเพื่อจ่ายค่าเทอมก่อน และรอกู้กยศ. แต่ค่าเทอมรร.เก่าที่จบมากผ้ยังไม่จ่ายเขาบอกจะไปจ่ายอยู่ 2-3เดือน จนมหาลัยเรียกเก็บใบปพ. ตอนแรกรับปากจะจ่ายให้ แต่ก็เห็นไปเที่ยวไปอะไพอถึงดงเวลาบอกต้องรอได้กยศ. แต่กยศนานมาก ๆ กว่าเงินจะเข้า แต่เขากลัโยนมาหาเราว่า จะให้ทำยังไง เราเลยลองพูดว่า ไหวรึป่าว ถ้าไม่ไหวไว้ค่อยเรียน แต่เหมือนเขาติดอยู่กับลูปที่ว่า ชั้นส่งลูกชั้นเรียนจบ แต่แม่ไม่เคยส่งเงินให้สักบาท แม้กระทั่งค่าห้อง มัดจำ มอไซที่ขี่อยู่ ค่าน้ำไฟ รวมถึงค่ากินอยู่ เราหาเองทุกบาททุกสตางค์ เพราะเราคิดว่าแม่เราไม่มีจริง ๆ จนเราได้เจอเตออีกครั้ง เราพบว่าเขามีประเป๋าใบเก๋ที่กำลังฮิตราคาหลักครึ่งหมื่น มีเสื้อสวย ๆ ราคาแพง นอนห้องพักราคาเป็นหมื่น มีเครื่องสำอางค์แพง ๆ นาฬิกาแพง ๆ ทุกอย่างดูดีติดแกรม แต่ก่อนแม่เราอ้วนมาก 70-80kg แต่ตอนนี้ 58kg ภายใน ไม่ถึง 1 ปี เพราะปักปากกา เขาบอกว่าปักแค่ครั้งเดียว เรแทยบจะยิ้มสู้ไม่ไหวเพราะเรารู้ว่าไม่จริงจากนิสัยการกิน การออกกำลังกายที่ไม่เคยออก ทั้งฉีดปาก ฉีดคาง ทำจมูก มันจุกอกไปหมดวันนั้น ใครเจอที่บ้านก็ต้องดีใจที่ครอบครัวมาหา แต่เรานั่งอ่านหนังสือ เพราะไม่อยากฟุ้งซ่านมองไปรอบ ๆ พูลวิลล่าหรูแล้วใจมันสั่นมันได้แต่คิดว่าเราเรียนไปทำงานไปกลับมาร้องไห้ทุกวันไม่อยากรบกวนแม่ ทุกครั้งที่แม่บอกไม่มีไม่รู้จะช่วยเรายังไง แม่ชอบมาคำขอโทษว่าเป็นแม่ที่ไม่ดีเราซึ้งมาก ๆ และเห็นใจ เราเอาแต่บอกว่าไม่เป็นไร เราไหว ไม่อยากให้เหนื่อยจนเราเห็นทุก ๆอย่างที่ย้อนแย้ง เขาบอกว่าทุกอย่างที่มีผ่อนมาทั้งนั้น เราเลยถาว่าในแอปปผ่อนมีวงเงินกี่บาทเขาบอกว่า 2หมื่นกว่า เหมือนฟ้ามันถล่มในใจ แค่มาม่สักวังงแม่ไม่เคยส่งมาให้แค่โทรหวันนั้นแฟนเราที่คบมาตั้งแต่ม.ปลายมาหาแฟนเราคนนี้ช่วยทุกทางคบกันมาตั้งแต่มัธยม รู้จักกับที่บ้านดีแฟนเราช่วยหาเงินมาซื้อไอแพดให้เราไปเรียนยื้อทุอย่างให้เราได้เรียนต่อ วันนั้นเราต้องไปส่งของลูกค้าแฟนเลยมาหาเพื่อพาไป ระยะทางจากห้องมาหาเราประมาณ 40นาที แม่เอาแต่พูดขอบคุณแต่ไม่เคยกะตือรือร้นได้เท่าแฟนเราเลย เหมือนเขารู้ว่าแฟนเราจะช่วยทุก ๆอย่างได้เราละอายใจมากเลยตกลงกันว่าเงินเดือนออกเราจะโอนคืน จนวันนั้นดึกมากๆที่แฟนมาหาเลยอยากให้อยู่พักก่อนเพราะแฟนเราเคยเกือบหลับในอีก 4 ชม ก้เช้าแล้วแต่แม่ทักแชทมาหาเรา บอกว่าต้องเสียค่าเสริมเตียงเอยใด เราเลยถามว่าอยู่ได้มั้ยแปบเดียว เขาก็เบี่ยงไปมาเราเลยบอกว่างั้นให้กลับเก็บเงินไว้ เขาก็พิมพ์มายาวเหยียดแต่จับใจความได้แต่เรื่องเดิม ๆ เราเลยใแฟนเราหลกลับแต่เราจะไปด้วยอย่างน้อยเราก็ไม่ทิ้งคนที่ลำบากกับเรา อีกอย่างเราจะดีแย่มากถ้าเราทิ้งเขาให้กลับกลางดึกคนเดียว แตนาราได้คุยกับแม่บอกว่าเราจะกลับ อีกใจนึงคืออัดอัดมาก ๆไม่อยากอยู่กับเขา พอกลับมาห้องเราเปิดแชท เขาบอกว่า นาน ๆ ทีได้เจอกันแท้ ๆเราก็ไม่ได้ตอบอะไรมาก เหมือนเราเคยแคร์เขามาก ๆ ไม่ได้กลับเพราะแฟนไม่ได้นอน แต่มันเป็นความรู้สึกที่ทับถมสุด ๆ เกินจะบรรยายความเศร้าวันนั้นได้ เคยอยากตุยเพราะเรื่องวันนั้น ความรู้สึกที่ติดอยู่ จนมีอยู่วันนึง ไม่ไหว ระบายออกมากับเขาตรง ๆ ทั้งหมด สุดท้ายเขาบอกมาว่า ถึงเป็นแม่ทุกคนก็ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง เราว้าวกับคำพูดของเขาจุกอกคูณสองจากที่เคยอยากตุย หายวับกระชากสติ อยากตายไปทำไมเขาไม่ได้นึกถึงเราขนาดนั้นนี่ หลังจากนั้นเราก็ไม่สุงสิงอีกเลย ทักมาตอบตลอดแต่ไม่คุยเล่น ไม่ให้ใจ ยอมรับความจริงสุด ๆ
ทุกคนว่าเรามองตื้น ๆ เกินไปมั้ยคะ เราตั้งกระทู้นี้เพื่อเปิดให้วิจารณ์ให้เรามองเขากว้างขึ้น หรืออยากจะเตือนอะไรเรายินดีรับฟังมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณนะคะ
แม่รักตัวเองมากกว่าลูกแท้ ๆ ?
ต้องเกริ่นก่อนว่าเราเข้าใจว่าการที่คนเรารักตัวเองมากกว่ามันไม่ผิด แต่พฤติกรรมของแม่ทำให้เราตั้งตำถามหลาย ๆ อย่าง
เรื่องเริ่มจากช่วงเด็ก ๆ พ่อแม่แยกทางกัน เราอยู่แถวโซนใกล้ ๆ ฝั่งพ่อมากกว่าจะไปมาหาสู่กันง่าย แต่แม่ก็อยู่ในจังหวัดเดียวกันแค่คนละเขต แต่ตลอด15 ปีแม่แทบจะไม่มาหาเลย เหมือนจำได้ราง ๆ ประมาณ 2 หนแต่จำรายละเอียดไม่ค่อยได้แต่จำได้แค่ว่าแม่มีปัญหา
ซึ่งช่วงเด็ก ๆ เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องแม่อาจจะห่วงเล่นรู้สึกเข้าไม่ถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับครอบครัวเท่าไหร่ อาจจะเพราะยังไม่ค่อยรู้เรื่องจนช่วงประมาณประถมแม่มาหาเพราะมีปัญหาให้ทางฝั่งพ่อช่วย และแม่มาถามเราว่า ไปอยู่กับแม่มั้ย? ซึ่งเรารู้สึกดีใจมากอยากไปอยู่กับแม่มาก ๆ แต่โดนสวนกลับมาว่า “แม่เลี้ยงหนูไม่ได้หรอก” แม่ไม่ได้ไม่มีเงิน ไม่มีที่อยู่ ไม่ได้มีอาชีพที่ไม่ได้มั่นคงแต่ทำไมล่ะ แค่ไลน์มาหรือโทรไปเขาไม่เคยทำ มีแต่เราโทรไปและเขามักจะบอกว่าไม่ว่าง ส่วนใหญ่จะเป็นยายที่ส่งเงินมาให้เสมอและโทรหาทุกวัน
ช่วงเข้าสู่ม.ต้นยุคโควิดมีเหตุจำเป็นจะต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่บ้านยายซึ่งตอนนั้นแม่ยายมาอยู่กับยายแล้ว การดูแลเราเล่ที่แม่อยู่ที่แม่ เราได้เงินไปรร. 90 บาท เราเคยตั้งคำถามว่ทำไมมันจะร้อยก็ไม่ร้อยนะ ถ้าวันไหนแม่ไม่มีเศษกได้แบงค์ร้อยมา ก็ต้องเอามาคืน ไม่ก็เก็บไว้แต่พรุ่งนี้จะได้แค่ 80 สำหรับเราไม่ใช่เรื่องเงินแต่เรามองไปถึงการกระทำมันแอบบอกไม่ถูก แต่ก็คิดว่าเราสำควรได้แค่นี้วัยแค่นี้ จนม.ปลายก็ยังเป็นมาเรื่อย ๆ
ถ้าพูดถึงเรื่องความสนิทกันก็คุยกันได้ แต่ต้องพูดให้ถูกใจ เขามักมีอารมณ์พูดจารุนแรงพูดจาพูดว่าหรือไม่บางทีคุยด้วยก็จะเงียบ หรือตอบอือแต่ถ้าเป็นต่อหน้าเจ้านายของแม่ หรือเพื่อร่วมงานแม่ แม่มักจะพูดจาดีลูกอย่างงั้นอย่างงี้มั้ย ใจสปอตสุด ๆ จนพ่อเลี้ยงยังทักว่าทำไมต่อหน้าคนอื่นดีจัง เราได้แต่ฟังเงียบ ๆ เรื่องระหว่างเราหนักสุดคือช่วง ม.ปลาย แม่ไม่เคยมาถามไถ่การบ้านเป็นไงเรียนเป็นไง ยากมั้ย จะมาวิจารณ์อีกทีคือตอนเกรดออก เราได้แค่ 3.5 กว่า ๆ เขาพูดว่าทำไมได้แค่นี้ เราช็อคมาก ๆ แตแม่บอกอยากให้เราเรียนเภสัช อยากให้เรียนธรรมศาสตร์ สำหรับเราเราเรียนมา เราประมาณเกณฑ์ความเป็นไปได้ของตัวเองได้ว่าเราอยู่เลเวลไหน ยาลอยากเรียนสบาย ๆ ไม่เครียดไม่กดดันจนไม่สบายใจจนเกินไป เราอยากเรียนพยาบาลและครูแนะแนวจะหาทุนให้ เราดีใจมากจึงบอกเขา แต่คำตอบคือไม่ เราจะเรียนเภสัชไม่ใช่หรอทำไมเปลี่ยนใจ เหมือนถูกคิดแทนไปหมดแล้วจนอึดอัดมาก ๆ และเราเปิดใจคุยว่าอยากเรียนที่นี่ ๆ นะ เขาเหมือนจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ยอมให้ลงสมัคร ใจชื้นมาก ๆ แต่พอเพื่อนเราติดมหาลัยใกล้บ้านเราถูกเปรียบเทียบว่า เราไม่รู้จักประมาณตัวเอง เราไม่ดิ้นรน แต่ตอนนั้นมหาลัยยังไม่เปิดให้สมัครทำได้แค่รอจ เป็นไปตามแกนกลางจนเราสอบเข้าได้แต่ก็ไม่ได้มีคำยินดีอะไรเท่าไหร่
จุดพีคสุดที่คือ ค่าใช้จ่ายมหาลัยค่อนข้างเงินไปหยิบยืมมาจากเจ้านายเพื่อจ่ายค่าเทอมก่อน และรอกู้กยศ. แต่ค่าเทอมรร.เก่าที่จบมากผ้ยังไม่จ่ายเขาบอกจะไปจ่ายอยู่ 2-3เดือน จนมหาลัยเรียกเก็บใบปพ. ตอนแรกรับปากจะจ่ายให้ แต่ก็เห็นไปเที่ยวไปอะไพอถึงดงเวลาบอกต้องรอได้กยศ. แต่กยศนานมาก ๆ กว่าเงินจะเข้า แต่เขากลัโยนมาหาเราว่า จะให้ทำยังไง เราเลยลองพูดว่า ไหวรึป่าว ถ้าไม่ไหวไว้ค่อยเรียน แต่เหมือนเขาติดอยู่กับลูปที่ว่า ชั้นส่งลูกชั้นเรียนจบ แต่แม่ไม่เคยส่งเงินให้สักบาท แม้กระทั่งค่าห้อง มัดจำ มอไซที่ขี่อยู่ ค่าน้ำไฟ รวมถึงค่ากินอยู่ เราหาเองทุกบาททุกสตางค์ เพราะเราคิดว่าแม่เราไม่มีจริง ๆ จนเราได้เจอเตออีกครั้ง เราพบว่าเขามีประเป๋าใบเก๋ที่กำลังฮิตราคาหลักครึ่งหมื่น มีเสื้อสวย ๆ ราคาแพง นอนห้องพักราคาเป็นหมื่น มีเครื่องสำอางค์แพง ๆ นาฬิกาแพง ๆ ทุกอย่างดูดีติดแกรม แต่ก่อนแม่เราอ้วนมาก 70-80kg แต่ตอนนี้ 58kg ภายใน ไม่ถึง 1 ปี เพราะปักปากกา เขาบอกว่าปักแค่ครั้งเดียว เรแทยบจะยิ้มสู้ไม่ไหวเพราะเรารู้ว่าไม่จริงจากนิสัยการกิน การออกกำลังกายที่ไม่เคยออก ทั้งฉีดปาก ฉีดคาง ทำจมูก มันจุกอกไปหมดวันนั้น ใครเจอที่บ้านก็ต้องดีใจที่ครอบครัวมาหา แต่เรานั่งอ่านหนังสือ เพราะไม่อยากฟุ้งซ่านมองไปรอบ ๆ พูลวิลล่าหรูแล้วใจมันสั่นมันได้แต่คิดว่าเราเรียนไปทำงานไปกลับมาร้องไห้ทุกวันไม่อยากรบกวนแม่ ทุกครั้งที่แม่บอกไม่มีไม่รู้จะช่วยเรายังไง แม่ชอบมาคำขอโทษว่าเป็นแม่ที่ไม่ดีเราซึ้งมาก ๆ และเห็นใจ เราเอาแต่บอกว่าไม่เป็นไร เราไหว ไม่อยากให้เหนื่อยจนเราเห็นทุก ๆอย่างที่ย้อนแย้ง เขาบอกว่าทุกอย่างที่มีผ่อนมาทั้งนั้น เราเลยถาว่าในแอปปผ่อนมีวงเงินกี่บาทเขาบอกว่า 2หมื่นกว่า เหมือนฟ้ามันถล่มในใจ แค่มาม่สักวังงแม่ไม่เคยส่งมาให้แค่โทรหวันนั้นแฟนเราที่คบมาตั้งแต่ม.ปลายมาหาแฟนเราคนนี้ช่วยทุกทางคบกันมาตั้งแต่มัธยม รู้จักกับที่บ้านดีแฟนเราช่วยหาเงินมาซื้อไอแพดให้เราไปเรียนยื้อทุอย่างให้เราได้เรียนต่อ วันนั้นเราต้องไปส่งของลูกค้าแฟนเลยมาหาเพื่อพาไป ระยะทางจากห้องมาหาเราประมาณ 40นาที แม่เอาแต่พูดขอบคุณแต่ไม่เคยกะตือรือร้นได้เท่าแฟนเราเลย เหมือนเขารู้ว่าแฟนเราจะช่วยทุก ๆอย่างได้เราละอายใจมากเลยตกลงกันว่าเงินเดือนออกเราจะโอนคืน จนวันนั้นดึกมากๆที่แฟนมาหาเลยอยากให้อยู่พักก่อนเพราะแฟนเราเคยเกือบหลับในอีก 4 ชม ก้เช้าแล้วแต่แม่ทักแชทมาหาเรา บอกว่าต้องเสียค่าเสริมเตียงเอยใด เราเลยถามว่าอยู่ได้มั้ยแปบเดียว เขาก็เบี่ยงไปมาเราเลยบอกว่างั้นให้กลับเก็บเงินไว้ เขาก็พิมพ์มายาวเหยียดแต่จับใจความได้แต่เรื่องเดิม ๆ เราเลยใแฟนเราหลกลับแต่เราจะไปด้วยอย่างน้อยเราก็ไม่ทิ้งคนที่ลำบากกับเรา อีกอย่างเราจะดีแย่มากถ้าเราทิ้งเขาให้กลับกลางดึกคนเดียว แตนาราได้คุยกับแม่บอกว่าเราจะกลับ อีกใจนึงคืออัดอัดมาก ๆไม่อยากอยู่กับเขา พอกลับมาห้องเราเปิดแชท เขาบอกว่า นาน ๆ ทีได้เจอกันแท้ ๆเราก็ไม่ได้ตอบอะไรมาก เหมือนเราเคยแคร์เขามาก ๆ ไม่ได้กลับเพราะแฟนไม่ได้นอน แต่มันเป็นความรู้สึกที่ทับถมสุด ๆ เกินจะบรรยายความเศร้าวันนั้นได้ เคยอยากตุยเพราะเรื่องวันนั้น ความรู้สึกที่ติดอยู่ จนมีอยู่วันนึง ไม่ไหว ระบายออกมากับเขาตรง ๆ ทั้งหมด สุดท้ายเขาบอกมาว่า ถึงเป็นแม่ทุกคนก็ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง เราว้าวกับคำพูดของเขาจุกอกคูณสองจากที่เคยอยากตุย หายวับกระชากสติ อยากตายไปทำไมเขาไม่ได้นึกถึงเราขนาดนั้นนี่ หลังจากนั้นเราก็ไม่สุงสิงอีกเลย ทักมาตอบตลอดแต่ไม่คุยเล่น ไม่ให้ใจ ยอมรับความจริงสุด ๆ
ทุกคนว่าเรามองตื้น ๆ เกินไปมั้ยคะ เราตั้งกระทู้นี้เพื่อเปิดให้วิจารณ์ให้เรามองเขากว้างขึ้น หรืออยากจะเตือนอะไรเรายินดีรับฟังมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณนะคะ