เพจที่บอกเล่าข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น หรือทิศทางตลาดหุ้นเขาเอาข้อมูลมาจากไหนกัน ?

อย่างข้อมูลข้างล่างนี้ ผมเอาข้อมูลมาจากแอพพลิเคชั่น DIME ข้อมูลเพียบเลย ๆ ไม่แน่ใจว่าข้อมูลถูกแค่ไหนนะ แต่ผู้เขียนเขาพิมพ์เองเลยหรือเปล่า หรือก็อปปี้ข้อมูลมาจากไหน เท่าที่ผมสันนิฐาน

1. เอาข้อมูลมาพื้นฐานมาจากหนังสือสอนเกี่ยวกับการเช่นหุ้นไหม ? แล้วใส่ข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ข้อมูลอาจเปลี่ยน แต่สูตรการคำนวนไม่ค่อยเปลี่ยน
2. เอามาจากข้อมูลที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศวิเคราะห์ พวกสถาบันต่างประเทศ แล้วใช้ AI แปลให้เป็นภาษาไทย จากนั้นค่อนเกลาภาษาให้สละสลวย
3. ตั้งคำถามหรือคำสั่งกับ AI แล้วให้ AI ตอบ ใช้พร๊อมคำสั่งให้เหมาะสม ฝึก AI เป็นของตัวเอง เพื่อใช้ในงานเฉพาะทางอย่างการวิเคราะห์หุ้น ตลาดหุ้น AI จะได้ไม่เอ๋อ

เมื่อก่อนไม่เคยสนใจเลย อ่านอย่างเดียว เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่ตอนนี้อยากจะสนใจ ส่วนใหญ่ข้อมูลพวกนี้มันเชื่อไม่ค่อยได้หรอก เชื่อแล้วผิดเป็นประจำ เลยอยากหาข้อมูล ทำข้อมูลเป็นของตัวเอง จะได้ไม่ผิด หรือผิดน้อยลง

หัวข้อจากเพจนั้น

"ได้ยินทุกวันว่าหุ้นสหรัฐฯ แพงแล้ว แต่แพงทั้งตลาด หรือแค่บางกลุ่ม ? ลองดู 4 ตัวเลขนี้ ก่อนตัดสินใจว่าจะรอหรือลงทุนต่อครับ"

 ·
 ·
[img]https://static.xx.fbcdn.net/rsrc.php/ya/r/y5sJD9cqKgs.webp[/img]ผู้เขียน
[1/5]
S&P 500 ตอนนี้มี forward P/E อยู่ที่ 19.0 เท่า และค่าเฉลี่ย 30 ปีอยู่ที่ 17.2 เท่า
ถ้าเพื่อน ๆ กำลังคิดจะเริ่มลงทุนหุ้นสหรัฐฯ หรือมีพอร์ตอยู่แล้ว ช่วงนี้คงได้ยินใครหลายคนบอกว่า “ตลาดแพงแล้ว รอย่อก่อนดีกว่าค่อยซื้อ” อยู่บ่อย ๆ
แต่แพงที่ว่า แพงตรงไหน แพงเท่าไหร่ และแพงกันทั้งตลาดจริงหรือเปล่า ?
แอดชวนไล่ดูตัวเลขจาก J.P. Morgan Guide to the Markets ฉบับ 4Q 2026 ให้ดูทีละจุดกันครับ
1) P/E คืออะไร ใน 2 บรรทัด
P/E คือราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น แปลง่าย ๆ ว่า เราจ่ายเงินกี่บาท เพื่อซื้อกำไร 1 บาทต่อปีของบริษัท
ลองนึกถึงการเซ้งร้านกาแฟที่ทำกำไรปีละ 100,000 บาท
ถ้าเจ้าของขอ 1.9 ล้านบาท เท่ากับคุณจ่าย 19 เท่าของกำไร
ถ้ากำไรเท่าเดิมทุกปี ก็ต้องใช้เวลา 19 ปีกว่าจะได้ทุนคืน
ส่วนคำว่า forward หมายถึง ใช้กำไรที่นักวิเคราะห์คาดไว้ใน 12 เดือนข้างหน้า ไม่ใช่กำไรที่เกิดขึ้นแล้ว
ข้อนี้สำคัญ เพราะถ้ากำไรจริงออกมาต่ำกว่าคาด P/E จริงก็จะสูงกว่าตัวเลขที่เราเห็นวันนี้
 ·
 ·
[img]https://static.xx.fbcdn.net/rsrc.php/ya/r/y5sJD9cqKgs.webp[/img]ผู้เขียน
[2/5]
2) ทั้งตลาดแพงขึ้นแค่ไหน ?
19.0 ÷ 17.2 = 1.10
S&P 500 แพงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีราว 10%
ถ้าดูแค่นี้ก็ฟังเหมือนข้อสรุปจบแล้ว แต่ตัวเลข 19.0 ยังไม่ประเด็นต่ออีกครับ
3) แยกหุ้น 10 ตัวใหญ่ ออกจากอีก 490 ตัว
จริง ๆ แล้ว ดัชนี S&P 500 ไม่ได้กระจายเป็นหุ้น 500 ตัวที่ตัวเท่ากัน
แต่แค่เฉพาะ 10 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดก็มีน้ำหนักราว 4 ใน 10 ของดัชนีแล้ว
ใครอ่านโพสต์เรื่องหุ้น AI กระจุกตัวของแอดไปแล้ว คงพอเห็นภาพว่ากลุ่มนี้คือใคร
พอแยกสองกลุ่มออกจากกัน:
หุ้นท็อป 10 = 20.9 เท่า
อีก 490 ตัว = 17.9 เท่า
20.9 ÷ 17.9 = 1.17
หุ้นท็อป 10 แพงกว่ากลุ่มที่เหลือราว 17%
ถึงตรงนี้หลายคนคงสรุปว่า หุ้นยักษ์ใหญ่แพง ตัวที่เหลือถูก แล้วใช่ไหมครับ แต่ยังมีอีกชั้นหนึ่งที่ควรดูต่ออีกนิดครับ
 ·
 ·
[img]https://static.xx.fbcdn.net/rsrc.php/ya/r/y5sJD9cqKgs.webp[/img]ผู้เขียน
[3/5]
4) แพงเมื่อเทียบกับใคร ?
ก่อนจะเทียบกับใคร เราควรเทียบสิ่งนั้นกับตัวเองในอดีตก่อนว่ามัน แพงกว่าปกติของตัวเองไหม
J.P. Morgan ให้ค่าเฉลี่ยระยะยาวของแต่ละกลุ่มไว้ด้วยครับ คือ
หุ้นท็อป 10 ตอนนี้ 20.9 เทียบค่าเฉลี่ย 20.8 → แทบเท่าเดิม
อีก 490 ตัว ตอนนี้ 17.9 เทียบค่าเฉลี่ย 16.0 → สูงกว่าปกติราว 12%
กลุ่มที่ดูแพงกว่า กลับอยู่ใกล้ระดับปกติของตัวเอง
ส่วนกลุ่มที่ดูถูกกว่า กลับขยับห่างจากค่าเฉลี่ยของตัวเองมากกว่า
เหมือนเทียบคอนโดกลางเมืองกับคอนโดชานเมืองครับ โซนกลางเมืองแพงกว่าเสมออยู่แล้ว เราจึงควรดูว่าวันนี้แต่ละทำเลแพงกว่าราคาปกติของทำเลตัวเองหรือเปล่า
ตลาดยอมจ่ายแพงให้หุ้นกลุ่มท็อปมานาน เพราะคาดว่ากำไรจะโตเร็วกว่า
ตัวเลขที่แอดเล่ามานี้บอกว่า ความคาดหวังนั้นยังอยู่ระดับเดิม ไม่ได้พองขึ้นจากปกติ
5) อย่างไรก็ตามการใกล้ค่าเฉลี่ย ก็ไม่ได้แปลว่า ปลอดภัยเสมอไปครับ
มีอย่างน้อย 3 เรื่องที่ต้องรู้ไว้
อย่างแรก forward P/E ยืนอยู่บนกำไรที่คาดไว้ ถ้ากำไรจากธุรกิจ AI ไม่โตตามที่นักวิเคราะห์ประเมิน P/E จะขยับสูงขึ้นทันที แม้ราคาหุ้นไม่ได้ขยับเลย
อย่างที่สอง คือ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว เมื่อ 10 บริษัทมีน้ำหนักราว 4 ใน 10 ของดัชนี ถ้ากลุ่มนี้สะดุด ทั้งดัชนีก็สะดุดตาม
อย่างที่สาม P/E บอกไม่ได้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงเมื่อไหร่ เพราะแม้ P/E จะสูงกว่าค่าเฉลี่ย ตลาดก็อาจขึ้นต่อได้อีกนาน และแม้ P/E จะไม่ได้สูง ตลาดก็ร่วงได้เช่นกัน
 ·
 ·
[img]https://static.xx.fbcdn.net/rsrc.php/ya/r/y5sJD9cqKgs.webp[/img]ผู้เขียน
[4/5]
เซฟไว้ใช้กันครับ 3 คำถาม ก่อนจะเผลอคิดว่าตลาดแพง
1. แพงเทียบกับอะไร ? เทียบกับหุ้นตัวอื่น หรือเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวเอง
2. ใช้กำไรของช่วงไหน ? กำไรคาดการณ์ (forward) หรือกำไรย้อนหลัง
3. เงินของเราอยู่ส่วนไหนของตลาด ?ถ้าถือ ETF ที่อิงดัชนี S&P 500 เงินราว 4 บาทจากทุก 10 บาทอยู่ใน 10 บริษัทใหญ่
ในแอป Dime! มีทั้งหุ้นสหรัฐฯ รายตัวและ ETF ถ้าสนใจ ETF ตัวไหน ลองเปิดเอกสารข้อมูลกองทุนดูก่อนว่าถือหุ้นอะไรบ้าง และหุ้น 10 ตัวแรกนั้นกินน้ำหนักไปกี่เปอร์เซ็นต์ จะได้รู้ว่าพอร์ตของเรากระจุกตัวในระดับที่เราสบายใจหรือเปล่าครับ
ข้อมูล P/E จาก J.P. Morgan Asset Management, Guide to the Markets U.S. 4Q 2026 ณ วันที่ 30 ก.ย. 2026
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
 ·
 ·
[img]https://static.xx.fbcdn.net/rsrc.php/ya/r/y5sJD9cqKgs.webp[/img]ผู้เขียน
[5/5]
สำหรับคนไม่มีเวลาแอดสรุป 4 ตัวเลขแบบสั้น ๆ มาให้แล้ว
19.0 เท่า = Forward P/E ของ S&P 500
เทียบกับค่าเฉลี่ย 30 ปีที่ 17.2 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 10% นี่คือจุดเริ่มต้นที่นักลงทุนเริ่มมองว่าตลาดเริ่มแพงแล้ว ?
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t51/1/16/1f449.png[/img]20.9 เท่า = Forward P/E ของหุ้น 10 บริษัทใหญ่ที่สุด
เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มเองที่ 20.8 เท่า จึงแทบไม่ต่างจากค่าเฉลี่ย แม้จะมี P/E สูงกว่าหุ้นกลุ่มที่เหลือ แปลว่า หุ้นใหญ่ไม่ได้แพงขึ้น
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t51/1/16/1f449.png[/img]17.9 เท่า = Forward P/E ของหุ้นอีก 490 บริษัท
เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มเดียวกันที่ 16.0 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 12% นี่คือประเด็นสำคัญที่บอกว่า หุ้นที่เหลือใน S&P500 อาจกำลังแพงขึ้น ?
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t51/1/16/1f449.png[/img]40.6% = น้ำหนักของหุ้น 10 บริษัทใหญ่ที่สุดใน S&P 500
ตัวเลขนี้บอกว่า ดัชนี S&P 500 กระจุกตัวแค่ไหน โดยหุ้นเพียง 10 บริษัทมีน้ำหนักประมาณ 4 ใน 10 ของดัชนีเลย

จะเห็นว่าข้อมูลระเอียดเข้าใจง่ายดี แต่เชื่อได

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่