แมนยูดูเป็นตัวอย่าง!ผ่ากลยุทธ์บิ๊กแมตช์ มาเรสก้า พาแมนซิตี้ ขยี้ 10 คนลิเวอร์พูล


ผ่ากลยุทธ์เกมซูเปอร์บิ๊กแมตช์! วิเคราะห์การแก้เกมของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ในศึก ลิเวอร์พูล พบ แมนซิตี้ เจาะลึกแผนเพรสซิ่งของ อันโดนี่ อิราโอล่า ที่สะดุดเพราะปัญหาตัวผู้เล่นเจ็บ พร้อมชำแหละจุดเปลี่ยนจากใบแดงของ ไรอัน กราเฟนแบร์ค ที่ทำให้เกมพลิกโฉมหน้าภายใน 6 นาที

ลิเวอร์พูล เปิดบ้านต้อนรับ แมนซิตี้ ที่มีคดี 114 อย่างอบอุ่นด้วยเสียงโห่ และคำล้อเลียน แต่กลับถูกบุกถล่ม 3-0 หลังเหลือผู้เล่น 10 คน และต่อไปคือสิ่งที่ผมอยากจะบอก



1. สถานการณ์ก่อนแข่งไม่ค่อยเป็นใจให้พวกพรี่ๆ เขาสักเท่าไหร่ เมื่อมีอันต้องปราศจากดาวเตะสำคัญที่กำลังฟอร์มร้อนแรงอย่าง โคดี้ คักโป และ อเล็กซานเดอร์ อีซัค

มืหนำซ้ำ ดอม โซโบ้ ยังมาถูกอาการบาดเจ็บลักพาตัวไปอีกคน !!!

ในทางตรงกันข้าม แมนซิตี้ กลับมีสภาพทีมที่สมบูรณ์แบบ เมื่อผู้เล่นสำคัญๆ อยู่กันครบคัน

โลกช่างไม่ยุติธรรมกับหงส์แดง

2. อันโดนี่ อิราโอล่า ปรับทัพ ด้วยการกล้าๆ ให้ดาวรุ่งที่อ่อนพรรษาอย่าง ลูอิส คูมาส ลงเล่นเป็นหัวหอกตัวจริง

เรียนตามตรงว่าเด็กผีอย่างผมไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ ด้วยคิดว่าเขาควรจะขยับ บรัดเล่ย์ บาร์กโกล่า มาเป็นกองหน้าตัวเป้ามากกว่า แล้วส่ง ริโอ เอ็นกูโมอาห์ ลงตัวจริงในตำแหน่ง 'หน้าซ้าย'

แต่ก็นั่นแหละ

3. แผนการเล่นของ ลิเวอร์พูล คือบีบสูงพลางเพรสซิ่งเข้าใส่ทุกจังหวะ แถมประกบตัวต่อตัวทุกตำแหน่ง

เจอการบดบี้เร็วแบบนี้เข้าไป ผู้มาเยือนเลยครองบอลทำเกมรุกตามสไตล์ตัวเองไม่ถนัด และกว่าจะมีโอกาสทำประตูครั้งแรก เวลาก็ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง

นั่นแสดงให้เห็นว่าวิธีการนี้ที่กุนซือชาวสเปนวางเอาไว้ มันใช้ได้ผล

ปัญหาคือมันใช้ได้ผลก็จริง แต่เกมรุกของหงส์แดงที่ไม่มีตัวหลักพร้อมกันถึง 3 คน มันก็ไม่ได้สร้างความกดดันให้เกมรับของ แมนซิตี้ เช่นกัน

พูดง่ายๆ ว่าแค่ตัดเกมรุกของคู่แข่งได้เพียงเท่านั้น

4. จุดเปลี่ยนของเกมไม่ได้อยู่แค่การเหลือผู้เล่น 10 คน หลังจาก ไรอัน กราเฟนแบร์ค ถูกตะเพิดออกจากสนามอย่างเดียว

มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ส่ง เฌเรมี่ โดกู ลงมาลากเลื้อยแทน อิลิมาน เอ็นดิอาย ต่างหาก

เพราะปีกซ้ายตีนไฟ และตาโปนของทีมเรือใบสีฟ้าสามารถคุกคามเกมรับของเจ้าถิ่นได้มากกว่าจนนำมาซึ่งการเตะตัดเกมจนโดนใบเหลืองที่ 2 ของมิดฟิลด์ทีมชาติดัตช์นั่นแหละ

5. ต่อเมื่อคู่แข่งเหลือ 10 คน แมนซิตี้ ก็แสดงตัวอย่างให้ทีมในเมืองเดียวกันเห็นว่าต้องทำอย่างไร

นั่นคือใช้ความได้เปรียบตัวผู้เล่นให้เป็นประโยชน์ ด้วยการบุกขย่มใส่ ลิเวอร์พูล แบบเอาเป็นเอาตายทันที !!!

ว่าแล้ว เฌเรมี่ โดกู ที่ถูกส่งลงมาในนาทีที่ 56 ก็แผลงฤทธิ์ ด้วยการใช้ความเร็วและคล่องฉีกเกมรับของพวกพรี่ๆ ออกเป็นชิ้นๆ จนเรียกใบแดงจากคู่แข่ง และมีส่วนช่วยให้ทีมตัวเองขึ้นนำ 1-0 ก่อนจะลากตัดเข้าในไปสับไกประตูนำ 2-0

นับตั้งแต่ ลิเวอร์พูล เหลือผู้เล่น 10 ตัว จนถึงตอนที่ เดอะ ซิติเซ่นส์ ทิ้งห่าง 2-0 มันเกิดขึ้นภายในเวลาแค่ 6 นาที

เท่านั้นเอง อยม.

#บอบู๋
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่