BEM ลุ้นกำไร Q3/69 พีกสุดของปี จับตาสายสีม่วงใต้ หนุนรายได้ระยะยาว



KEY POINTS

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรไตรมาส 3/2569 ของ BEM จะเป็นจุดสูงสุดของปี โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าและปริมาณรถใช้ทางด่วนที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล รวมถึงการรับรู้เงินปันผลจาก TTW จำนวน 221 ล้านบาท

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้มีความคืบหน้าการก่อสร้างแล้ว 90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 โดย รฟม. มีแนวทางเปิดทางให้เจรจากับ BEM ซึ่งเป็นผู้เดินรถสายสีม่วงเหนืออยู่แล้ว เพื่อรับงานเดินรถต่อเนื่อง

หาก BEM ได้รับสัญญาเดินรถสายสีม่วงใต้ คาดว่าจะช่วยเพิ่มฐานรายได้ประจำที่มั่นคงในระยะยาว โดยมีศักยภาพสร้างรายได้ใกล้เคียงกับสายสีม่วงเหนือที่ทำได้ประมาณ 2.4 พันล้านบาทต่อปี

BEM ยังมีปัจจัยบวกอื่น ๆ ที่จะหนุนรายได้ในอนาคต เช่น การปรับขึ้นค่าผ่านทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกในเดือน ธ.ค. 2569 และการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มในปี 2571

แม้มีปัจจัยลบระยะสั้นจากสถานการณ์น้ำท่วมและเหตุเพลิงไหม้ แต่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรเพียงเล็กน้อยและสถานการณ์จะคลี่คลายได้ในไม่ช้า

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เดินหน้ารับปัจจัยหนุนจากธุรกิจรถไฟฟ้าและทางด่วน หลังสายสีม่วงใต้มีความคืบหน้าก่อสร้าง 90% ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 คาดแข็งแกร่งจากจำนวนผู้โดยสารและปริมาณรถใช้ทางด่วน รวมถึงเงินปันผลจาก TTW ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมอาจกระทบการเดินทางในระยะสั้น แต่คาดสถานการณ์คลี่คลายได้ ขณะที่ราคาหุ้นยังมีปัจจัยบวกจากโอกาสรับงานเดินรถสายสีม่วงใต้และการปรับขึ้นค่าผ่านทาง

ประสิทธิ์ รัตนกิจกมล IAA, CFA,CISA นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุนและทางเทคนิค บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อยู่ระหว่างผลักดันแนวทางเชื่อมต่อการให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงเหนือและสายสีม่วงใต้แบบไร้รอยต่อ โดยอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบ PPP Gross Cost และเปิดทางให้เจรจากับผู้เดินรถรายเดิมอย่าง BEM ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ให้บริการสายสีม่วงเหนือ

ขณะที่การก่อสร้างสายสีม่วงใต้มีความคืบหน้าราว 90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ต.ค. 2570 ทำให้กระบวนการคัดเลือกผู้รับผิดชอบงานระบบและการเดินรถมีความเร่งด่วนมากขึ้น เพื่อรองรับแผนเปิดให้บริการในช่วงปี 2572-2573 โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนของกระบวนการเสนอขออนุมัติในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570

ทั้งนี้ประเมินว่า หาก BEM ได้รับสัญญาเดินรถสายสีม่วงใต้ จะช่วยเพิ่มฐานรายได้ประจำที่มีความมั่นคง โดยปัจจุบันธุรกิจเดินรถสายสีม่วงเหนือสร้างรายได้ประมาณ 2.4 พันล้านบาทต่อปี หรือราว 15% ของรายได้รวม และประเมินว่างานเดินรถสายสีม่วงใต้มีศักยภาพสร้างรายได้ในระดับใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ BEM ยังมีปัจจัยหนุนรายได้จากการปรับขึ้นค่าผ่านทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอก จาก 65 บาท เป็น 80 บาท ในเดือน ธ.ค. 2569 รวมถึงการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารเข้าสู่สายสีน้ำเงินโดยตรง และโครงการทางด่วน Double Deck ที่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดรายได้และการเติบโตระยะยาว

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดของปี โดยได้แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาล ทั้งจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและปริมาณรถใช้ทางด่วน รวมถึงการรับรู้เงินปันผลจาก TTW จำนวน 221 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนมีแนวโน้มดีขึ้นจากการบริหารงานซ่อมบำรุงสายสีม่วงด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและทยอยสะท้อนในกำไรช่วงครึ่งหลังของปี

อย่างไรก็ตาม BEM กำลังเข้าสู่ช่วงที่ปัจจัยบวกหลายด้านเริ่มทยอยสะท้อนเข้าสู่ผลประกอบการ ทั้งกำไรไตรมาส 3/2569 ที่มีแนวโน้มแข็งแกร่ง การปรับขึ้นค่าผ่านทางช่วงปลายปี และโอกาสได้รับสัญญาเดินรถสายสีม่วงใต้ ซึ่งยังไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการปัจจุบัน โดยราคาหุ้นยังซื้อขายต่ำกว่าระดับ 6.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่ CK ขายหุ้น BEM ให้นักลงทุนสถาบันผ่านธุรกรรม Big Lot ทั้งนี้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” BEM และให้ราคาเหมาะสมที่ 8.20 บาทต่อหุ้น

กิตติสร พฤติภัทร, IAA, CFA, FRM นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน ด้านหลักทรัพย์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุเพลิงไหม้บริเวณรางรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ช่วงระหว่างสถานีเตาปูน-บางโพ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมพบว่า จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยระหว่างวันที่ 21-24 ก.ย. อยู่ที่ประมาณ 465,000 เที่ยวต่อวัน ลดลงไม่มากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 8 เดือนปี 2569 ที่ 489,000 เที่ยวต่อวันในวันทำการ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบแบบวันต่อวัน จึงคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะกลับเข้าสู่ระดับปกติได้ในเร็วๆ นี้

จากสถานการณ์ดังกล่าว ฝ่ายวิจัยประเมินว่าเหตุเพลิงไหม้จะส่งผลกระทบต่อกำไรของ BEM เพียงเล็กน้อย และไม่คาดว่าบริษัทจะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในงบกำไรขาดทุนงวด 3Q26F

อย่างไรก็ตาม BEM ยังมีแนวโน้มได้รับผลกระทบเชิงลบในระยะสั้นจากสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ เนื่องจากประชาชนอาจลดการเดินทาง ขณะที่หลายหน่วยงานมีการใช้มาตรการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในช่วงวันที่ 28-29 ก.ย. ซึ่งอาจกดดันทั้งปริมาณการจราจรบนทางด่วนและจำนวนผู้โดยสาร MRT ชั่วคราว

สำหรับการยกเว้นค่าผ่านทางด่วนในช่วงวันที่ 26-29 ก.ย. ฝ่ายวิจัยมองว่าผลกระทบต่อ BEM มีจำกัด เนื่องจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จะชดเชยรายได้ให้แก่บริษัท ขณะที่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีน้ำรั่วซึมภายในสถานี MRT สายสีน้ำเงิน

ด้านราคาหุ้น BEM ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 5.2% สวนทางกับดัชนี SET ที่เพิ่มขึ้น 1.2% โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากการที่บริษัท ช.การช่าง (CK) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ขายหุ้น BEM ให้แก่นักลงทุนสถาบันในราคา 6.50 บาทต่อหุ้น ประกอบกับตลาดยังมีความกังวลต่อผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด

อย่างไรก็ตาม อินโนเวสท์ เอกซ์มองว่าผลกระทบดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และหากสถานการณ์น้ำท่วมทยอยคลี่คลาย มีโอกาสช่วยฟื้น Sentiment ต่อหุ้น BEM จึงมองว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามสำคัญคือการฟื้นตัวของปริมาณจราจรบนทางด่วนและจำนวนผู้โดยสาร MRT

ในระยะกลางถึงระยะยาว ธุรกิจ MRT ยังมีแนวโน้มเติบโตเป็นบวกจากการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในระบบโดยรวม ขณะเดียวกันการจราจรบนทางด่วนมีแนวโน้มฟื้นตัวตามการเดินทางที่กลับมาเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย แต่การเติบโตในระยะยาวอาจจำกัด เนื่องจาก BEM ยังไม่มีแผนลงทุนหรือก่อสร้างทางด่วนสายใหม่ และมองว่าปริมาณการจราจรบนทางด่วนเข้าใกล้ระดับอิ่มตัวแล้ว

ทั้งนี้ BEM ยังมีจุดเด่นในฐานะผู้ให้บริการระบบขนส่งมวลชนและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมชั้นนำของไทย โดยบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาขยายธุรกิจไปยังโครงการโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเชิงพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นโอกาสสร้างการเติบโตเพิ่มเติมในอนาคต


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่