จากเงื่อนงำการทุจริตเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ล่าสุด "บิ๊กราญ" พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (บิ๊กราญ) ได้ลงนามสั่งการด่วนถึง "บิ๊กหยาม" พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดปฏิบัติการยุทธการ “เผยเงาเหนือ” สนธิกำลังชุดสืบสวนเร่งแกะรอยและกระชากหน้ากากเครือข่ายขบวนการ "สวมบัตรประชาชน" และ "ออกบัตรหัว 0" โดยมิชอบ ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาตามหมายแดง (Red Notice) ขององค์การตำรวจสากล และมีเส้นทางการเงินหมุนเวียนในระบบหลายร้อยล้านบาท
ปฏิบัติการระดมกวาดล้าง "พิษสวมสิทธิ" “เผยเงาเหนือ” ครั้งนี้ ถือเป็นวาระเร่งด่วนทางความมั่นคง เนื่องจากพฤติการณ์ของกลุ่มขบวนการไม่ได้หยุดอยู่แค่การทุจริตทะเบียนราษฎร์ในระดับท้องถิ่น แต่กลายพันธุ์เป็น "เครื่องมือซักสะอาด" ให้กับกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ และผู้ต้องหาหลบหนีคดีระดับนานาชาติ คำสั่งจาก "บิ๊กราญ" ถึง "บิ๊กนพ " เน้นย้ำให้ชุดสืบสวนนครบาลกวาดล้างทั้งสาย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐที่เปิดช่องทุจริต นายหน้า ไปจนถึงผู้ใช้บัตรสวมสิทธิเพื่อประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย
แกะรอย 4 ตัวละครสำคัญฟันเฟืองขบวนการสวมบัตรหมุนเงินร้อยล้าน.. เมื่อวันที่ 9 ต.ค. "บิ๊กนพ" พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย "บิ๊กหยาม" พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผบช.น. "บิ๊กเก่ง" พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น."บิ๊กหมอ" พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร. สนธิกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ตำรวจชุดสืบสวนนครบาล และกรมการปกครอง DOPA N.I.C.E. , ปปง. ปปท. เปิดปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” (Operation Northern Shadow) ทลายขบวนการทุจริตทะเบียนราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือก่อนขยายผลสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร
เปิดปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” สืบเนื่องจากตำรวจและกรมการปกครอง DOPA N.I.C.E. ขยายผลปราบปรามการทุจริตทะเบียนราษฎรตรวจสอบเครือข่ายสวมสิทธิและใช้เอกสารประจำตัวโดยมิชอบในพื้นที่ อ.เวียงแก่น และ อ.แม่สาย จ.เชียงราย พบความเชื่อมโยงตั้งแต่ผู้จัดหาเอกสาร ผู้รับรอง เจ้าบ้าน นายหน้า ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐ พบผู้เกี่ยวข้องรวม 36 ราย ศาลออกหมายจับ 15 หมาย และหมายค้น 7 หมาย สามารถจับกุมได้แล้ว 24 ราย แบ่งเป็นจับตามหมาย 5 ราย และจับซึ่งหน้า 19 ราย ประกอบด้วยชาวจีน 3 ราย คนไทย 2 ราย และชาวเมียนมา 19 ราย โดยจากการขยายผลพบ 4 เป้าหมายสำคัญที่มีพฤติการณ์แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกับการได้มาซึ่งสถานะบุคคล เอกสารประจำตัวไทย และการใช้สิทธิต่าง ๆ ในประเทศไทย
โดยรายแรก นายอี้หลง แซ่จาง หรือ “อาหลง” ถือบัตรประชาชนไทยเลขขึ้นต้นด้วย 5 มีการเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนราษฎรในพื้นที่ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย โดยสืบสวนขยายจากเด็กชายชาวไทยเตรียมเดินทางไปประเทศจีนกับนายอี้หลงและหญิงสาวชาวจีน แต่ชื่อบิดาในเอกสารไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ก่อนผลตรวจ DNA ระบุว่านายอี้หลงเป็นบิดาที่แท้จริง จึงขยายผลตรวจสอบผู้รับรอง การเพิ่มชื่อ และที่มาของบัตร ซึ่งพบว่ามีการทุจริตทางทะเบียนราษฎร เพื่อสร้างตัวตนในประเทศไทยในการประกอบธุรกิจ
จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น
มีเงินหมุนเวียนในบัญชีนายอี้หลงและภรรยารวมประมาณ 581 ล้านบาท 
พร้อมทรัพย์สินทั้งบ้าน ที่ดิน และรถหรู รวมมูลค่าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบกว่า 312 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบความเชื่อมโยงกับบริษัท ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย
รายที่สอง นายหลวง ยี่หลง หรือ SAI LONE AYE ชาวเมียนมา ถือบัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือ “บัตรหัว 0” หลังเข้ามาอยู่ในไทยและเคยบวชเป็นพระในพื้นที่ อ.แม่สาย ก่อนเข้าสู่กระบวนการทำบัตรโดยอ้างว่าเป็นบุคคลชายขอบ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจพบเงินสดกว่า 23 ล้านบาท ซุกซ่อนในรถที่กำลังจะออกจากไทยไปเมียนมา โดยไม่ดำเนินพิธีการตามกฎหมาย การสืบสวนจึงขยายไปถึงเส้นทางเงิน ที่มาของบัตร ผู้รับรอง และวัดที่เคยพำนัก ก่อนพบพระและสามเณรต่างด้าวอีกหลายรายมีปัญหาด้านสถานะเข้าเมือง และจับกุมได้ 20 ราย รวมเจ้าอาวาส
รายที่สาม นาย LI ZHIJUN หรือ “จิน ไทยลื้อ” ชาวจีน ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายแดง INTERPOL จากคดีรับเงินฝากโดยผิดกฎหมายในจีน มูลค่าความเสียหายกว่า 3,000 ล้านหยวน หรือราว 15,000 ล้านบาท มีผู้เสียหายกว่า 3,000 ราย... การตรวจสอบพบว่า นาย LI ZHIJUN มี “บัตรหัว 0” และมีชื่ออยู่ในทะเบียนในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่จึงขยายผลไปยังนายหน้า เจ้าบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ที่มีส่วนช่วยจัดทำเอกสาร นอกจากนี้ยังพบคนต่างด้าวอีก 7 รายใช้ที่อยู่ทางทะเบียนเดียวกัน ขณะที่นาย LI ZHIJUN ปัจจุบันอยู่ระหว่างรับโทษในไทย และเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนเนรเทศและดำเนินการตามหมายแดงต่อไป
รายที่สี่ นายฐกร เซ่งกัวร์ หรือ GUO YU ชาวจีน ซึ่งข้อมูลการสืบสวนเชื่อมโยงกับบุคคลตามหมายจับของทางการจีนในคดีรับเงินฝากโดยผิดกฎหมาย พบว่าเคยยื่นคำร้องเข้าสู่ระบบทะเบียนบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ อ.เวียงแก่น ก่อนต่อมาจะมีบัตรประชาชนไทยเลขขึ้นต้นด้วย 8 และเปลี่ยนชื่อเป็น “ฐกร”
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบข้อมูลเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ บริษัท และประวัติเดินทางออกนอกประเทศโดยใช้หนังสือเดินทางไทย จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าการได้มาซึ่งสถานะบุคคล เอกสาร และสิทธิต่าง ๆ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รวมถึงติดตามตัวเพื่อดำเนินการตามหมายที่เกี่ยวข้อง
ปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” เป็นการขยายผลต่อเนื่องจากหลายคดีทุจริตทะเบียนราษฎรที่ตำรวจและกรมการปกครองดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ทั้ง 4 คดี สะท้อนรูปแบบการทุจริตทางทะเบียนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบ ตั้งแต่ การเพิ่มชื่อในทะเบียน การทำบัตรหัว 0 หรือบัตรประชาชนไทย การใช้ผู้รับรองหรือนายหน้า ไปจนถึงการใช้สถานะที่ได้มาเพื่อถือครองทรัพย์สิน ทำธุรกิจ เดินทาง หรือหลบซ่อนจากคดีในต่างประเทศ เพื่อปิดช่องไม่ให้คนต่างด้าวใช้ระบบทะเบียนไทยเป็นเครื่องมือในการสวมสิทธิของอาชญากรรมข้ามชาติ
"บิ๊กนพ" พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวว่าจากการสืบสวนเชิงลึกของฝ่ายสืบสวน พบการแบ่งหน้าที่กันทำของ 4 ตัวละครหลัก ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในเครือข่ายนี้เจ้าหน้าที่รัฐผู้เปิดประตูหลังข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนราษฎร์ในพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและเขตชายแดนที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและอำนาจหน้าที่ นำรายชื่อบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว บุคคลไร้สัญชาติ หรือสวมชื่อในทะเบียนบ้านร้าง เพื่อออก "บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน" (บัตรหัว 0) หรืออนุมัติการสวมสิทธิบัตรประชาชนไทยอย่างผิดกฎหมายและนายหน้าคนกลาง ตัวเชื่อมระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตกับกลุ่มทุนเทา ทำหน้าที่จัดหารายชื่อ เหยื่อ หรือบุคคลไร้สถานะ พร้อมตั้งราคาค่าดำเนินการสวมบัตรตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อใบ ผู้สวมสิทธิ / นอมินีบัตรหัว 0
บุคคลที่ได้รับการแปลงสัญชาติหรือสวมบัตรประชาชนไทยเรียบร้อยแล้ว ถูกใช้เป็น "นอมินี" ในการเปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า VIP) จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท กว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ และถือครองสินทรัพย์แทนกลุ่มทุนเบื้องหลังนายทุนใหญ่ผู้ถือหมายแดง ตัวการใหญ่ระดับผู้สั่งการ ซึ่งเป็นอาชญากรข้ามชาติที่มี หมายแดง จากอินเตอร์โพลติดตัว หลบหนีคดีจากต่างประเทศเข้ามาซุกตัวในประเทศไทย ใช้เอกสารสวมสิทธิใหม่ในการเดินทาง ฟอกเงิน และดำเนินธุรกิจสีเทา โดยพบเงินหมุนเวียนผ่านเครือข่ายนี้มากกว่าหลายร้อยล้านบาท
ถอดรหัสภัยเงียบ จาก "สวมบัตร" สู่ "ฟอกเงินข้ามชาติ"
กลยุทธ์ที่ขบวนการนี้ใช้คือการอาศัย "บัตรหัว 0" (บุคคลซึ่งไม่มีสถานะทางทะเบียน) เป็นสารตั้งต้น ก่อนจะดำเนินการปรับเปลี่ยนสถานะ ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ หรือสวมรอยเป็นคนไทยเต็มตัว เพื่อสร้าง "ตัวตนใหม่"ที่ขาวสะอาดในทางกฎหมาย
เมื่อได้บัตรประชาชนไทยมาครอบครอง อาชญากรหมายแดงเหล่านี้สามารถเปิดบัญชีธนาคารทำธุรกรรมทางการเงินในไทยได้โดยไม่ถูกระงับหรือจับตาตามมาตรการ AMLO ฟอกเงินหมุนเวียนเงินที่ได้จากการกระทำความผิดข้ามชาติ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ สถานบันเทิง และคริปโทเคอร์เรนซีหลบเลี่ยงการจับกุมตรวจสอบระบบไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) หรือด่านตรวจคนเข้าเมืองได้ยากขึ้น เนื่องจากชื่อและเอกสารในระบบตรงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของรัฐ
ปฏิบัติการเดินหน้าถอนรากถอนโคน "เผยเงาเหนือ" ภายใต้การนำของ "บิ๊กราญ" และการขับเคลื่อนของ "บิ๊กนพ-น.1" กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญในการเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งการอายัดทรัพย์สิน ตรวจสอบเส้นทางการเงินเชิงลึก และประสานงานกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อยึดทรัพย์และส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายแดงกลับไปดำเนินคดี
การทลายเครือข่ายสวมบัตรประชาชนครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการปราบปรามอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นการกู้วิกฤตความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร์ และตัดวงจรฟอกเงินข้ามชาติ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นสวรรค์ของอาชญากรเทาข้ามชาติอีกต่อไป
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าจะเดินหน้าบูรณาการร่วมกับกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยายผลตรวจสอบขบวนการสวมสิทธิทางทะเบียนอย่างต่อเนื่องพร้อมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องไม่ละเว้นตามพยานหลักฐาน เพื่อปกป้องความถูกต้องของระบบทะเบียน ความมั่นคงของประเทศ และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน
สกู๊ปพิเศษ : เปิดปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” เจาะลึกเครือข่ายสวมบัตรประชาชน