#ประกาศิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้แก่..
"ผิดอะไร ผิดได้ แต่ วิชชาผิด ข้าไม่เลี้ยง!"
นี่คือคำสั่งเด็ดขาดของต้นธาตุผู้ดูแลภพ ๓ #ให้ผู้เผยแผ่วิชชาธรรมกายทุกกลุ่ม ทุกสำนัก ได้ตระหนัก!
#วิชชาผิด คือ #สอนผิด #สอนเพี้ยน #สอนเปิดช่องให้ภาคกลางดำเข้ามาปนเป็น #สอนไม่ได้ #สอนไม่เป็น สอนไม่ถูก ไม่มีผลงานการสอนที่ได้คุณภาพ แต่ก็ยังเผยแผ่เปิดสอนสมาธิแบบแช่อิ่มหมักดองจองจำผู้เรียนให้ล่าช้าต่อการเข้าถึงดวงปฐมมรรคและเข้าถึงหลักสูตรพื้นฐาน ๑๘ กาย ล้วนมีโทษทั้งนั้น
หลวงพ่อวัดปากน้ำ ไม่เลี้ยง ไม่ยินดีกับการกระทำดังกล่าวมานี้ แล้วโทษที่จะได้รับคืออะไร..?
โปรดอย่าลืมว่า สองยุคสองสมัยที่ผ่านมานั้น #กองทัพธรรมภาคขาว ได้ส่งแม่ทัพลงมาเพื่อทำวิชชาภาคปราบ โดยมีนโยบายฝึกวิทยากรให้ออกสอนเพื่อเปิดปฐมมรรคและสอนในหลักสูตรพื้นฐาน ๑๘ กายให้แก่ผู้เรียนให้กว้างขวางออกไป ส่วนภาคการรบหรือภาคปราบก็ปราบกันไปเ่ป็นการทำงานในส่วนละเอียด ส่วนเผยแผ่ก็เผยแผ่กันไป เป็นการทำงานในส่วนหยาบ แต่ทั้งสองส่วนต่างเอื้อเฟื้ออุปถัมป์กัน กล่าวคือ เมื่อฝ่ายเผยแผ่สอนให้ผู้คนเข้าถึงธรรมกายได้มากขึ้น ธรรมภาคขาวก็จักสามารถขยายอาณาเขตการปกครองใจสัตว์โลกได้มากขึ้น ส่งผลให้ใจมนุษย์มีศีลธรรมถูกต้องลงรอยใจของภาคขาวอย่างแท้จริง ส่งผลให้งานภาคปราบมีกำลังยิ่งขึ้น เพราะฐานทัพของธรรมภาคขาวมีมากขึ้นจากการที่มีผู้เรียนได้เข้าถึงธรรมกายได้นั่นเอง
แต่ถ้ากลุ่มใด สำนักใด สอนผิดสอนเพี้ยนจนไม่เกิดคุณภาพของงานสอน ไม่เกิดผลการเข้าถึงธรรมกายที่ถูกตรงใดๆ แปลว่า งานเผยแผ่ของสำนักนั้นๆ ไม่เป็นคุณไม่เป็นประโยชน์ต่อธรรมภาคขาวกลับไปเป็นคุณประโยชน์ต่อธรรมภาคกลางดำไปเสีย เพราะความผิดเพี้ยนทั้งปวงเป็นวิชชาปกครองของภาคกลางดำ ถ้าสอนถูกต้องย่อมต้องมีผลการสอนปรากฏชัดเจนว่ามีผู้เรียนเห็นดวงปฐมมรรค และสามารถต่อวิชชาให้ผู้เรียนเดินวิชชาในหลักสูตรพื้นฐาน ๑๘ กายได้ ถ้าสอนผิดสอนเพี้ยนย่อมไม่เกิดผลทางวิชชาใดๆ นี่เข้าสู่โทษที่หลวงพ่อวัดปากน้ำกล่าวไว้ว่า "ข้าไม่เลี้ยง" เช่นกัน
โทษหนัก ของกองทัพธรรมภาคขาวในยุคทำวิชชาภาคปราบ ก็คือ "เซฟ" ได้แก่ การลงโทษสถานหนักแก่ผู้ขบถทรยศต่อวงศ์สายภาคขาว เช่น สอนผิดสอนเพี้ยน สอนวิชชาต่อตีนโจร สอนวิชชาให้เกิดการชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน กล่าวให้ชัด ก็คือสอนให้ธรรมภาคกลางดำ หรือธรรมภาคมารได้ช่องเข้ามาปกครองใจของสัตว์โลกได้นั่นเอง การลงโทษ "เซฟ" มีปรากฏเป็นหลักฐานในตำราวิชชามรรคผลพิสดาร ภาค๒ บทที่ ๑๘ เซฟ-มรรค มีคำอธิบาย ดังนี้..
"#เซฟ" นั้นคือ #คุกหรือที่คุมขังนักโทษผู้กระทำผิด คือธาตุธรรมในภพนั้นๆ ประชุมกันว่า ถ้าใครทำผิดต่อวงศ์สายขาว #หรือเป็นไส้ศึกและเป็นแนวที่๕ทรยศต่อวงศ์สายขาว หรือที่เรียกว่า "#ขบถ" แล้วให้ "เซฟ" เป็นผู้ดึงดูดธาตุธรรมของผู้นั้นมาทำลายเสีย ดุจดังว่าผู้รักษากฏหมาย หรือกฏอัยการศึกก็ให้ "#ยิงเป้า" เสีย
ข้อมูลนี้มีปรากฏในตำราวิชชามรรคผลพิสดาร ภาค๒ ท่านต้องเข้าไปอ่านเพราะมีเนื้อความวิธีการทำวิชชานำคนผิดลงเซฟไว้อย่างละเอียด คุณลุงการุณย์ กล่าวเสริมว่า ลงเซฟไม่มีอะไรเหลือ ตกนรกยังดีกว่าถูกเซฟ เพราะตกนรกยังมีโอกาสพ้นโทษ ดวงบารมียังอยู่ แต่ลงเซฟ ดวงบารมีใดๆ ที่เคยมีมากน้อยเท่าไร ถูกดับละลายไปสิ้นไม่หลงเหลือ และถูกขังอยู่ในดวงเซฟทุกกายไปจนสุดหยาบสุดละเอียด ยกเว้นกายมนุษย์หยาบนี้กายเดียวที่รอวันตาย เซฟ จึงเป็นโทษหนักดังกล่าวมานี้ ที่สำคัญแกล้งกันไม่ได้ เป็นอาญาสิทธิของแม่ทัพภาคปราบ เสนอต่อที่ประชุมธาตุธรรมภาคขาวทั้งปวงว่าใครสมควรนำลงเซฟ ถ้าธาตุธรรมแม้พระองค์เดียวไม่คัดค้านเลย จึงจะจับบุคคลผู้นั้นลงเซฟ ตามโทษที่ได้อธิบายไปแล้วนั้น
ในยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีสามเณรหนึ่งรูป พระภิกษุต่างประเทศหนึ่งรูป ที่ทราบว่าท่านกระทำผิดต่อแม่ทัพภาคปราบ ตามคำประกาศิตข้าไม่เลี้ยง จึงถูก เซฟ จะมีท่านอื่นอีกหรือไม่ ยังไม่ทราบ แต่เคยได้ยินมาว่าเกือบลงเซฟอยู่ ๑-๒ ท่าน แม่ชีถนอมไปเห็นเข้าจึงท้วงติงหลวงพ่อให้เปลี่ยนใจทัน ในยุคแม่ทัพต้นปราบใหญ่ มีอีก ๒ ท่านถูกลงเซฟ ซึ่งช่วงที่ผู้เขียนรับทราบข้อมูลนี้ ก็เป็นจังหวะเดียวกับเพื่อนสหธรรมิกข์ที่วัดปากน้ำ ส่งข้อมูลมาบอกว่า เจ้าคุณภาวนาวีระ ได้ตรวจผังของธรรมภาคขาว ไปพบผู้ถูกเซฟล่าสุด ๓ ท่าน ซึ่งใน ๓ ท่านมี ๒ ท่านที่ตรงกับแม่ทัพต้นปราบใหญ่จับลงเซฟ นี่แปลว่า รับรู้รับทราบตรงกัน คือมีแม่ชีท่านหนึ่ง พระภิกษุท่านหนึ่ง แม่ชีที่ถูกลงเซฟไม่นานก็จากภพนี้ไป ส่วนภิกษุอีกท่านพอดวงบุญดับหมดเพราะถูกเซฟ ท่านก็ป่วยมาโดยตลอด แต่ทราบว่า ธรรมภาคมารถือว่า บุคคลผู้นี้เป็นตัวละครสำคัญ ยังให้ตายไม่ได้ จึงนำดวงบุญมาต่อเชื่อมที่ขั้วหัวต่อกายแล้วสร้างกายในกายตามวิชชาของภาคกลางดำขึ้นมาต่อชีวิตให้ ภาคขาวพยายามแก้ไขจะพิฆาตให้ท่านผู้นั้นจบลง ภาคกลางดำก็มาช่วยทุกครั้งไป จึงจัดการยังไม่สำเร็จมีชีวิตอยู่มาถึงทุกวันนี้
สำหรับคนที่เป็นวิชชาอย่างดี พอตรวจดูกายในกายของภิกษุท่านนี้ จะทราบชัดทันทีว่า ข้างนอกดูว่ากายใสแต่พอตรวจลึกลงไปกายในเป็นภาคดำ ภาคมารใช้วิธีจำแลงแปลงกายหลอกไว้อีกชั้นหนึ่งให้ข้างนอกยังเห็นว่าใส แต่ถ้าใช้หลักวิชชาตรวจสอบอย่างละเอียดจะทราบว่า กายละเอียดเหล่านี้ดำทั้งหมด เพราะภาคมารกำกับเป็นฉากหลังนั่นเอง
เรื่องเหล่านี้เป็นที่รับรู้กันในแวดวงในของสำนักสอนสมาธิวิชชาธรรมกายมานานแล้ว มากกว่า ๒๐ ปีแล้ว น่าจะประมาณก่อนปี ๒๕๔๒
โดยสรุป ผิดอะไรผิดได้ #หลวงพ่อวัดปากน้ำ พอให้อภัยได้ ถ้าวิชชายังถูกตรงอยู่ และเป็นเพียงความผิดลหุโทษ แต่ถ้าวิชชาผิด วิชชาเพี้ยน หลวงพ่อไม่เอาด้วยแล้ว เข้าขั้น "ข้าไม่เลี้ยง" คือ ต้อง "เซฟ" สถานเดียว
เรื่องของ เซฟ นี้ ไม่ควรมีใครนำมาเป็นข้ออ้างว่าตนสามารถเซฟคนนั้นคนนี้ได้ เพราะเป็นอาญาสิทธิของแม่ทัพภาคปราบเท่านั้น เราไปก้าวก่ายไม่ได้ เพราะเป็นยุคของงานปราบมาร แกล้งกันก็ไม่ได้และอย่าได้เที่ยวไปติต่างว่าตนเองทำได้ เพราะจักกลายเป็นว่า ไม่ใช่หน้าที่ ไปทำได้หรือ ถ้าทำก็มีความผิด เพราะทำเกินหน้าที่ เรื่องก็มีเท่านี้เอง
#วิชชาธรรมกาย แบ่งเป็นระดับอย่างกว้างๆ
ตามความเห็นของผู้เขียนได้ดังนี้..
๑.วิชชาเบื้องต้น
๒.วิชชาสะสางธาตุธรรม
(ใช้วิชชาเบื้องกลาง-เบื้องสูง)
๓.วิชชาภาคโปรด
๔.วิชชาภาคปราบ
๕.วิชชาภาคปกครอง
ส่วนจะเรียนรู้อย่างไร ผู้เขียนชี้แจงคร่าวๆ ได้ดังนี้
✓วิชชาเบื้องต้น ใช้ตำราทางรอดของมนุษย์ ตำราทางมรรคผลเล่มที่มีภาพ ๑๘ กาย ตำราครึ่งหลักสูตร
✓วิชชาสะสางธาตุธรรม ใช้ตำราคู่มือสมภาร ตำราวิชชามรรคผลพิสดารทั้ง ๒ ภาค
✓วิชชาภาคโปรด ใช้ตำราคู่มือวิปัสสนาจารย์ ตำราคู่มือวิทยากรเอก ตำราปุจฉาวิสัชชานาวิชาธรรมกาย
✓วิชชาภาคปราบ ตำราปราบมารทั้ง ๖ ภาค
✓วิชชาภาคปกครอง ตำราปราบมารทั้ง ๖ ภาค
ความจริงไม่จำเป็นต้องแยกว่าใช้ตำราเล่มใดเรียนระดับไหนเลย เพราะทุกท่านต้องอ่านตำราให้ครบทุกเล่มถึงจะดีที่สุด อ่านหลายๆ รอบ แล้วเข้าหาผู้รู้ทางวิชชาช่วยอธิบายพร้อมควบคุมดูแลการปฏิบัติทางวิชชาของเราให้ถูกตรงตามบทฝึกในตำรานั้นๆ ฝึกเองไม่มีทางเก่งและอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ วิชชาธรรมกายต้องเรียนกับผู้เถรตรงทางวิชชาจึงจะพอเอาตัวรอด ที่กล่าวแยกเป็นระดับนี้ เพียงชี้ให้เห็นว่าวิชชา เนื้อหาในตำราทุกเล่มเราต้องแยกแยะได้ว่าจะนำมาใช้ในระดับใด เพื่ออะไร ทำอย่างไร ตามความเหมาะสม ก็เท่านั้นเอง
ผู้เขียนขอเสนอข้อคิดในประเด็นการวางหลักสูตรการสอนสมาธิ ดังนี้
สำนักต่างๆ ที่สอนวิชชาธรรมกาย ถ้าท่านไม่มีตำราเพื่อใช้ในการเรียนรู้ แล้วท่านจะวางหลักสูตรงานเผยแผ่ทางวิชชาอย่างไร..?
จะตรวจสอบการสอนว่าถูกตรงลงรอยใจของธรรมภาคขาวอย่างไร..?
จะเอาอัตโนมติของเจ้าสำนักสอนตามอัธยาศัยได้หรือ..?
ถ้าเกิดความผิดพลาดผิดเพี้ยนท่านรับผลแห่งกรรมที่ได้ทำร้ายผู้เรียนสมาธิกับท่านไหวหรือ..?
ธาตุธรรมภาคขาวจะรับรองงานสอนสมาธิของท่านได้อย่างไร..?
ถ้าไม่มีหลักวิชชาตามตำราความรู้รองรับการเรียนการสอนของท่าน..?
ที่สำคัญงานสอนสมาธิต้องเปิดเผยชัดเจนไม่มีแอบๆ หลบๆ ซ่อนๆ ต้องให้ชาวธรรมกายทุกสำนักเห็นเป็นประจักษ์ว่าสำนักของท่านสอนได้จริงถูกตรงตามตำราวิชชาธรรมกายในระดับต่างๆ อีกด้วย
#
#ประกาศิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
"ผิดอะไร ผิดได้ แต่ วิชชาผิด ข้าไม่เลี้ยง!"
นี่คือคำสั่งเด็ดขาดของต้นธาตุผู้ดูแลภพ ๓ #ให้ผู้เผยแผ่วิชชาธรรมกายทุกกลุ่ม ทุกสำนัก ได้ตระหนัก!
#วิชชาผิด คือ #สอนผิด #สอนเพี้ยน #สอนเปิดช่องให้ภาคกลางดำเข้ามาปนเป็น #สอนไม่ได้ #สอนไม่เป็น สอนไม่ถูก ไม่มีผลงานการสอนที่ได้คุณภาพ แต่ก็ยังเผยแผ่เปิดสอนสมาธิแบบแช่อิ่มหมักดองจองจำผู้เรียนให้ล่าช้าต่อการเข้าถึงดวงปฐมมรรคและเข้าถึงหลักสูตรพื้นฐาน ๑๘ กาย ล้วนมีโทษทั้งนั้น
หลวงพ่อวัดปากน้ำ ไม่เลี้ยง ไม่ยินดีกับการกระทำดังกล่าวมานี้ แล้วโทษที่จะได้รับคืออะไร..?
โปรดอย่าลืมว่า สองยุคสองสมัยที่ผ่านมานั้น #กองทัพธรรมภาคขาว ได้ส่งแม่ทัพลงมาเพื่อทำวิชชาภาคปราบ โดยมีนโยบายฝึกวิทยากรให้ออกสอนเพื่อเปิดปฐมมรรคและสอนในหลักสูตรพื้นฐาน ๑๘ กายให้แก่ผู้เรียนให้กว้างขวางออกไป ส่วนภาคการรบหรือภาคปราบก็ปราบกันไปเ่ป็นการทำงานในส่วนละเอียด ส่วนเผยแผ่ก็เผยแผ่กันไป เป็นการทำงานในส่วนหยาบ แต่ทั้งสองส่วนต่างเอื้อเฟื้ออุปถัมป์กัน กล่าวคือ เมื่อฝ่ายเผยแผ่สอนให้ผู้คนเข้าถึงธรรมกายได้มากขึ้น ธรรมภาคขาวก็จักสามารถขยายอาณาเขตการปกครองใจสัตว์โลกได้มากขึ้น ส่งผลให้ใจมนุษย์มีศีลธรรมถูกต้องลงรอยใจของภาคขาวอย่างแท้จริง ส่งผลให้งานภาคปราบมีกำลังยิ่งขึ้น เพราะฐานทัพของธรรมภาคขาวมีมากขึ้นจากการที่มีผู้เรียนได้เข้าถึงธรรมกายได้นั่นเอง
แต่ถ้ากลุ่มใด สำนักใด สอนผิดสอนเพี้ยนจนไม่เกิดคุณภาพของงานสอน ไม่เกิดผลการเข้าถึงธรรมกายที่ถูกตรงใดๆ แปลว่า งานเผยแผ่ของสำนักนั้นๆ ไม่เป็นคุณไม่เป็นประโยชน์ต่อธรรมภาคขาวกลับไปเป็นคุณประโยชน์ต่อธรรมภาคกลางดำไปเสีย เพราะความผิดเพี้ยนทั้งปวงเป็นวิชชาปกครองของภาคกลางดำ ถ้าสอนถูกต้องย่อมต้องมีผลการสอนปรากฏชัดเจนว่ามีผู้เรียนเห็นดวงปฐมมรรค และสามารถต่อวิชชาให้ผู้เรียนเดินวิชชาในหลักสูตรพื้นฐาน ๑๘ กายได้ ถ้าสอนผิดสอนเพี้ยนย่อมไม่เกิดผลทางวิชชาใดๆ นี่เข้าสู่โทษที่หลวงพ่อวัดปากน้ำกล่าวไว้ว่า "ข้าไม่เลี้ยง" เช่นกัน
โทษหนัก ของกองทัพธรรมภาคขาวในยุคทำวิชชาภาคปราบ ก็คือ "เซฟ" ได้แก่ การลงโทษสถานหนักแก่ผู้ขบถทรยศต่อวงศ์สายภาคขาว เช่น สอนผิดสอนเพี้ยน สอนวิชชาต่อตีนโจร สอนวิชชาให้เกิดการชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน กล่าวให้ชัด ก็คือสอนให้ธรรมภาคกลางดำ หรือธรรมภาคมารได้ช่องเข้ามาปกครองใจของสัตว์โลกได้นั่นเอง การลงโทษ "เซฟ" มีปรากฏเป็นหลักฐานในตำราวิชชามรรคผลพิสดาร ภาค๒ บทที่ ๑๘ เซฟ-มรรค มีคำอธิบาย ดังนี้..
"#เซฟ" นั้นคือ #คุกหรือที่คุมขังนักโทษผู้กระทำผิด คือธาตุธรรมในภพนั้นๆ ประชุมกันว่า ถ้าใครทำผิดต่อวงศ์สายขาว #หรือเป็นไส้ศึกและเป็นแนวที่๕ทรยศต่อวงศ์สายขาว หรือที่เรียกว่า "#ขบถ" แล้วให้ "เซฟ" เป็นผู้ดึงดูดธาตุธรรมของผู้นั้นมาทำลายเสีย ดุจดังว่าผู้รักษากฏหมาย หรือกฏอัยการศึกก็ให้ "#ยิงเป้า" เสีย
ข้อมูลนี้มีปรากฏในตำราวิชชามรรคผลพิสดาร ภาค๒ ท่านต้องเข้าไปอ่านเพราะมีเนื้อความวิธีการทำวิชชานำคนผิดลงเซฟไว้อย่างละเอียด คุณลุงการุณย์ กล่าวเสริมว่า ลงเซฟไม่มีอะไรเหลือ ตกนรกยังดีกว่าถูกเซฟ เพราะตกนรกยังมีโอกาสพ้นโทษ ดวงบารมียังอยู่ แต่ลงเซฟ ดวงบารมีใดๆ ที่เคยมีมากน้อยเท่าไร ถูกดับละลายไปสิ้นไม่หลงเหลือ และถูกขังอยู่ในดวงเซฟทุกกายไปจนสุดหยาบสุดละเอียด ยกเว้นกายมนุษย์หยาบนี้กายเดียวที่รอวันตาย เซฟ จึงเป็นโทษหนักดังกล่าวมานี้ ที่สำคัญแกล้งกันไม่ได้ เป็นอาญาสิทธิของแม่ทัพภาคปราบ เสนอต่อที่ประชุมธาตุธรรมภาคขาวทั้งปวงว่าใครสมควรนำลงเซฟ ถ้าธาตุธรรมแม้พระองค์เดียวไม่คัดค้านเลย จึงจะจับบุคคลผู้นั้นลงเซฟ ตามโทษที่ได้อธิบายไปแล้วนั้น
ในยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีสามเณรหนึ่งรูป พระภิกษุต่างประเทศหนึ่งรูป ที่ทราบว่าท่านกระทำผิดต่อแม่ทัพภาคปราบ ตามคำประกาศิตข้าไม่เลี้ยง จึงถูก เซฟ จะมีท่านอื่นอีกหรือไม่ ยังไม่ทราบ แต่เคยได้ยินมาว่าเกือบลงเซฟอยู่ ๑-๒ ท่าน แม่ชีถนอมไปเห็นเข้าจึงท้วงติงหลวงพ่อให้เปลี่ยนใจทัน ในยุคแม่ทัพต้นปราบใหญ่ มีอีก ๒ ท่านถูกลงเซฟ ซึ่งช่วงที่ผู้เขียนรับทราบข้อมูลนี้ ก็เป็นจังหวะเดียวกับเพื่อนสหธรรมิกข์ที่วัดปากน้ำ ส่งข้อมูลมาบอกว่า เจ้าคุณภาวนาวีระ ได้ตรวจผังของธรรมภาคขาว ไปพบผู้ถูกเซฟล่าสุด ๓ ท่าน ซึ่งใน ๓ ท่านมี ๒ ท่านที่ตรงกับแม่ทัพต้นปราบใหญ่จับลงเซฟ นี่แปลว่า รับรู้รับทราบตรงกัน คือมีแม่ชีท่านหนึ่ง พระภิกษุท่านหนึ่ง แม่ชีที่ถูกลงเซฟไม่นานก็จากภพนี้ไป ส่วนภิกษุอีกท่านพอดวงบุญดับหมดเพราะถูกเซฟ ท่านก็ป่วยมาโดยตลอด แต่ทราบว่า ธรรมภาคมารถือว่า บุคคลผู้นี้เป็นตัวละครสำคัญ ยังให้ตายไม่ได้ จึงนำดวงบุญมาต่อเชื่อมที่ขั้วหัวต่อกายแล้วสร้างกายในกายตามวิชชาของภาคกลางดำขึ้นมาต่อชีวิตให้ ภาคขาวพยายามแก้ไขจะพิฆาตให้ท่านผู้นั้นจบลง ภาคกลางดำก็มาช่วยทุกครั้งไป จึงจัดการยังไม่สำเร็จมีชีวิตอยู่มาถึงทุกวันนี้
สำหรับคนที่เป็นวิชชาอย่างดี พอตรวจดูกายในกายของภิกษุท่านนี้ จะทราบชัดทันทีว่า ข้างนอกดูว่ากายใสแต่พอตรวจลึกลงไปกายในเป็นภาคดำ ภาคมารใช้วิธีจำแลงแปลงกายหลอกไว้อีกชั้นหนึ่งให้ข้างนอกยังเห็นว่าใส แต่ถ้าใช้หลักวิชชาตรวจสอบอย่างละเอียดจะทราบว่า กายละเอียดเหล่านี้ดำทั้งหมด เพราะภาคมารกำกับเป็นฉากหลังนั่นเอง
เรื่องเหล่านี้เป็นที่รับรู้กันในแวดวงในของสำนักสอนสมาธิวิชชาธรรมกายมานานแล้ว มากกว่า ๒๐ ปีแล้ว น่าจะประมาณก่อนปี ๒๕๔๒
โดยสรุป ผิดอะไรผิดได้ #หลวงพ่อวัดปากน้ำ พอให้อภัยได้ ถ้าวิชชายังถูกตรงอยู่ และเป็นเพียงความผิดลหุโทษ แต่ถ้าวิชชาผิด วิชชาเพี้ยน หลวงพ่อไม่เอาด้วยแล้ว เข้าขั้น "ข้าไม่เลี้ยง" คือ ต้อง "เซฟ" สถานเดียว
เรื่องของ เซฟ นี้ ไม่ควรมีใครนำมาเป็นข้ออ้างว่าตนสามารถเซฟคนนั้นคนนี้ได้ เพราะเป็นอาญาสิทธิของแม่ทัพภาคปราบเท่านั้น เราไปก้าวก่ายไม่ได้ เพราะเป็นยุคของงานปราบมาร แกล้งกันก็ไม่ได้และอย่าได้เที่ยวไปติต่างว่าตนเองทำได้ เพราะจักกลายเป็นว่า ไม่ใช่หน้าที่ ไปทำได้หรือ ถ้าทำก็มีความผิด เพราะทำเกินหน้าที่ เรื่องก็มีเท่านี้เอง
#วิชชาธรรมกาย แบ่งเป็นระดับอย่างกว้างๆ
ตามความเห็นของผู้เขียนได้ดังนี้..
๑.วิชชาเบื้องต้น
๒.วิชชาสะสางธาตุธรรม
(ใช้วิชชาเบื้องกลาง-เบื้องสูง)
๓.วิชชาภาคโปรด
๔.วิชชาภาคปราบ
๕.วิชชาภาคปกครอง
ส่วนจะเรียนรู้อย่างไร ผู้เขียนชี้แจงคร่าวๆ ได้ดังนี้
✓วิชชาเบื้องต้น ใช้ตำราทางรอดของมนุษย์ ตำราทางมรรคผลเล่มที่มีภาพ ๑๘ กาย ตำราครึ่งหลักสูตร
✓วิชชาสะสางธาตุธรรม ใช้ตำราคู่มือสมภาร ตำราวิชชามรรคผลพิสดารทั้ง ๒ ภาค
✓วิชชาภาคโปรด ใช้ตำราคู่มือวิปัสสนาจารย์ ตำราคู่มือวิทยากรเอก ตำราปุจฉาวิสัชชานาวิชาธรรมกาย
✓วิชชาภาคปราบ ตำราปราบมารทั้ง ๖ ภาค
✓วิชชาภาคปกครอง ตำราปราบมารทั้ง ๖ ภาค
ความจริงไม่จำเป็นต้องแยกว่าใช้ตำราเล่มใดเรียนระดับไหนเลย เพราะทุกท่านต้องอ่านตำราให้ครบทุกเล่มถึงจะดีที่สุด อ่านหลายๆ รอบ แล้วเข้าหาผู้รู้ทางวิชชาช่วยอธิบายพร้อมควบคุมดูแลการปฏิบัติทางวิชชาของเราให้ถูกตรงตามบทฝึกในตำรานั้นๆ ฝึกเองไม่มีทางเก่งและอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ วิชชาธรรมกายต้องเรียนกับผู้เถรตรงทางวิชชาจึงจะพอเอาตัวรอด ที่กล่าวแยกเป็นระดับนี้ เพียงชี้ให้เห็นว่าวิชชา เนื้อหาในตำราทุกเล่มเราต้องแยกแยะได้ว่าจะนำมาใช้ในระดับใด เพื่ออะไร ทำอย่างไร ตามความเหมาะสม ก็เท่านั้นเอง
ผู้เขียนขอเสนอข้อคิดในประเด็นการวางหลักสูตรการสอนสมาธิ ดังนี้
สำนักต่างๆ ที่สอนวิชชาธรรมกาย ถ้าท่านไม่มีตำราเพื่อใช้ในการเรียนรู้ แล้วท่านจะวางหลักสูตรงานเผยแผ่ทางวิชชาอย่างไร..?
จะตรวจสอบการสอนว่าถูกตรงลงรอยใจของธรรมภาคขาวอย่างไร..?
จะเอาอัตโนมติของเจ้าสำนักสอนตามอัธยาศัยได้หรือ..?
ถ้าเกิดความผิดพลาดผิดเพี้ยนท่านรับผลแห่งกรรมที่ได้ทำร้ายผู้เรียนสมาธิกับท่านไหวหรือ..?
ธาตุธรรมภาคขาวจะรับรองงานสอนสมาธิของท่านได้อย่างไร..?
ถ้าไม่มีหลักวิชชาตามตำราความรู้รองรับการเรียนการสอนของท่าน..?
ที่สำคัญงานสอนสมาธิต้องเปิดเผยชัดเจนไม่มีแอบๆ หลบๆ ซ่อนๆ ต้องให้ชาวธรรมกายทุกสำนักเห็นเป็นประจักษ์ว่าสำนักของท่านสอนได้จริงถูกตรงตามตำราวิชชาธรรมกายในระดับต่างๆ อีกด้วย
#