[CR] No.229 Le Successeur (2023) : ความลับ หลัง ไต่เต้าสู่ความสำเร็จ


- ดูจบไปหลายวันยังคิดไม่ตกว่าจะเริ่มต้นหยิบยกคำไหนมาเอ่ยก่อนดี ในเมื่อสิ่งที่นำเสนอมันพูดถึงเรื่องที่ซ่อนอยู่ก้นลึกในบ้านอย่างปมเอดิปุส (Oedipus Complex) ที่เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาวิเคราะห์ของซิกมุนด์ ฟรอยด์ มาใช้เป็นประเด็นสำคัญที่ปล่อยผ่านไปไม่ได้ แม้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกบ้านแต่ปฏิเสธยากว่าความสัมพันธ์ภายในอาจก่อให้เกิดปมทางใจที่ต้องหาทางรับมือไม่ให้กลายเป็นบาดแผลสะสมเช่นเดียวกับตัวเอกอย่าง เอเลียส์  ดีไซเนอร์หนุ่มไฟแรงเฟอร์ที่ได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ประจำห้องเสื้อแฟชั่นในกรุงปารีสด้วยภาพลักษณ์ของความมุ่งมั่น ความทะเยอทะยานที่ถูกถ่ายทอดอย่างรวบรัดด้วย Scene บรรดานางแบบเดินบน Runway ท่ามกลางเหล่า Celebs ที่นั่งล้อมรอบอยู่บนที่นั่งที่ Set เป็นรูปก้นหอยโดยใช้วิธีโฟกัสแบบ Long Take ที่นอกจากตื่นตาไปกับการออกแบบและจัดสรร Costume ของบรรดานางแบบแล้วยังเชิญทึ่งกับความใส่ใจใน Details ระยิบระยับรอบตัวที่ค่อย ๆไหลออกมาภายใต้บรรยากาศ ลักชู ไม่ว่าจะเป็นภาพเบื้องหลังที่ทีมงานเดินขวักไขว่กันราวกับกำลังวิ่งผลัด หรือจังหวะที่ทีมงานคนหนึ่งเรียกเอเลียส์ออกไปบนเวทีหลังนางแบบเดินครบทุกคนขณะยืนกุมหน้าอกด้วยความเจ็บปวดที่ทำให้ผมเกิดความสนใจติดตามอย่างรวดเร็ว

- ความที่หนังเล่าไปเรื่อยตามวิถีหนังยุโรจนบางทีตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 53 นาที ลำบากที่จะคาดการณ์หนทางข้างหน้าได้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ?  แม้ตัวหนังดูสะดวกในแง่ของวิธีการแต่สิ่งที่ไม่ง่ายตามมาคือ สาร ที่นำเสนอแบบตีความที่ผมต้องพยายามจดจ่อตามชีวิตส่วนตัวของเอเลียส์ที่กำลังไปได้สวยในหน้าที่การงานถึงขั้นมีเอเจนซี่ติดต่อให้ไปถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสารชื่อดัง ซึ่งนอกจากจะเป็นใบเบิกทางให้กูได้เฉิดฉายแล้วยังช่วยการันตีฝีมือในฐานะดีไซเนอร์ชั้นนำที่กำลังจะพาก้าวเข้าสู่ประตูแห่งความสำเร็จ ทว่าในจังหวะที่ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปได้สวย กลับมีเจ้าหน้าที่มาหาพร้อมเหตุผลที่ทำให้ต้องรายงานตัวกระทันหันเท่านั้นแหล่ะมันทำให้โลกทั้งใบที่รายล้อมด้วยแสง ตำแหน่ง และชื่อเสียงที่กูอุตส่าห์ดิ้นรนสั่งสมมาจนถึงจุดนี้ด้วยตัวเองต้องชะงักลงเพราะการจากไปของคนที่กูเกลียดมาตลอดอย่าง พ่อ  โดยที่หนังไม่ได้แสดงภาพตามที่ผมชิงมโนไปล่วงหน้าให้เห็นว่ากูจะต้องทำยังไงต่อจากนี้

- พอได้รับแจ้งเหตุที่ทำให้ต้องกลับมาเยือนสถานที่ที่กูจากมานานจนขี้เกียจนับว่าผ่านมากี่ปี บรรยากาศของหนังจึงเปลี่ยนจากความอลังการงานออกแบบมาสู่การเล่าเรื่องในสเกลกะทัดรัดที่สามารถจับต้องได้มากขึ้นกับเรื่องราวในครอบครัวที่เป็นทั้งประเด็นหลักและจุดเริ่มต้นของการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังระหว่างเอเลียส์กับพ่อบังเกิดเกล้า ซึ่งหนังเลือกถ่ายทอดผ่านคำพูดเป็นหลักแล้วปล่อยให้คนดูไปคิดและปะติดปะต่อเรื่องราวกันตามอัธยาศัยว่าการที่หนังไม่มี Scene ประกอบในรูปแบบ Flashback จึงทำให้เราไม่ได้เห็นภาพความสัมพันธ์ในอดีตอย่างเป็นรูปธรรมจึงเชื่อมโยงที่มากับเหตุผลของตัวละครได้ไม่เต็มอิ่มเพราะเปิดเรื่องมาก็ทิ้งบอมด้วยปมสำคัญให้รับรู้กันทันทีว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างนี้ เอาเถอะ ไม่ได้ถือเป็นปัญหาใหญ่โตอะไรในเมื่อหลังจากเอเลียส์ กลับมายังบ้านเกิดที่แคนาดา หนังได้เทเวลาไปกับการแกะรอยและสำรวจปมในใจที่เขามีต่อพ่อในบ้านที่เคยอาศัยมาตั้งแต่เกิด ขณะเดียวกันค่อย ๆ ชูกลิ่นอายความเป็น Whodunit แบบหนังสืบสวนเข้าไปผสม ร่วมกับ Situations ให้มีบรรยากาศระทึกเบา ๆ กระตุ้นความสงสัยถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้าน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นที่ ๆ กูยินดีที่ไม่รู้จักอีกต่อไป

- ระหว่างสังเกตการรับมือและจัดเตรียมเอกสารทางกฎหมายในฐานะทายาทเพียงคนเดียว ความสงสัยเกี่ยวกับการสะสางสิ่งที่พ่อทิ้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของภายในบ้านหรือพินัยกรรมที่เกี่ยวข้องกับมรดกตกทอดแบบ Fight บังคับค่อย ๆ ก่อตัวเป็นแรงกระตุ้นให้อยากรู้จักตัวตนของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของกูทีละนิด ทว่าด้วยวิธีเล่าอย่างเชื่องช้าและค่อยเป็นค่อยไป จึงเริ่มมีอาการกรึ่ม ๆ จากความเนือยที่สะสมเพราะรู้สึกว่าหนังยังคงพอใจกับการสาละวนอยู่ในกิจวัตรส่วนตัวของเอเลียส์ ไม่ว่าจะเป็นการมาเยือนของเพื่อนพ่อหรือเพื่อนบ้านที่แวะมาสอดส่องด้วยความเป็นห่วงและสงสัยตามสไตล์ป้าข้างบ้านจนเชิญให้อึดอัดพร้อมกับหวนคิดถึงชีวิตศิวิไลซ์อีกซีกโลกที่หนังยังเอ่ยถึงเป็นระยะ แถมยังสะท้อนความแตกต่างผ่านโทนสีของภาพราวกับอยู่คนละโลกที่ตระหนักว่าแม้ Status เปลี่ยนไปแต่ปฏิเสธรากเหง้าไม่ได้อยู่ลึก ๆ ในเมื่อความเป็นคน Native ยังคงไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของคนที่กูเกลียดและท้ายที่สุดก็เป็นสิ่งที่ลากกูต้องกลับมาเผชิญด้วยความกระอักกระอ่วนจนอยากจะรีบออกไปใจจะขาด

- ประเมินทรงตัวเองแล้วว่าใกล้จะวูบเต็มที กระทั่งช่วงที่เอเลียส์เดินลงไปยังชั้นใต้ดิน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงกรี๊ดดังขึ้นจนต้องหันกลับไปดูก่อนจะเห็นตัวเขาวิ่งแจ้นออกมาจากห้องหนึ่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเพราะดันไปพบบุคคลปริศนาอยู่ในนั้น แถมยังเป็นบ้านของพ่อที่เขากำลังอาศัยอีกด้วย พอเจอเข้าอย่างนี้เข้า ความสนใจของผมจึงกลับมาทำงานต่อทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเมื่อ Situations พลิกมาถึงขนาดนี้ แม้ไม่ได้อธิบายบางอย่างที่ยังสงสัยให้กระจ่างถึงหลักความสมเหตุสมผลแต่โดยรวมสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นตามชื่อเรื่องได้อย่างเลือดเย็นจนสะเทือนท่ามกลางชีวิตภายนอกที่สมบูรณ์แต่กลับเหลวแหลกอยู่ภายในเพราะไม่สามารถเลือกServ เกิด ได้ ถึงพยายามกำหนดเส้นทางชีวิตใหม่ก็ตามสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิดจะยังคอยย้อนกลับมาให้รู้สึกโดยเฉพาะความรักที่ไม่ได้มอบให้บริสุทธิ์แต่แฝงไว้ด้วยซึ่งบุญคุณที่ต้องตอบแทนจนกลายเป็นความจำยอมและต้องฝืนทนด้วยความขมขื่น เมื่อมองสิ่งเหล่านี้ผ่านบริบทสังคมไทยผ่านฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมจนชวนสะพรึงของเฮีย Marc-André Grondin จึงยิ่งเป็นเรื่องที่โคตรละเอียดอ่อนต่อการพยายามหาเหตุผลมาโต้แย้งถึงกรอบความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมานานจนเป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงสร้างไม่ว่า  จะเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ความสำเร็จ หรือความล้มเหลว อยู่ที่ว่าอยากบอกเรื่องอะไร ? สังคมอยากรับรู้เรื่องอะไรมากกว่า ?

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่