1.การดับตัวตนจะเป็นการลอกคราบรูปนามเก่าไปรูปนามใหม่ ผลคือสภาพจิตใจจะมีความสว่างต่างจากเดิม อันเป็นการเห็น อนิจจัง อนัตตาของจิตเช่นกัน
2.จิตที่เป็นกุศล ไม่สามารถสรุปได้ในความรู้สึกขณะเดียว เพราะกุศลิตเช่น ความสุข สว่าง ว่าง ของจิตมีการเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้นหรือมีกำลังมากขึ้นเมื่อ
เอาจิตเข้าไปรู้ และดับความเป็นอกุศลต่างๆ เช่น คิด โลภ โกรธ หลง อยู่ภายในได้
3.เพื่อให้จิตมีความสว่าง ว่าง อยู่เสมอ กระบวนกายซ้อนกาย จึงมีความสำคัญยิ่ง จากจิตเดิมซ้อนเข้าไปแล้วจิตใหม่เป็นอย่างไร กายในสภาวะใหม่จะมีความสว่าง ว่าง กว่ากายเดิม และจิตก็จะเป็นจิตที่สว่าง ว่าง จากเดิม ตามความเป็นปัจจัยปริคหญาน
4.เมื่อกายซ้อนกายถึงระดับ กายจะได้รับการชำระ จนอุปทานความเป็นกาย หายไปสิ้น จิตจึงมีความตั้งมั่นสูงตาม อันหมายถึง สมาธิหรือฌานสูง
จิตจะเป็นดั่งลอยอยู่เหนือศรีษะ อันเป็นลักษณะของ ณาน4 ที่จิตดับความคิด ดับรูปได้ จึงลอยอยู่เหนือศรีษะได้ จึงมองเห็นรูปนามออกไปทุกทิศ ทั้งข้างหน้า ข้างๆ ข้างล่าง ข้างหลัง ข้างบน โดยการตั้งมั่นนี้ ตั้งอยู่ในท่ามกลาง สังขารธรรมที่เปลี่ยแปลงอยู่รอบๆ หรือ ความเป็นสังขารธรรมต่างๆไม่อาจดึง เหนี่ยวรั้งความตั้งมั่นของจิตภายในให้เปลี่ยนแปลงได้
กายซ้อนกาย กับผลความตั้งมั่นของจิต
2.จิตที่เป็นกุศล ไม่สามารถสรุปได้ในความรู้สึกขณะเดียว เพราะกุศลิตเช่น ความสุข สว่าง ว่าง ของจิตมีการเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้นหรือมีกำลังมากขึ้นเมื่อ
เอาจิตเข้าไปรู้ และดับความเป็นอกุศลต่างๆ เช่น คิด โลภ โกรธ หลง อยู่ภายในได้
3.เพื่อให้จิตมีความสว่าง ว่าง อยู่เสมอ กระบวนกายซ้อนกาย จึงมีความสำคัญยิ่ง จากจิตเดิมซ้อนเข้าไปแล้วจิตใหม่เป็นอย่างไร กายในสภาวะใหม่จะมีความสว่าง ว่าง กว่ากายเดิม และจิตก็จะเป็นจิตที่สว่าง ว่าง จากเดิม ตามความเป็นปัจจัยปริคหญาน
4.เมื่อกายซ้อนกายถึงระดับ กายจะได้รับการชำระ จนอุปทานความเป็นกาย หายไปสิ้น จิตจึงมีความตั้งมั่นสูงตาม อันหมายถึง สมาธิหรือฌานสูง
จิตจะเป็นดั่งลอยอยู่เหนือศรีษะ อันเป็นลักษณะของ ณาน4 ที่จิตดับความคิด ดับรูปได้ จึงลอยอยู่เหนือศรีษะได้ จึงมองเห็นรูปนามออกไปทุกทิศ ทั้งข้างหน้า ข้างๆ ข้างล่าง ข้างหลัง ข้างบน โดยการตั้งมั่นนี้ ตั้งอยู่ในท่ามกลาง สังขารธรรมที่เปลี่ยแปลงอยู่รอบๆ หรือ ความเป็นสังขารธรรมต่างๆไม่อาจดึง เหนี่ยวรั้งความตั้งมั่นของจิตภายในให้เปลี่ยนแปลงได้