“คนสองคนที่ไม่เคยรู้จักกัน กลับมีเรื่องราวเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่ก่อนที่เราจะเกิดมาเจอกัน…เกือบหนึ่งปีที่เราได้รู้จักกัน หลายอย่างกลับตรงกับคำทักของแม่ชี จนอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่คือพรหมลิขิตหรือแค่ความบังเอิญ?“
ก่อนที่จะเจอเขา…
ย้อนกลับไปเกือบ 2 ปีก่อน ตอนที่เราเปิดเทอมขึ้น ม.4 ตอนนั้นมีแม่ชีคนหนึ่งทักเราเอาไว้ประมาณว่า
“ตอนนี้เนื้อคู่เข้ามาแล้วนะ แต่เข้ามาแบบลางๆ ยังไม่เต็มตัว จะเข้ามาแบบจริงจังตอนกำลังจะขึ้น ม.5 จะเจอกันโดยที่เราอยู่กลุ่มเดียวกับเพื่อนเขา และเขาก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย เขาจะจีบเราผ่านเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกัน แต่เราจะยังไม่เปิดใจ เพราะตอนนั้นยังอยากโฟกัสตัวเองและไม่อยากมีความรัก
ถ้าช่วงที่เราห่างกัน เราไปมีคนอื่น เราจะไม่ได้เจอคนคนนี้อีก แต่ถ้าเราไม่ไปมีใคร เราสองคนจะกลับมาเจอกันอีกครั้งในช่วงที่เราใกล้จะจบมหาวิทยาลัย และมีโอกาสแต่งงานกันในอนาคต
เขาจะตามใจเรา ยอมเราหลายอย่าง อยากได้อะไรก็จะหามาให้ ฐานะทางบ้านพอมี รูปร่างผอม ผิวแทน สูงกว่าเรามาก โครงหน้ารูปไข่ และหน้าตาไม่ได้หล่อมากนัก”
ตอนนั้นเราฟังไว้เฉยๆค่ะ ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเราเองก็ไม่ได้เชื่อเรื่องเนื้อคู่ขนาดนั้น คิดว่าคงเป็นแค่คำทักทั่วไป
จนกระทั่งใกล้สอบปลายภาค ม.4 และกำลังจะขึ้น ม.5…
แล้วเขาก็เข้ามาจริงๆ
มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาจีบเรา เขาสูงประมาณ 183 ซม. รูปร่างผอม ผิวแทน หน้าตาธรรมดาๆ และเข้ามาจีบเราผ่านเพื่อนของเขาที่เราสนิท ตอนนั้นเราอายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี
ช่วงแรกเราปฏิเสธเขาไปตรงๆ เพราะเรายังไม่พร้อมมีใคร ไม่อยากให้เขาต้องรอ และไม่อยากให้เขามีความหวังกับเราแล้วสุดท้ายต้องเจ็บเพราะเรา
เราบอกเขาประมาณว่า “ขอไม่คุยนะ เรายังไม่พร้อมมีใคร ไม่อยากให้เธอต้องมารอเรา”
แต่เขากลับตอบว่า “รอเราได้ จะรอวันที่เราพร้อม ขอแค่ได้คุยกันไปก่อนได้ไหม”
เรายังคงปฏิเสธอยู่พักหนึ่ง แต่เขาก็ยังทักมาชวนคุยทุกวัน จากคนที่ตอนแรกเราแทบไม่ได้สนใจ กลายเป็นคนที่เราคุยด้วยทุกวัน จากการพูดคุยธรรมดาๆ ความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
ตอนแรกเราไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะกลายมาเป็นคนสำคัญในชีวิต
แต่พอเวลาผ่านไป เรากลับเริ่มสังเกตว่า…
* เราเจอกันในช่วงที่กำลังจะขึ้น ม.5
* เขาจีบเราผ่านเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกับเรา
* เขาสูงมาก รูปร่างผอม ผิวแทน
* ลักษณะหลายอย่างตรงกับคำทักที่เราเคยได้ยินมา
ตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดว่าเขาคือ “เนื้อคู่” หรอกค่ะ แค่เริ่มรู้สึกว่า ทำไมมันถึงตรงขนาดนี้
แต่เรื่องที่ทำให้เราสงสัยมากที่สุด กลับไม่ใช่เรื่องของเราสองคน…
หลังจากที่เราพัฒนาความสัมพันธ์กันมาระยะหนึ่ง เราสองคนเพิ่งมารู้ทีหลังว่า…
ยายของเรา กับย่าของเขา เคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน เมื่อประมาณ 30–40 ปีก่อน ทั้งคู่เคยขายของด้วยกันมานานกว่า 20 ปี แต่ด้วยเหตุบางอย่าง ทำให้ต้องแยกย้ายกันไป หลังจากนั้นครอบครัวของเราสองคนก็ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในจังหวัดเดียวกัน
และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ…
บ้านของเราสองคนอยู่ห่างกันแค่ประมาณ 2 กิโลเมตร ทั้งๆที่ตอนนั้นเราไม่เคยรู้จักกันเลย และก่อนที่เราสองคนจะเกิด แม่ของเรายังเคยไปงานแต่งงานของพ่อแม่เขา เคยไปทำบุญบ้านของครอบครัวเขาอีกด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต และแทบไม่มีใครจำได้แล้วว่าเคยเป็นเพื่อนบ้านหรือเคยรู้จักกันมาก่อน
จนวันหนึ่ง…
ลูกหลานของคนสองคนที่เคยเป็นเพื่อนกัน กลับมาเจอกันและกลายเป็นคนรักกัน เมื่อครอบครัวของเราสองคนรู้เรื่องนี้ เราจึงได้กลับมาเจอกันในฐานะครอบครัวอีกครั้ง ยายของเรากับย่าของเขาได้กลับมากอดกันอีกครั้ง จากคนที่เคยห่างหายกันไปหลายสิบปี กลับมาเจอกันและไปมาหาสู่กันเหมือนเดิม เพียงแต่ครั้งนี้…หลานของพวกเขากลายเป็นคนรักกัน
ตลอดเวลาที่คบกันเกือบหนึ่งปี…
เขาสม่ำเสมอกับเรามาตลอด เราอยากได้อะไร เขาก็พยายามทำงานเก็บเงินเพื่อซื้อให้ เราอยากไปเที่ยวกับเพื่อน เขาก็ทำงานหาเงินให้เราไปเที่ยว เขาเคยพาเราไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวของเขา และไม่เคยให้เราออกเงินเอง พ่อแม่ของเขาก็เอ็นดูเรา ซื้อของมาฝาก ชวนไปเที่ยว และไปรับไปส่งเราถึงบ้านหลายครั้ง เราอยากกินอะไร เขาก็ขับรถไปซื้อมาให้ถึงหน้าบ้าน วันที่เราไปโรงเรียนไม่ทัน เขาก็มารับเราที่บ้านไปส่งโรงเรียน เราเคยบอกว่าอยากกินชาบู อยากไปเที่ยว เขาก็บอกว่า “ขอทำงานเก็บเงินก่อนนะ แล้วเดี๋ยวพาไป” และเขาก็ทำตามที่พูดจริง ๆ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเหลือเงินติดตัวอยู่แค่ 100 บาท แต่วันนั้นเราไม่ได้เอาเงินไปโรงเรียน เขาเลือกซื้อข้าวให้เรา แล้วตัวเองยอมกินแค่น้ำกับขนมปังชิ้นเดียว แถมยังไม่คิดให้เราคืนเงินอีก
ตอนนั้นเราอาจไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้มากเท่ากับวันนี้ แต่พอมองย้อนกลับไป เราถึงได้รู้ว่า…เขาพยายามทำให้เราสบาย แม้บางครั้งตัวเขาเองจะต้องลำบาก
แต่คนที่ยังไม่เปิดใจเต็มที่ กลับเป็นเรา ตลอดเวลาที่คบกัน เขาเป็นคนที่พยายามรักษาความสัมพันธ์มาตลอด ส่วนเราเองกลับเป็นฝ่ายที่ชอบน้อยใจ เราชอบบอกเลิก ชอบบอกให้เขาถอย ชอบบอกให้เขายอมแพ้ และหลายครั้งก็บอกให้เขาเลิกจีบเรา
แต่เขาไม่เคยยอมแพ้ เขาบอกเสมอว่า “ยังไงก็จะรอวันที่เธอพร้อม” หลายครั้งที่เราพูดว่าจะเลิก เขาร้องไห้ หลายครั้งที่เราทะเลาะกัน เขาเป็นฝ่ายขอโทษก่อน
ช่วงหนึ่งเขากำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของการขึ้นมหาวิทยาลัย ส่วนเรายังเรียนมัธยมอยู่ เขาต้องซ้อมกีฬา ต้องทำงาน และต้องเตรียมตัวเรื่องมหาวิทยาลัย ทำให้บางช่วงมีเวลาให้เราน้อยลง เราน้อยใจเรื่องนี้บ่อยมาก จากเรื่องเล็กๆ กลายเป็นการทะเลาะกัน และทุกครั้งที่ทะเลาะ เรามักจะประชด เอาแต่ใจ หรือพูดคำว่า “เลิกกัน” ออกมา
หลายครั้งเราคิดว่าเขาเป็นฝ่ายผิดทั้งหมด แต่พอมาถึงวันนี้…เรากลับเริ่มมองเห็นว่า จริงๆแล้ว เราเองก็มีส่วนทำให้ความสัมพันธ์มาถึงจุดนี้เหมือนกัน
จนมาถึงวันนี้…วันที่เราสองคนตัดสินใจจบความสัมพันธ์
ตอนนี้เรายอมรับว่า เราเคยคิดว่าคำทักของแม่ชีเกิดขึ้นครบแล้ว เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคนตรงกับสิ่งที่เคยถูกทักไว้แทบทุกอย่าง ทั้งช่วงเวลาที่เจอกัน ลักษณะของเขา การที่เขาเข้ามาผ่านเพื่อน การที่เขาพยายามดูแลและตามใจเรา รวมถึงเรื่องที่ครอบครัวของเราสองคนเคยมีความเชื่อมโยงกันมาก่อน ทั้งที่เราไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย
แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เรายังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า
แม่ชีเคยบอกว่า…“วันหนึ่งเราสองคนจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง” ตอนนี้เราเองก็ไม่รู้ว่าคำพูดนั้นจะเป็นจริงไหม
เพราะวันนี้…เราเพิ่งเดินออกจากความสัมพันธ์นี้มา
เราไม่รู้ว่าอนาคตเราจะได้กลับมาเจอกันอีกไหม หรือถ้าได้เจอ ความรู้สึกจะยังเหมือนเดิมหรือเปล่า…
บางทีนี่อาจเป็นพรหมลิขิตที่ยังไม่ถึงตอนจบ หรืออาจเป็นเพียงความบังเอิญที่ดูเหมือนถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก
เรื่องนี้เป็นเรื่องของเราเองค่ะ เลยอยากถามทุกคนว่า…
ถ้าเป็นทุกคน จะมองเรื่องนี้ว่าเป็น “พรหมลิขิต” หรือเป็นเพียง “ความบังเอิญ” ที่เกิดขึ้นหลายครั้งจนเหมือนถูกกำหนดไว้คะ?
แม่ชีเคยทักว่า “คนนี้คือเนื้อคู่” และเรื่องราวของเราก็ตรงทุกอย่าง...จนวันนี้ วันที่เราสองคนเลิกกัน
ก่อนที่จะเจอเขา…
ย้อนกลับไปเกือบ 2 ปีก่อน ตอนที่เราเปิดเทอมขึ้น ม.4 ตอนนั้นมีแม่ชีคนหนึ่งทักเราเอาไว้ประมาณว่า
“ตอนนี้เนื้อคู่เข้ามาแล้วนะ แต่เข้ามาแบบลางๆ ยังไม่เต็มตัว จะเข้ามาแบบจริงจังตอนกำลังจะขึ้น ม.5 จะเจอกันโดยที่เราอยู่กลุ่มเดียวกับเพื่อนเขา และเขาก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย เขาจะจีบเราผ่านเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกัน แต่เราจะยังไม่เปิดใจ เพราะตอนนั้นยังอยากโฟกัสตัวเองและไม่อยากมีความรัก
ถ้าช่วงที่เราห่างกัน เราไปมีคนอื่น เราจะไม่ได้เจอคนคนนี้อีก แต่ถ้าเราไม่ไปมีใคร เราสองคนจะกลับมาเจอกันอีกครั้งในช่วงที่เราใกล้จะจบมหาวิทยาลัย และมีโอกาสแต่งงานกันในอนาคต
เขาจะตามใจเรา ยอมเราหลายอย่าง อยากได้อะไรก็จะหามาให้ ฐานะทางบ้านพอมี รูปร่างผอม ผิวแทน สูงกว่าเรามาก โครงหน้ารูปไข่ และหน้าตาไม่ได้หล่อมากนัก”
ตอนนั้นเราฟังไว้เฉยๆค่ะ ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเราเองก็ไม่ได้เชื่อเรื่องเนื้อคู่ขนาดนั้น คิดว่าคงเป็นแค่คำทักทั่วไป
จนกระทั่งใกล้สอบปลายภาค ม.4 และกำลังจะขึ้น ม.5…
แล้วเขาก็เข้ามาจริงๆ
มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาจีบเรา เขาสูงประมาณ 183 ซม. รูปร่างผอม ผิวแทน หน้าตาธรรมดาๆ และเข้ามาจีบเราผ่านเพื่อนของเขาที่เราสนิท ตอนนั้นเราอายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี
ช่วงแรกเราปฏิเสธเขาไปตรงๆ เพราะเรายังไม่พร้อมมีใคร ไม่อยากให้เขาต้องรอ และไม่อยากให้เขามีความหวังกับเราแล้วสุดท้ายต้องเจ็บเพราะเรา
เราบอกเขาประมาณว่า “ขอไม่คุยนะ เรายังไม่พร้อมมีใคร ไม่อยากให้เธอต้องมารอเรา”
แต่เขากลับตอบว่า “รอเราได้ จะรอวันที่เราพร้อม ขอแค่ได้คุยกันไปก่อนได้ไหม”
เรายังคงปฏิเสธอยู่พักหนึ่ง แต่เขาก็ยังทักมาชวนคุยทุกวัน จากคนที่ตอนแรกเราแทบไม่ได้สนใจ กลายเป็นคนที่เราคุยด้วยทุกวัน จากการพูดคุยธรรมดาๆ ความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
ตอนแรกเราไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะกลายมาเป็นคนสำคัญในชีวิต
แต่พอเวลาผ่านไป เรากลับเริ่มสังเกตว่า…
* เราเจอกันในช่วงที่กำลังจะขึ้น ม.5
* เขาจีบเราผ่านเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกับเรา
* เขาสูงมาก รูปร่างผอม ผิวแทน
* ลักษณะหลายอย่างตรงกับคำทักที่เราเคยได้ยินมา
ตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดว่าเขาคือ “เนื้อคู่” หรอกค่ะ แค่เริ่มรู้สึกว่า ทำไมมันถึงตรงขนาดนี้
แต่เรื่องที่ทำให้เราสงสัยมากที่สุด กลับไม่ใช่เรื่องของเราสองคน…
หลังจากที่เราพัฒนาความสัมพันธ์กันมาระยะหนึ่ง เราสองคนเพิ่งมารู้ทีหลังว่า…
ยายของเรา กับย่าของเขา เคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน เมื่อประมาณ 30–40 ปีก่อน ทั้งคู่เคยขายของด้วยกันมานานกว่า 20 ปี แต่ด้วยเหตุบางอย่าง ทำให้ต้องแยกย้ายกันไป หลังจากนั้นครอบครัวของเราสองคนก็ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในจังหวัดเดียวกัน
และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ…
บ้านของเราสองคนอยู่ห่างกันแค่ประมาณ 2 กิโลเมตร ทั้งๆที่ตอนนั้นเราไม่เคยรู้จักกันเลย และก่อนที่เราสองคนจะเกิด แม่ของเรายังเคยไปงานแต่งงานของพ่อแม่เขา เคยไปทำบุญบ้านของครอบครัวเขาอีกด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต และแทบไม่มีใครจำได้แล้วว่าเคยเป็นเพื่อนบ้านหรือเคยรู้จักกันมาก่อน
จนวันหนึ่ง…
ลูกหลานของคนสองคนที่เคยเป็นเพื่อนกัน กลับมาเจอกันและกลายเป็นคนรักกัน เมื่อครอบครัวของเราสองคนรู้เรื่องนี้ เราจึงได้กลับมาเจอกันในฐานะครอบครัวอีกครั้ง ยายของเรากับย่าของเขาได้กลับมากอดกันอีกครั้ง จากคนที่เคยห่างหายกันไปหลายสิบปี กลับมาเจอกันและไปมาหาสู่กันเหมือนเดิม เพียงแต่ครั้งนี้…หลานของพวกเขากลายเป็นคนรักกัน
ตลอดเวลาที่คบกันเกือบหนึ่งปี…
เขาสม่ำเสมอกับเรามาตลอด เราอยากได้อะไร เขาก็พยายามทำงานเก็บเงินเพื่อซื้อให้ เราอยากไปเที่ยวกับเพื่อน เขาก็ทำงานหาเงินให้เราไปเที่ยว เขาเคยพาเราไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวของเขา และไม่เคยให้เราออกเงินเอง พ่อแม่ของเขาก็เอ็นดูเรา ซื้อของมาฝาก ชวนไปเที่ยว และไปรับไปส่งเราถึงบ้านหลายครั้ง เราอยากกินอะไร เขาก็ขับรถไปซื้อมาให้ถึงหน้าบ้าน วันที่เราไปโรงเรียนไม่ทัน เขาก็มารับเราที่บ้านไปส่งโรงเรียน เราเคยบอกว่าอยากกินชาบู อยากไปเที่ยว เขาก็บอกว่า “ขอทำงานเก็บเงินก่อนนะ แล้วเดี๋ยวพาไป” และเขาก็ทำตามที่พูดจริง ๆ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเหลือเงินติดตัวอยู่แค่ 100 บาท แต่วันนั้นเราไม่ได้เอาเงินไปโรงเรียน เขาเลือกซื้อข้าวให้เรา แล้วตัวเองยอมกินแค่น้ำกับขนมปังชิ้นเดียว แถมยังไม่คิดให้เราคืนเงินอีก
ตอนนั้นเราอาจไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้มากเท่ากับวันนี้ แต่พอมองย้อนกลับไป เราถึงได้รู้ว่า…เขาพยายามทำให้เราสบาย แม้บางครั้งตัวเขาเองจะต้องลำบาก
แต่คนที่ยังไม่เปิดใจเต็มที่ กลับเป็นเรา ตลอดเวลาที่คบกัน เขาเป็นคนที่พยายามรักษาความสัมพันธ์มาตลอด ส่วนเราเองกลับเป็นฝ่ายที่ชอบน้อยใจ เราชอบบอกเลิก ชอบบอกให้เขาถอย ชอบบอกให้เขายอมแพ้ และหลายครั้งก็บอกให้เขาเลิกจีบเรา
แต่เขาไม่เคยยอมแพ้ เขาบอกเสมอว่า “ยังไงก็จะรอวันที่เธอพร้อม” หลายครั้งที่เราพูดว่าจะเลิก เขาร้องไห้ หลายครั้งที่เราทะเลาะกัน เขาเป็นฝ่ายขอโทษก่อน
ช่วงหนึ่งเขากำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของการขึ้นมหาวิทยาลัย ส่วนเรายังเรียนมัธยมอยู่ เขาต้องซ้อมกีฬา ต้องทำงาน และต้องเตรียมตัวเรื่องมหาวิทยาลัย ทำให้บางช่วงมีเวลาให้เราน้อยลง เราน้อยใจเรื่องนี้บ่อยมาก จากเรื่องเล็กๆ กลายเป็นการทะเลาะกัน และทุกครั้งที่ทะเลาะ เรามักจะประชด เอาแต่ใจ หรือพูดคำว่า “เลิกกัน” ออกมา
หลายครั้งเราคิดว่าเขาเป็นฝ่ายผิดทั้งหมด แต่พอมาถึงวันนี้…เรากลับเริ่มมองเห็นว่า จริงๆแล้ว เราเองก็มีส่วนทำให้ความสัมพันธ์มาถึงจุดนี้เหมือนกัน
จนมาถึงวันนี้…วันที่เราสองคนตัดสินใจจบความสัมพันธ์
ตอนนี้เรายอมรับว่า เราเคยคิดว่าคำทักของแม่ชีเกิดขึ้นครบแล้ว เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคนตรงกับสิ่งที่เคยถูกทักไว้แทบทุกอย่าง ทั้งช่วงเวลาที่เจอกัน ลักษณะของเขา การที่เขาเข้ามาผ่านเพื่อน การที่เขาพยายามดูแลและตามใจเรา รวมถึงเรื่องที่ครอบครัวของเราสองคนเคยมีความเชื่อมโยงกันมาก่อน ทั้งที่เราไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย
แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เรายังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า
แม่ชีเคยบอกว่า…“วันหนึ่งเราสองคนจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง” ตอนนี้เราเองก็ไม่รู้ว่าคำพูดนั้นจะเป็นจริงไหม
เพราะวันนี้…เราเพิ่งเดินออกจากความสัมพันธ์นี้มา
เราไม่รู้ว่าอนาคตเราจะได้กลับมาเจอกันอีกไหม หรือถ้าได้เจอ ความรู้สึกจะยังเหมือนเดิมหรือเปล่า…
บางทีนี่อาจเป็นพรหมลิขิตที่ยังไม่ถึงตอนจบ หรืออาจเป็นเพียงความบังเอิญที่ดูเหมือนถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก
เรื่องนี้เป็นเรื่องของเราเองค่ะ เลยอยากถามทุกคนว่า…
ถ้าเป็นทุกคน จะมองเรื่องนี้ว่าเป็น “พรหมลิขิต” หรือเป็นเพียง “ความบังเอิญ” ที่เกิดขึ้นหลายครั้งจนเหมือนถูกกำหนดไว้คะ?