หัวใจเต้นปกติ แต่ยังมีโรคหัวใจได้! ต้องดูอะไรเพิ่มนอกจากชีพจร



ชีพจร 68
เดินขึ้นบันไดแล้วหัวใจเต้นเร็วขึ้นตามปกติ
นาฬิกาก็ไม่เคยเตือนว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ
หลายคนเห็นแบบนี้แล้วก็สบายใจว่า
“หัวใจเราน่าจะดี”
มันเป็นข่าวดีครับ
แต่ยังไม่พอจะสรุปว่า “ความเสี่ยงโรคหัวใจต่ำ”
เพราะหัวใจเต้นเป็นจังหวะปกติ
กับหลอดเลือดหัวใจยังสะอาดดี
เป็นคนละเรื่องกันครับ
สมมติคนหนึ่งชีพจรพัก 65 สวยมาก
แต่ความดัน 150
LDL 190
HbA1c สูง
สูบบุหรี่
แบบนี้ต่อให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะเป๊ะ
ผมก็ยังไม่ถือว่าความเสี่ยงหัวใจต่ำครับ
ถ้าอยากเช็กสุขภาพหัวใจจริง ๆ
เราต้องดูมากกว่า “หัวใจเต้นกี่ครั้งต่อนาที”

1) อย่างแรก ชีพจรบอกเราเรื่อง “จังหวะ” แต่ไม่ได้บอกทุกอย่างเรื่อง “หลอดเลือด”
Resting Heart Rate ยังมีประโยชน์ครับ
โดยเฉพาะถ้าดูเทียบกับค่าปกติของตัวเอง
ชีพจรพักสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจสัมพันธ์กับหลายอย่าง
เช่น นอนน้อย เครียด ป่วย ขาดน้ำ ความฟิตลดลง หรือยาบางชนิด
ถ้ามีนาฬิกาที่ดู irregular rhythm หรือทำ ECG ได้
ก็ช่วยจับเบาะแสจังหวะหัวใจผิดปกติบางชนิด เช่น AF ได้อีกทาง
แต่ตรงนี้ต้องแยกให้ออกครับ
ชีพจรตอบว่า “หัวใจเต้นอย่างไร”
ยังไม่ได้ตอบว่า
“หลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบหรือยัง”
นึกภาพเหมือนรถครับ
เครื่องยนต์เดินเรียบ ไม่ได้แปลว่าท่อน้ำมันข้างในไม่มีคราบสะสม
เพราะฉะนั้นถ้าดูแค่ชีพจร เราเห็นหัวใจเพียงด้านเดียว

2) ต่อมา ต้องดูว่า “หัวใจกำลังสูบเลือดสู้กับแรงดันเท่าไร”
อันนี้คือเรื่อง ความดันโลหิต
ถ้าหัวใจเต้น 70 ครั้งต่อนาที
แต่ทุกครั้งต้องสูบเลือดสู้กับความดันสูงเป็นปี ๆ
หัวใจก็ทำงานหนักขึ้นครับ
ความดันสูงเรื้อรังสัมพันธ์กับทั้ง
กล้ามเนื้อหัวใจหนา
หัวใจล้มเหลว
Stroke
โรคไต
และปัญหาหลอดเลือด
ที่สำคัญคือ ความดันสูงจำนวนมากไม่มีอาการ
ไม่ได้ต้องปวดหัว
ไม่ได้ต้องมึน
ไม่ได้ต้องใจสั่น
เพราะฉะนั้นผมชอบให้ดูค่าเฉลี่ยที่บ้านด้วย
ไม่ใช่จำแค่ครั้งเดียวที่ตรวจสุขภาพแล้วบอกว่า
“วันนั้น 128 เองครับหมอ”
ผมอยากรู้มากกว่าว่า
ในชีวิตจริงช่วงหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ความดันเราอยู่แถวไหน

3) จากนั้นต้องเปิดผลเลือดดูว่า “เลือดกำลังพาอะไรไปสะสมในหลอดเลือด”
ตรงนี้สำคัญมากครับ
LDL-C
LDL เป็นหนึ่งในตัวหลักที่เราใช้ประเมินความเสี่ยงหลอดเลือด
ยิ่ง LDL สูง
และสัมผัสหลอดเลือดอยู่นานหลายปี
โอกาสเกิด atherosclerosis
หรือคราบไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดก็เพิ่มขึ้น
ปัญหาคือ LDL สูง ไม่ทำให้เจ็บครับ
ไม่มีอาการเฉพาะให้เรารู้ตัวง่าย ๆ
บางคนเลยใช้ชีวิตกับ LDL สูงอยู่เป็นสิบปี
ก่อนจะรู้ว่าหลอดเลือดมีปัญหา
Triglyceride ก็ไม่ควรปล่อยผ่าน
TG สูงมักพาเราไปมองเรื่องระบบเผาผลาญด้วยครับ
โดยเฉพาะคนที่
กินหวานเยอะ
แป้งขัดขาวเยอะ
ดื่มแอลกอฮอล์
อ้วนลงพุง
หรือมี insulin resistance
ถ้า TG สูงร่วมกับน้ำตาลสูง ความดันสูง รอบเอวเพิ่ม
ผมจะเริ่มเห็นภาพความเสี่ยงหัวใจชัดขึ้นเรื่อย ๆ

4) แล้ว non-HDL กับ ApoB คืออะไร?
สองค่านี้ช่วยเติมภาพเรื่องอนุภาคก่อหลอดเลือดครับ
non-HDL cholesterol
คือการมองคอเลสเตอรอลในกลุ่มอนุภาค
ที่มีโอกาสก่อ atherosclerosis หลายชนิดรวมกัน
ส่วน ApoB ผมชอบอธิบายแบบนี้
ถ้า LDL-C เหมือนดูว่า
“ของบนรถบรรทุกมีเยอะแค่ไหน”
ApoB คล้ายกับดูว่า
“บนถนนมีรถบรรทุกวิ่งอยู่กี่คัน”
เพราะอนุภาคก่อหลอดเลือดแต่ละอนุภาคมักมี ApoB หนึ่งตัว
บางคน LDL-C ดูไม่ได้สูงมาก
แต่จำนวนอนุภาคอาจมากกว่าที่คิด
ตรงนี้ ApoB จึงช่วยเติมข้อมูลได้ในบางกรณีครับ

5) อีกค่าที่คนสุขภาพดีมากก็ยังสูงได้ คือ Lp(a)
อันนี้ผมอยากให้รู้จักครับ
Lipoprotein(a) หรือ Lp(a)
เป็นปัจจัยเสี่ยงหลอดเลือดที่ได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมค่อนข้างมาก
เราอาจเจอคนที่
ออกกำลังทุกวัน
น้ำหนักดี
ไม่สูบบุหรี่
ชีพจรพักสวยมาก
แต่ Lp(a) สูงจากพันธุกรรมได้
นี่แหละครับเหตุผลที่ผมบอกว่า
“ฟิต” กับ “ความเสี่ยงหลอดเลือดต่ำ” ไม่ได้เป็นคำเดียวกันเสมอไป
ค่า Lp(a) มักค่อนข้างคงที่ตลอดชีวิต
จึงไม่ใช่ค่าที่ต้องตรวจซ้ำบ่อยเหมือนน้ำตาลหรือไขมันทั่วไปครับ

6) แล้วน้ำตาลเกี่ยวอะไรกับหัวใจ?
เกี่ยวเยอะครับ
เวลาเราพูดถึงโรคหัวใจ
เราไม่ได้แยกมันออกจากเบาหวาน
ถ้า FBS เริ่มสูง
HbA1c เริ่มเข้า prediabetes
รอบเอวเพิ่ม
ความดันสูง
TG สูง
ภาพรวมแบบนี้บอกได้ว่าระบบเผาผลาญกำลังเริ่มมีปัญหา
เมื่อ insulin resistance และเบาหวานพัฒนามากขึ้น
ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดก็เพิ่มขึ้นตามครับ
เพราะฉะนั้นเวลาเช็กหัวใจ
ผมจึงอยากเห็นทั้ง
FBS
และ
HbA1c
ไม่ใช่ดูแต่ผลไขมันอย่างเดียว
ส่วน hs-CRP ล่ะ? บอกหลอดเลือดอักเสบได้ไหม?
ค่านี้ใช้เป็นข้อมูลเสริมได้ในบางบริบทครับ
hs-CRP สะท้อนการอักเสบระดับต่ำในร่างกาย
และมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
แต่ผมจะไม่เปิดผล hs-CRP แล้วบอกทันทีว่า
“หลอดเลือดอักเสบแล้วครับ”
เพราะมันสูงได้จากหลายอย่าง
ทั้งการติดเชื้อ โรคอักเสบ หรือปัจจัยอื่น
ดังนั้นต้องอ่านร่วมกับภาพรวมครับ

7) ถ้าค่าเลือดดีหมด แปลว่าหัวใจปลอดภัยแล้วไหม?
ยังครับ
เพราะความเสี่ยงหัวใจไม่ได้อยู่ในหลอดทดลองอย่างเดียว
ผมยังอยากรู้ว่า
สูบบุหรี่ไหม
มีญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อยหรือเปล่า
รอบเอวเท่าไร
มีโรคไตไหม
มี sleep apnea หรือกรนหนักไหม
ออกแรงแล้วเจ็บหน้าอกไหม
เหนื่อยง่ายขึ้นจากเดิมหรือเปล่า
ความฟิตกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง
ทั้งหมดนี้คือจิ๊กซอว์คนละชิ้นครับ
แล้วในบางคนที่ประเมินแล้วความเสี่ยงยังอยู่กึ่งกลาง
ยังลังเลเรื่องการรักษา
แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น
Coronary Artery Calcium Score หรือ CAC
เพื่อดูว่ามีคราบหินปูนสะสมในหลอดเลือดหัวใจหรือไม่
ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องไป CT หัวใจครับ
แต่เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ช่วยตัดสินใจในคนที่เหมาะสม

ถ้าอยากเช็กหัวใจตัวเองแบบไม่ให้ข้อมูลท่วม เริ่มจากตรงนี้
ที่บ้าน ผมอยากให้รู้ประมาณนี้ก่อนครับ
ความดันเฉลี่ย
Resting Heart Rate
รอบเอว
และความฟิตของตัวเองว่า
ช่วงนี้เดินขึ้นบันไดหรือออกแรงแล้วเหนื่อยกว่าเดิมไหม
ส่วนผลเลือดพื้นฐาน ผมจะดู
Lipid profile
FBS / HbA1c
แล้วค่อยพิจารณา ApoB หรือ Lp(a)
เพิ่มตามความเสี่ยงและบริบทของแต่ละคน
พร้อมกันนั้น อย่าลืมรู้ประวัติของตัวเองด้วยครับ
สูบบุหรี่ไหม
มีโรคไตไหม
พ่อแม่หรือพี่น้องเคยเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อยไหม
มีอาการเวลาออกแรงหรือเปล่า
เพราะสิ่งพวกนี้บางครั้งสำคัญกว่าไปไล่ตรวจเลือดเพิ่มอีกสิบตัวเสียอีก
ชีพจรปกติเป็นข่าวดีครับ
แต่ยังไม่ใช่ใบรับรองว่า หัวใจและหลอดเลือดของเราความเสี่ยงต่ำ
เวลาผมดูสุขภาพหัวใจ
ผมไม่ได้ถามแค่ว่า
“หัวใจเต้นกี่ครั้ง?”
แต่ผมอยากรู้ต่อว่า
มันเต้นเป็นจังหวะไหม
กำลังสูบเลือดสู้กับความดันสูงหรือเปล่า
ในเลือดมีอนุภาคก่อหลอดเลือดมากแค่ไหน
น้ำตาลและระบบเผาผลาญเป็นยังไง
แล้วเจ้าของหัวใจดวงนี้มีพื้นความเสี่ยงอะไรซ่อนอยู่บ้าง
เพราะหัวใจไม่ได้มีแค่ “ชีพจร” ครับ
ยิ่งเราต่อจิ๊กซอว์ได้ครบ
เราก็ยิ่งมีโอกาสเริ่มดูแลมันได้ก่อนวันที่หัวใจต้องส่งสัญญาณแรง ๆ มาให้เราครับ


ที่มา  หมอเจด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่