จากกาลกิณีสู่ชีวิตใหม่: เรื่องจริงของหญิงหม้ายในอินเดีย
เรื่องราวของ สาวหม้ายในประเทศอินเดีย
1. คติความเชื่อและประเพณีในอดีต
ในสังคมฮินดูแบบดั้งเดิม หญิงหม้ายเคยถูกมองในแง่ลบอย่างรุนแรง เนื่องจากความเชื่อเรื่องโชคชะตาและวรรณะ:
โชคร้ายและสิ่งกาลกิณี: สังคมโบราณเชื่อว่าการที่สามีเสียชีวิต เป็นผลมาจากโชคชะตาหรือบาปของภรรยา หญิงหม้ายจึงถูกมองว่าเป็นตัวนำความโชคร้าย
ประเพณีสตี : ในอดีต ยุคโบราณเคยมีประเพณีที่หญิงหม้ายต้องกระโดดเข้ากองไฟเผาศพสามีเพื่อตายตกตามกัน ซึ่งถูกยกเลิกและประกาศให้เป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1829
ข้อจำกัดในชีวิต: หญิงหม้ายจะถูกโกนผม ห้ามสวมเครื่องประดับ ห้ามทาชาด บนหน้าผาก และต้องใส่เพียง ชุดส่าหรีสีขาวไร้ลวดลาย เท่านั้น รวมถึงถูกห้ามเข้าร่วมงานมงคลเพราะเชื่อว่าจะนำความซวยมาสู่พิธี
"วฤนทาบัน" (Vrindavan) – เมืองแห่งหญิงหม้าย
หนึ่งในสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของแม่หญิงหม้ายในอินเดียคือ เมืองวฤนทาบัน (Vrindavan) ในรัฐอุตตรประเทศ
หญิงหม้ายนับพันคนจากทั่วประเทศ (โดยเฉพาะจากรัฐเบงกอลตะวันตก) มักถูกครอบครัวปฏิเสธ ทอดทิ้ง หรือถูกบีบให้ออกจากบ้านเนื่องจากปัญหาเรื่องทรัพย์สินมรดก
พวกเธอเดินทางมาที่เมืองนี้เพื่ออุทิศชีวิตให้กับพระกฤษณะ อาศัยอยู่ในอาศรม (Ashram) และประทังชีวิตด้วยการสวดมนต์แลกกับอาหารและเงินบริจาคเล็กๆ น้อยๆ
3. การเปลี่ยนแปลงและการฟื้นฟูในยุคปัจจุบัน
ในปัจจุบัน สังคมอินเดียเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก
งานเทศกาลโฮลี : แต่เดิมหญิงหม้ายถูกห้ามเล่นเทศกาลสาดสีโฮลี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมให้หญิงหม้ายในวฤนทาบันได้ออกมาสาดสี ยิ้ม หัวเราะ และเฉลิมฉลองชีวิตร่วมกัน
การแต่งงานใหม่ : กฎหมายอนุญาตให้หญิงหม้ายแต่งงานใหม่ได้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1856 และคนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่เริ่มเปิดรับการแต่งงานใหม่ของหญิงหม้ายมากขึ้น
องค์กรต่างๆ เข้ามาช่วยฝึกทักษะการทำเย็บผ้า ทำเทียน และหัตถกรรม เพื่อให้พวกเธอพึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องง้อครอบครัว
จากกาลกิณีสู่ชีวิตใหม่: เรื่องจริงของหญิงหม้ายในอินเดีย
เรื่องราวของ สาวหม้ายในประเทศอินเดีย
1. คติความเชื่อและประเพณีในอดีต
ในสังคมฮินดูแบบดั้งเดิม หญิงหม้ายเคยถูกมองในแง่ลบอย่างรุนแรง เนื่องจากความเชื่อเรื่องโชคชะตาและวรรณะ:
โชคร้ายและสิ่งกาลกิณี: สังคมโบราณเชื่อว่าการที่สามีเสียชีวิต เป็นผลมาจากโชคชะตาหรือบาปของภรรยา หญิงหม้ายจึงถูกมองว่าเป็นตัวนำความโชคร้าย
ประเพณีสตี : ในอดีต ยุคโบราณเคยมีประเพณีที่หญิงหม้ายต้องกระโดดเข้ากองไฟเผาศพสามีเพื่อตายตกตามกัน ซึ่งถูกยกเลิกและประกาศให้เป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1829
ข้อจำกัดในชีวิต: หญิงหม้ายจะถูกโกนผม ห้ามสวมเครื่องประดับ ห้ามทาชาด บนหน้าผาก และต้องใส่เพียง ชุดส่าหรีสีขาวไร้ลวดลาย เท่านั้น รวมถึงถูกห้ามเข้าร่วมงานมงคลเพราะเชื่อว่าจะนำความซวยมาสู่พิธี
"วฤนทาบัน" (Vrindavan) – เมืองแห่งหญิงหม้าย
หนึ่งในสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของแม่หญิงหม้ายในอินเดียคือ เมืองวฤนทาบัน (Vrindavan) ในรัฐอุตตรประเทศ
หญิงหม้ายนับพันคนจากทั่วประเทศ (โดยเฉพาะจากรัฐเบงกอลตะวันตก) มักถูกครอบครัวปฏิเสธ ทอดทิ้ง หรือถูกบีบให้ออกจากบ้านเนื่องจากปัญหาเรื่องทรัพย์สินมรดก
พวกเธอเดินทางมาที่เมืองนี้เพื่ออุทิศชีวิตให้กับพระกฤษณะ อาศัยอยู่ในอาศรม (Ashram) และประทังชีวิตด้วยการสวดมนต์แลกกับอาหารและเงินบริจาคเล็กๆ น้อยๆ
3. การเปลี่ยนแปลงและการฟื้นฟูในยุคปัจจุบัน
ในปัจจุบัน สังคมอินเดียเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก
งานเทศกาลโฮลี : แต่เดิมหญิงหม้ายถูกห้ามเล่นเทศกาลสาดสีโฮลี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมให้หญิงหม้ายในวฤนทาบันได้ออกมาสาดสี ยิ้ม หัวเราะ และเฉลิมฉลองชีวิตร่วมกัน
การแต่งงานใหม่ : กฎหมายอนุญาตให้หญิงหม้ายแต่งงานใหม่ได้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1856 และคนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่เริ่มเปิดรับการแต่งงานใหม่ของหญิงหม้ายมากขึ้น
องค์กรต่างๆ เข้ามาช่วยฝึกทักษะการทำเย็บผ้า ทำเทียน และหัตถกรรม เพื่อให้พวกเธอพึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องง้อครอบครัว