
การเลือกเปิดร้านเพื่อขายอาหารสักแห่งถ้าเป็นร้านขนาดเล็ก อย่างร้านหมูปิ้ง , ลูกชิ้นทอด , ไก่ทอด ฯลฯ เชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยคิดอะไรมาก ขอแค่ให้แถวนั้นมีคนพลุกพล่าน ค่าเช่าไม่แพง หรือบางทีไม่มีค่าเช่าเลย ทีเหลือก็ไปวัดดวงว่าจะมีลูกค้าแวะมาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน ในหลักการตลาดแม้คำว่าทำเลจะมีผลต่อการอยู่รอดของร้าน แต่เราก็ไม่ควรเลือกทำเลจากความรู้สึก หรือคิดแค่ว่าเน้นความสะดวกเพราะอยู่ใกล้บ้าน เพราะที่จริงมีหลักการวิเคราะห์พื้นที่ซึ่งเราควรรู้แม้จะเป็นแค่การเปิดร้านเล็กๆริมทางก็ตาม
หลักการวิเคราะห์ทำเลก่อนเปิดร้านริมทาง
นอกเหนือจากความสะดวก หรือการเลือกพื้นที่แบบคำนึงถึงต้นทุนค่าเช่า อาจเป็นแค่หลักการเบื้องต้น แต่ในความจริงมีหลักการที่ควรรู้อีก 3 ข้อคือ
1. ทำเลที่มีปริมาณคนเดินผ่านมาก (Foot Traffic) ซึ่งจะมีผลต่ออัตราการซื้อ ทั้งนี้การนับจำนวนคนเดินผ่านหน้าร้านไม่ได้ดูแค่ความหนาแน่นรวมต่อวัน แต่ต้องวิเคราะห์ จังหวะเวลาและความตั้งใจของคนเดินควบคู่กันไป มีสูตรเบื้องต้นที่ใช้คำนวณคือ concersion rate=〖(จำนวนบิลหรือลูกค้าที่ซื้อจริง/จำนวนคนเดินผ่านที่อยู่ในขอบเขตการมองเห็น) x 100〗^
โดยทั่วไปร้านริมทางทั้งหลายควรมี concersion rate ประมาณ 3-7% เช่นหากทำเลมีคนเดินผ่าน 250 คน/ชั่วโมง และเราเปิดขายเป็นเวลา 3 ชม./วัน รวมมีคนเดินผ่านประมาณ 750 คน (ตัวเลขโดยประมาณ) คิด concersion rate ที่ 5% จะมีลูกค้าประมาณ 38 คน/วัน ถ้ายอดใช้จ่ายต่อบิลคิดที่ 50 บาท จะมีรายได้ประมาณ 1,900 บาท/วัน เป็นต้น
2.วิเคราะห์ทำเลจากกลุ่มเป้าหมายสินค้า ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกขายอะไร บางครั้งการมีคนเดินเยอะก็ไม่ได้หมายความว่าจะขายดี ถ้าลูกค้าไม่สนใจ ในทางตรงข้ามหากมีกลุ่มเป้าหมายเยอะ โอกาสขายได้เยอะก็มีเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นทำเลที่คนมีความเร่งรีบเดินทาง เช่น สถานีรถไฟฟ้า , ป้ายรถเมลล์ , ทางเดินก่อนเข้าตึกออฟฟิศ สินค้าที่เหมาะกับทำเลเหล่านี้ต้องเน้นสะดวก รวดเร็ว เช่น ลูกชิ้นทอด , แซนด์วิช , อาหารกล่อง เป็นต้น แต่ถ้าเป็นทำเลที่คนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายไม่เร่งรีบมากอย่างตลาดชุมชน , ใกล้หอพักตอนเย็น สินค้าที่เหมาะสมอาจเป็นกลุ่มสินค้าพร้อมทานสำเร็จรูป , อาหารตามสั่ง , เครื่องดื่มต่างๆ เป็นต้น
3.วิเคราะห์จากระยะการมองเห็นประมาณ 50 เมตร เรียกว่าเป็นระยะดึงดูดสายตา ลูกค้าควรมองเห็นร้านเราได้ไม่ใช่จะเป็นป้ายร้าน , ตัวร้าน เพื่อให้สมองลูกค้ามีเวลาประมวลผลการตัดสินใจชะลอเพื่อซื้อ และควรหลีกเลี่ยงจุดอับสายตาเช่นหลังเสาไฟฟ้า , จุดที่มีสิ่งกีดขวางบังหน้าร้าน เพราะจะทำให้โอกาสขายสินค้านั้นลดลง อีกอย่างที่สำคัญคือหน้าร้านควรมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 1-2 เมตร สำหรับการหยุดยืนรอไม่บดบังทางเดินคนอื่น การไม่มีพื้นที่หน้าร้านบางครั้งก็ทำให้เสียโอกาสในการขายได้เช่นกัน
จำลองต้นทุน / รายได้ และจุดคุ้มทุนเบื้องต้น
เพื่อให้เข้าใจง่ายและมองเห็นภาพของประโยชน์ในการวิเคราะห์ทำเลก่อนเปิดร้าน จะจำลองตัวอย่างการเปิดร้านลูกชิ้นทอด เน้นตั้งโต๊ะขนาดเล็ก / รถเข็น มีตัวเลขที่น่าสนใจคือ
ค่าเช่าทำเล 5,000 – 10,000 บาท (ขึ้นอยู่กับทำเล หรือบางทีอาจไม่มีต้นทุนตรงนี้เลยก็ได้)
ต้นทุนวัตถุดิบ วัตถุดิบ (COGS) 50 - 55% ของยอดขาย เช่นลูกชิ้นคุณภาพดี , น้ำมันทอด , บรรจุภัณฑ์
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประมาณ 3,000 – 5,000 เช่นค่าแก๊ส , ค่าไฟฟ้า , ค่าน้ำ
ยอดขายเป้าหมาย ประมาณ 60,000 / เดือน ตั้งเป้าขายเฉลี่ยงวันละ 2,000 บาท
กำไรสุทธิ ประมาณ 20,000 บาท/เดือน คิดจาก 25% หลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ
ซึ่งเราจะเห็นว่าตัวเลขนี้จะเป็นไปได้ก็ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ทำเลเพื่อให้เหมาะสมกับการเปิดร้าน หากไปตั้งอยู่ในพื้นที่ไม่เหมาะสมแม้จะเป็นร้านริมทางก็อาจประสบปัญหาเรื่องยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าได้เช่นกัน
เลือกลงทุนแบบไหน! ประสบความสำเร็จได้เร็วที่สุด?
แน่นอนว่าถ้าเราเปิดร้านเอง ทุกอย่างเราต้องไปเริ่มจากศูนย์ ต้องเตรียมทุกอย่างตั้งแต่เริ่ม แถมต้องสร้างแบรนด์เอง สร้างฐานลูกค้า กว่าจะติดตลาดอาจต้องใช้เวลามากเกินไป ทางที่ดีที่สุดคือการเลือกลงทุนแฟรนไชส์ที่ประหยัดเวลาได้มาก ปัจจุบันมีแบรนด์น่าสนใจให้เลือกลงทุนได้ทันที ยกตัวอย่าง ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด มีประสบการณ์มายาวนานกว่า 17 ปี มีสาขาทั่วประเทศมากกว่า 2,500 แห่ง เป็นแฟรนไชส์พร้อมสร้างอาชีพที่ลงทุนน้อย โอกาสคืนทุนไวประมาณ 1-4 อาทิตย์ งบลงทุน 3,000 - 59,990 บาท มีหลายแพ็กเกจให้เลือกลงทุนเช่น ชุดทดลองขาย , ชุดป้ายพร้อมอุปกรณ์ , ชุดตลาดนัดพกพา , ชุดรถเข็นตั้งต้น , ชุดมอเตอร์ไซด์พ่วงข้าง ,ชุดซุ้มพิเศษ ไม่มีค่ารายเดือน รายปี ไม่มีหักเปอร์เซ็นต์ยอดขาย ทุกแพ็กเกจที่เลือกจะได้วัตถุดิบและอุปกรณ์ให้พร้อมเปิดร้าน
หรือแฟรนไชส์ไส้กรอกแม่ไก่ที่พร้อมจัดส่งวัตถุดิบจากโรงงานมาตรฐานค่าแฟรนไชส์ 31,900 บาท งบลงทุน 49,000 บาท สิ่งที่ผู้ลงทุนจะได้รับคือคีออสตามแพ็กเกจที่เลือกพร้อมตกแต่งครบ + อุปกรณ์และวัตถุดิบให้พร้อมเปิดร้าน โอกาสคืนทุนของธุรกิจนี้ประมาณ 3 เดือน
รวมถึงแบรนด์แฟรนไชส์น่าสนใจอย่างหมูทอดหมายเลข 7 ออกแบบมาเพื่อสร้างกำไรให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ ผ่านการคำนวณทุกอย่างตั้งแต่ค่าเช่า ค่าแรง รวมถึงการลด Food Waste ให้ใกล้เคียง 0% ด้วยระบบวัตถุดิบแช่แข็งพร้อมส่งให้ผู้ประกอบการในทุกพื้นที่ และการเพิ่ม Ticket Size จากการขายเมนูที่มีความหลากหลาย ทำเลที่แนะนำสำหรับคนที่สนใจเปิดร้านคือในสถานีบริการน้ำมัน , ห้างสรรพสินค้า , ตลาดใกล้โรงเรียน / โรงงาน , ย่านออฟฟิศ , ใกล้สถานศึกษาหรือแหล่งที่พักอาศัย
อย่างไรก็ดีการจะเลือกลงทุนแฟรนไชส์ไหน หรือจะเลือกขายสินค้าอะไร สำคัญสุดคือผู้ลงทุนต้องเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า เข้าใจความต้องการของคนในพื้นที่ และนอกจากเงินทุนเปิดร้านก็ควรมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรองรับธุรกิจในช่วง 2-3 เดือนแรก ควบคู่กับการทำตลาดที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การเปิดร้านที่แม้จะเป็นแค่ร้านริมทางก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงได้
.
.
Cr.
https://www.facebook.com/share/p/1DtEPQ3epQ/
ทำเลปัง! กำไรสุดยอด! เปิดร้านริมทางต้องเลือกพื้นที่แบบไหน
การเลือกเปิดร้านเพื่อขายอาหารสักแห่งถ้าเป็นร้านขนาดเล็ก อย่างร้านหมูปิ้ง , ลูกชิ้นทอด , ไก่ทอด ฯลฯ เชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยคิดอะไรมาก ขอแค่ให้แถวนั้นมีคนพลุกพล่าน ค่าเช่าไม่แพง หรือบางทีไม่มีค่าเช่าเลย ทีเหลือก็ไปวัดดวงว่าจะมีลูกค้าแวะมาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน ในหลักการตลาดแม้คำว่าทำเลจะมีผลต่อการอยู่รอดของร้าน แต่เราก็ไม่ควรเลือกทำเลจากความรู้สึก หรือคิดแค่ว่าเน้นความสะดวกเพราะอยู่ใกล้บ้าน เพราะที่จริงมีหลักการวิเคราะห์พื้นที่ซึ่งเราควรรู้แม้จะเป็นแค่การเปิดร้านเล็กๆริมทางก็ตาม
หลักการวิเคราะห์ทำเลก่อนเปิดร้านริมทาง
นอกเหนือจากความสะดวก หรือการเลือกพื้นที่แบบคำนึงถึงต้นทุนค่าเช่า อาจเป็นแค่หลักการเบื้องต้น แต่ในความจริงมีหลักการที่ควรรู้อีก 3 ข้อคือ
1. ทำเลที่มีปริมาณคนเดินผ่านมาก (Foot Traffic) ซึ่งจะมีผลต่ออัตราการซื้อ ทั้งนี้การนับจำนวนคนเดินผ่านหน้าร้านไม่ได้ดูแค่ความหนาแน่นรวมต่อวัน แต่ต้องวิเคราะห์ จังหวะเวลาและความตั้งใจของคนเดินควบคู่กันไป มีสูตรเบื้องต้นที่ใช้คำนวณคือ concersion rate=〖(จำนวนบิลหรือลูกค้าที่ซื้อจริง/จำนวนคนเดินผ่านที่อยู่ในขอบเขตการมองเห็น) x 100〗^
โดยทั่วไปร้านริมทางทั้งหลายควรมี concersion rate ประมาณ 3-7% เช่นหากทำเลมีคนเดินผ่าน 250 คน/ชั่วโมง และเราเปิดขายเป็นเวลา 3 ชม./วัน รวมมีคนเดินผ่านประมาณ 750 คน (ตัวเลขโดยประมาณ) คิด concersion rate ที่ 5% จะมีลูกค้าประมาณ 38 คน/วัน ถ้ายอดใช้จ่ายต่อบิลคิดที่ 50 บาท จะมีรายได้ประมาณ 1,900 บาท/วัน เป็นต้น
2.วิเคราะห์ทำเลจากกลุ่มเป้าหมายสินค้า ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกขายอะไร บางครั้งการมีคนเดินเยอะก็ไม่ได้หมายความว่าจะขายดี ถ้าลูกค้าไม่สนใจ ในทางตรงข้ามหากมีกลุ่มเป้าหมายเยอะ โอกาสขายได้เยอะก็มีเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นทำเลที่คนมีความเร่งรีบเดินทาง เช่น สถานีรถไฟฟ้า , ป้ายรถเมลล์ , ทางเดินก่อนเข้าตึกออฟฟิศ สินค้าที่เหมาะกับทำเลเหล่านี้ต้องเน้นสะดวก รวดเร็ว เช่น ลูกชิ้นทอด , แซนด์วิช , อาหารกล่อง เป็นต้น แต่ถ้าเป็นทำเลที่คนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายไม่เร่งรีบมากอย่างตลาดชุมชน , ใกล้หอพักตอนเย็น สินค้าที่เหมาะสมอาจเป็นกลุ่มสินค้าพร้อมทานสำเร็จรูป , อาหารตามสั่ง , เครื่องดื่มต่างๆ เป็นต้น
3.วิเคราะห์จากระยะการมองเห็นประมาณ 50 เมตร เรียกว่าเป็นระยะดึงดูดสายตา ลูกค้าควรมองเห็นร้านเราได้ไม่ใช่จะเป็นป้ายร้าน , ตัวร้าน เพื่อให้สมองลูกค้ามีเวลาประมวลผลการตัดสินใจชะลอเพื่อซื้อ และควรหลีกเลี่ยงจุดอับสายตาเช่นหลังเสาไฟฟ้า , จุดที่มีสิ่งกีดขวางบังหน้าร้าน เพราะจะทำให้โอกาสขายสินค้านั้นลดลง อีกอย่างที่สำคัญคือหน้าร้านควรมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 1-2 เมตร สำหรับการหยุดยืนรอไม่บดบังทางเดินคนอื่น การไม่มีพื้นที่หน้าร้านบางครั้งก็ทำให้เสียโอกาสในการขายได้เช่นกัน
จำลองต้นทุน / รายได้ และจุดคุ้มทุนเบื้องต้น
เพื่อให้เข้าใจง่ายและมองเห็นภาพของประโยชน์ในการวิเคราะห์ทำเลก่อนเปิดร้าน จะจำลองตัวอย่างการเปิดร้านลูกชิ้นทอด เน้นตั้งโต๊ะขนาดเล็ก / รถเข็น มีตัวเลขที่น่าสนใจคือ
ค่าเช่าทำเล 5,000 – 10,000 บาท (ขึ้นอยู่กับทำเล หรือบางทีอาจไม่มีต้นทุนตรงนี้เลยก็ได้)
ต้นทุนวัตถุดิบ วัตถุดิบ (COGS) 50 - 55% ของยอดขาย เช่นลูกชิ้นคุณภาพดี , น้ำมันทอด , บรรจุภัณฑ์
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประมาณ 3,000 – 5,000 เช่นค่าแก๊ส , ค่าไฟฟ้า , ค่าน้ำ
ยอดขายเป้าหมาย ประมาณ 60,000 / เดือน ตั้งเป้าขายเฉลี่ยงวันละ 2,000 บาท
กำไรสุทธิ ประมาณ 20,000 บาท/เดือน คิดจาก 25% หลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ
ซึ่งเราจะเห็นว่าตัวเลขนี้จะเป็นไปได้ก็ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ทำเลเพื่อให้เหมาะสมกับการเปิดร้าน หากไปตั้งอยู่ในพื้นที่ไม่เหมาะสมแม้จะเป็นร้านริมทางก็อาจประสบปัญหาเรื่องยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าได้เช่นกัน
เลือกลงทุนแบบไหน! ประสบความสำเร็จได้เร็วที่สุด?
แน่นอนว่าถ้าเราเปิดร้านเอง ทุกอย่างเราต้องไปเริ่มจากศูนย์ ต้องเตรียมทุกอย่างตั้งแต่เริ่ม แถมต้องสร้างแบรนด์เอง สร้างฐานลูกค้า กว่าจะติดตลาดอาจต้องใช้เวลามากเกินไป ทางที่ดีที่สุดคือการเลือกลงทุนแฟรนไชส์ที่ประหยัดเวลาได้มาก ปัจจุบันมีแบรนด์น่าสนใจให้เลือกลงทุนได้ทันที ยกตัวอย่าง ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด มีประสบการณ์มายาวนานกว่า 17 ปี มีสาขาทั่วประเทศมากกว่า 2,500 แห่ง เป็นแฟรนไชส์พร้อมสร้างอาชีพที่ลงทุนน้อย โอกาสคืนทุนไวประมาณ 1-4 อาทิตย์ งบลงทุน 3,000 - 59,990 บาท มีหลายแพ็กเกจให้เลือกลงทุนเช่น ชุดทดลองขาย , ชุดป้ายพร้อมอุปกรณ์ , ชุดตลาดนัดพกพา , ชุดรถเข็นตั้งต้น , ชุดมอเตอร์ไซด์พ่วงข้าง ,ชุดซุ้มพิเศษ ไม่มีค่ารายเดือน รายปี ไม่มีหักเปอร์เซ็นต์ยอดขาย ทุกแพ็กเกจที่เลือกจะได้วัตถุดิบและอุปกรณ์ให้พร้อมเปิดร้าน
หรือแฟรนไชส์ไส้กรอกแม่ไก่ที่พร้อมจัดส่งวัตถุดิบจากโรงงานมาตรฐานค่าแฟรนไชส์ 31,900 บาท งบลงทุน 49,000 บาท สิ่งที่ผู้ลงทุนจะได้รับคือคีออสตามแพ็กเกจที่เลือกพร้อมตกแต่งครบ + อุปกรณ์และวัตถุดิบให้พร้อมเปิดร้าน โอกาสคืนทุนของธุรกิจนี้ประมาณ 3 เดือน
รวมถึงแบรนด์แฟรนไชส์น่าสนใจอย่างหมูทอดหมายเลข 7 ออกแบบมาเพื่อสร้างกำไรให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ ผ่านการคำนวณทุกอย่างตั้งแต่ค่าเช่า ค่าแรง รวมถึงการลด Food Waste ให้ใกล้เคียง 0% ด้วยระบบวัตถุดิบแช่แข็งพร้อมส่งให้ผู้ประกอบการในทุกพื้นที่ และการเพิ่ม Ticket Size จากการขายเมนูที่มีความหลากหลาย ทำเลที่แนะนำสำหรับคนที่สนใจเปิดร้านคือในสถานีบริการน้ำมัน , ห้างสรรพสินค้า , ตลาดใกล้โรงเรียน / โรงงาน , ย่านออฟฟิศ , ใกล้สถานศึกษาหรือแหล่งที่พักอาศัย
อย่างไรก็ดีการจะเลือกลงทุนแฟรนไชส์ไหน หรือจะเลือกขายสินค้าอะไร สำคัญสุดคือผู้ลงทุนต้องเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า เข้าใจความต้องการของคนในพื้นที่ และนอกจากเงินทุนเปิดร้านก็ควรมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรองรับธุรกิจในช่วง 2-3 เดือนแรก ควบคู่กับการทำตลาดที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การเปิดร้านที่แม้จะเป็นแค่ร้านริมทางก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงได้
.
.
Cr. https://www.facebook.com/share/p/1DtEPQ3epQ/