ลองย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเรื่อง
ไป่หวู่หนานดั้งเดิม เดิมเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี มีอารมณ์ มีความรัก ความโกรธ ความลังเล และความเป็นมนุษย์ตามปกติ จนเมื่อฝึกวิชาเทพนักสู้ถึงระดับหนึ่ง จิตมารจึงเกิดขึ้น และนำไปสู่การแยกเป็น ร่างมาร กับ ร่างทรงธรรม แต่ผมคิดว่าตรงนี้คนอ่านอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ง่าย เพราะจริง ๆ แล้ว ร่างต้นของไป่หวู่หนานตายไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือสภาวะของจิตสองด้านที่แยกออกจากกัน ที่น่าสนใจคือ ร่างทรงธรรมไม่ได้มาจากไป่หวู่หนานดั้งเดิมที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เกิดขึ้นภายหลังจากร่างมารใช้วิชาเทพนักรบนรกภูมิ ขณะที่ร่างมารเองก็เข้าใจมาตลอดว่าจิตด้านดีของตัวเองตายไปพร้อมกับร่างเดิมแล้ว แต่ถ้ามองแบบหยินหยาง ผมว่ามันอาจไม่ใช่อย่างนั้น ในดำมีขาว และในขาวมีดำ จิตมารจึงอาจไม่เคยปราศจากจิตทรงธรรมอย่างสมบูรณ์ และจิตทรงธรรมเองก็ไม่ได้บริสุทธิ์ตลอดไป
จุดที่น่าสนใจที่สุดอยู่ในภาค Final ตอนแรกเรามองง่าย ๆ ว่า ร่างมาร = ชั่ว ร่างทรงธรรม = ดี แต่พอเรื่องดำเนินไป กลับพบว่าร่างทรงธรรมเริ่มถูกความคิดว่า “ต้องกำจัดร่างมาร” ครอบงำจนแทบไม่สนใจอะไรอีก ตรงนี้ผมว่ามันย้อนแย้งมาก เพราะร่างมารต้องการควบคุมและกำจัดสิ่งที่ขวางตัวเอง
ส่วนร่างทรงธรรมก็เริ่มใช้ตรรกะเดียวกัน “มันคือมาร ดังนั้นต้องกำจัดมัน” สุดท้าย ธรรมะที่ยึดติดกับการกำจัดมาร ก็สามารถกลายเป็นมารได้เหมือนกัน ร่างมารกับร่างทรงธรรมจึงเหมือนเป็น เงาของกันและกัน มากกว่าจะเป็นขั้วดี-ชั่วที่แยกจากกันอย่างเด็ดขาด
แล้วซีเทียนอู่คืออะไร? ถ้าอธิบายแบบคำโปรยหรือปกหนังสือ ก็คงพูดง่าย ๆ ว่า ซีเทียนอู่คือไป่หวู่หนานร่างทรงธรรมกลับชาติมาเกิด
แต่ผมรู้สึกว่าถ้าอ่านเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว มันน่าจะลึกกว่านั้น เพราะซีเทียนอู่ไม่ได้มีความทรงจำแบบ “ฉันคือไป่หวู่หนานคนเดิม” และเรื่องก็ย้ำว่าเขาเป็น จิตใหม่ ไม่มีอดีตชาติ ถ้าอย่างนั้นจะบอกว่าเขาคือร่างทรงธรรมกลับมาเกิดตรง ๆ ก็จะมีความขัดแย้งอยู่ ผมเลยมองว่า ซีเทียนอู่ไม่ได้กลับมาเป็น “บุคคลเดิม” แต่กลับมาเป็น “สภาวะเดิม” คือสภาวะของ ไป่หวู่หนานดั้งเดิม ก่อนที่จิตจะแยกออกเป็นมารกับธรรม เพราะซีเทียนอู่มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี มีอารมณ์ มีความลังเล มีความเป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นมารสุดโต่ง และก็ไม่ได้เป็นธรรมสุดโต่ง พูดง่าย ๆ คือ
ไป่หวู่หนานดั้งเดิม → จิตแยกเป็นมารและธรรม → ร่างมาร / ร่างทรงธรรม → ทั้งสองขั้วเดินไปจนสุดทาง → ซีเทียนอู่กลับมาเป็น “มนุษย์” ที่มีทั้งสองด้านอีกครั้ง
เพราะฉะนั้นศึกสุดท้ายอาจไม่ได้หมายถึง “ธรรมะปราบอธรรม” ถ้ามองแบบนี้ ซีเทียนอู่ vs ไป่หวู่หนานร่างมาร จึงไม่ใช่ ธรรมะ vs อธรรม
แต่เป็นมนุษย์ที่กลับมามีทั้งสองด้าน ปะทะกับด้านมารที่ถูกแยกออกไปจนสุดขั้ว และร่างทรงธรรมก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของวัฏจักรนี้ ซึ่งสุดท้ายกลับถูกความยึดติดกับธรรมะครอบงำจนกลายเป็นสิ่งที่ตัวเองพยายามกำจัด ดังนั้นทั้งสามคนอาจมองได้ว่าเป็น สามสภาวะของจิตเดียวกัน
ส่วนการยอมแพ้ของร่างมาร ผมว่าก็มีความหมายมาก ร่างมารเดิมต้องการควบคุมทุกอย่าง ต้องการเอาชนะ และแม้กระทั่งต้องการควบคุมเวลา
แต่สุดท้ายกลับเป็นฝ่าย ยอมแพ้และยอมปล่อย ผมไม่ได้หมายความว่าร่างมารกลายเป็นคนดี 100% แต่การยอมปล่อยสิ่งที่ตัวเองพยายามควบคุมมาตลอด มันเหมือนกับการที่ “จิตมาร” คลายตัวลง เหมือนวัฏจักรที่เดินมาจนครบ แล้วกำลังย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้น
เพราะฉะนั้นผมจึงมองตอนจบแบบหยินหยาง ผมไม่ได้มองว่า ร่างมาร = หยิน ร่างทรงธรรม = หยาง แบบตายตัว แต่เป็นว่า ในหยินมีหยาง และในหยางมีหยิน ร่างมารมีด้านดีซ่อนอยู่ ร่างทรงธรรมก็มีด้านมารซ่อนอยู่ เมื่อขั้วใดถูกผลักจนสุดขั้ว อีกขั้วก็จะเกิดขึ้นมา จนสุดท้ายซีเทียนอู่กลับมาเป็น “คน” อีกครั้ง ไม่ใช่ขาวล้วน ไม่ใช่ดำล้วน แต่เป็นมนุษย์ที่มีทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกัน ดังนั้น สำหรับผม ตอนจบของ Warlord Final จึงไม่ใช่
“ซีเทียนอู่คือพระเอกที่กลับชาติมาเกิดเพื่อฆ่าร่างมาร”
แต่เป็น
“วัฏจักรของไป่หวู่หนานกำลังย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น”
ไป่หวู่หนานดั้งเดิม → แยกเป็นมารและธรรม → ทั้งสองขั้วสร้างร่างของตัวเอง → ร่างทรงธรรมก็สุดโต่งจนกลายเป็นเงาของร่างมาร → ทั้งสองขั้วสลายไป → ซีเทียนอู่กลับมามีสภาวะของมนุษย์แบบไป่หวู่หนานดั้งเดิมอีกครั้ง
และตอนจบที่ซีเทียนอู่ปล่อยพลังทั้งหมดกลับคืนสู่ธรรมชาติ ผมจึงมองว่าเป็นเรื่องของ การคืนสู่ธรรมชาติและการหมุนเวียนของหยินหยาง มากกว่าการบรรลุนิพพานแบบพุทธ สุดท้ายไม่มีใครได้ครอบครองทุกอย่าง มารไม่ได้ครองจักรวาล ธรรมะไม่ได้ครองจักรวาล ซีเทียนอู่เองก็ไม่ได้ครองจักรวาล ทุกอย่างกลับคืนสู่ธรรมชาติ แล้ววัฏจักรใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
สรุป ไป่หวู่หนาน คือ ตัวละคร คน ที่แสดงด้านทำลายของธรรมชาติ และด้านสร้างสรรค์ของธรรมชาติ รวมทั้งด้านสมดุลย์ของพลังทั้งสอง
วัฏจักรชีวิต จิต วิญญาณ แบบเต๋า “หนึ่งก่อเกิดสอง สองก่อเกิดสาม แล้วสามกลับคืนสู่หนึ่ง”
Warlord Final ซีเทียนอู่ การย้อนกลับมาของไป่หวู่หนาน (ดั้งเดิม) โดยจิตร่างทรงธรรมที่แยกตัวจากไป่หวู่หนานร่างมาร
ไป่หวู่หนานดั้งเดิม เดิมเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี มีอารมณ์ มีความรัก ความโกรธ ความลังเล และความเป็นมนุษย์ตามปกติ จนเมื่อฝึกวิชาเทพนักสู้ถึงระดับหนึ่ง จิตมารจึงเกิดขึ้น และนำไปสู่การแยกเป็น ร่างมาร กับ ร่างทรงธรรม แต่ผมคิดว่าตรงนี้คนอ่านอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ง่าย เพราะจริง ๆ แล้ว ร่างต้นของไป่หวู่หนานตายไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือสภาวะของจิตสองด้านที่แยกออกจากกัน ที่น่าสนใจคือ ร่างทรงธรรมไม่ได้มาจากไป่หวู่หนานดั้งเดิมที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เกิดขึ้นภายหลังจากร่างมารใช้วิชาเทพนักรบนรกภูมิ ขณะที่ร่างมารเองก็เข้าใจมาตลอดว่าจิตด้านดีของตัวเองตายไปพร้อมกับร่างเดิมแล้ว แต่ถ้ามองแบบหยินหยาง ผมว่ามันอาจไม่ใช่อย่างนั้น ในดำมีขาว และในขาวมีดำ จิตมารจึงอาจไม่เคยปราศจากจิตทรงธรรมอย่างสมบูรณ์ และจิตทรงธรรมเองก็ไม่ได้บริสุทธิ์ตลอดไป
จุดที่น่าสนใจที่สุดอยู่ในภาค Final ตอนแรกเรามองง่าย ๆ ว่า ร่างมาร = ชั่ว ร่างทรงธรรม = ดี แต่พอเรื่องดำเนินไป กลับพบว่าร่างทรงธรรมเริ่มถูกความคิดว่า “ต้องกำจัดร่างมาร” ครอบงำจนแทบไม่สนใจอะไรอีก ตรงนี้ผมว่ามันย้อนแย้งมาก เพราะร่างมารต้องการควบคุมและกำจัดสิ่งที่ขวางตัวเอง
ส่วนร่างทรงธรรมก็เริ่มใช้ตรรกะเดียวกัน “มันคือมาร ดังนั้นต้องกำจัดมัน” สุดท้าย ธรรมะที่ยึดติดกับการกำจัดมาร ก็สามารถกลายเป็นมารได้เหมือนกัน ร่างมารกับร่างทรงธรรมจึงเหมือนเป็น เงาของกันและกัน มากกว่าจะเป็นขั้วดี-ชั่วที่แยกจากกันอย่างเด็ดขาด
แล้วซีเทียนอู่คืออะไร? ถ้าอธิบายแบบคำโปรยหรือปกหนังสือ ก็คงพูดง่าย ๆ ว่า ซีเทียนอู่คือไป่หวู่หนานร่างทรงธรรมกลับชาติมาเกิด
แต่ผมรู้สึกว่าถ้าอ่านเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว มันน่าจะลึกกว่านั้น เพราะซีเทียนอู่ไม่ได้มีความทรงจำแบบ “ฉันคือไป่หวู่หนานคนเดิม” และเรื่องก็ย้ำว่าเขาเป็น จิตใหม่ ไม่มีอดีตชาติ ถ้าอย่างนั้นจะบอกว่าเขาคือร่างทรงธรรมกลับมาเกิดตรง ๆ ก็จะมีความขัดแย้งอยู่ ผมเลยมองว่า ซีเทียนอู่ไม่ได้กลับมาเป็น “บุคคลเดิม” แต่กลับมาเป็น “สภาวะเดิม” คือสภาวะของ ไป่หวู่หนานดั้งเดิม ก่อนที่จิตจะแยกออกเป็นมารกับธรรม เพราะซีเทียนอู่มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี มีอารมณ์ มีความลังเล มีความเป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นมารสุดโต่ง และก็ไม่ได้เป็นธรรมสุดโต่ง พูดง่าย ๆ คือ
ไป่หวู่หนานดั้งเดิม → จิตแยกเป็นมารและธรรม → ร่างมาร / ร่างทรงธรรม → ทั้งสองขั้วเดินไปจนสุดทาง → ซีเทียนอู่กลับมาเป็น “มนุษย์” ที่มีทั้งสองด้านอีกครั้ง
เพราะฉะนั้นศึกสุดท้ายอาจไม่ได้หมายถึง “ธรรมะปราบอธรรม” ถ้ามองแบบนี้ ซีเทียนอู่ vs ไป่หวู่หนานร่างมาร จึงไม่ใช่ ธรรมะ vs อธรรม
แต่เป็นมนุษย์ที่กลับมามีทั้งสองด้าน ปะทะกับด้านมารที่ถูกแยกออกไปจนสุดขั้ว และร่างทรงธรรมก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของวัฏจักรนี้ ซึ่งสุดท้ายกลับถูกความยึดติดกับธรรมะครอบงำจนกลายเป็นสิ่งที่ตัวเองพยายามกำจัด ดังนั้นทั้งสามคนอาจมองได้ว่าเป็น สามสภาวะของจิตเดียวกัน
ส่วนการยอมแพ้ของร่างมาร ผมว่าก็มีความหมายมาก ร่างมารเดิมต้องการควบคุมทุกอย่าง ต้องการเอาชนะ และแม้กระทั่งต้องการควบคุมเวลา
แต่สุดท้ายกลับเป็นฝ่าย ยอมแพ้และยอมปล่อย ผมไม่ได้หมายความว่าร่างมารกลายเป็นคนดี 100% แต่การยอมปล่อยสิ่งที่ตัวเองพยายามควบคุมมาตลอด มันเหมือนกับการที่ “จิตมาร” คลายตัวลง เหมือนวัฏจักรที่เดินมาจนครบ แล้วกำลังย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้น
เพราะฉะนั้นผมจึงมองตอนจบแบบหยินหยาง ผมไม่ได้มองว่า ร่างมาร = หยิน ร่างทรงธรรม = หยาง แบบตายตัว แต่เป็นว่า ในหยินมีหยาง และในหยางมีหยิน ร่างมารมีด้านดีซ่อนอยู่ ร่างทรงธรรมก็มีด้านมารซ่อนอยู่ เมื่อขั้วใดถูกผลักจนสุดขั้ว อีกขั้วก็จะเกิดขึ้นมา จนสุดท้ายซีเทียนอู่กลับมาเป็น “คน” อีกครั้ง ไม่ใช่ขาวล้วน ไม่ใช่ดำล้วน แต่เป็นมนุษย์ที่มีทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกัน ดังนั้น สำหรับผม ตอนจบของ Warlord Final จึงไม่ใช่
“ซีเทียนอู่คือพระเอกที่กลับชาติมาเกิดเพื่อฆ่าร่างมาร”
แต่เป็น
“วัฏจักรของไป่หวู่หนานกำลังย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น”
ไป่หวู่หนานดั้งเดิม → แยกเป็นมารและธรรม → ทั้งสองขั้วสร้างร่างของตัวเอง → ร่างทรงธรรมก็สุดโต่งจนกลายเป็นเงาของร่างมาร → ทั้งสองขั้วสลายไป → ซีเทียนอู่กลับมามีสภาวะของมนุษย์แบบไป่หวู่หนานดั้งเดิมอีกครั้ง
และตอนจบที่ซีเทียนอู่ปล่อยพลังทั้งหมดกลับคืนสู่ธรรมชาติ ผมจึงมองว่าเป็นเรื่องของ การคืนสู่ธรรมชาติและการหมุนเวียนของหยินหยาง มากกว่าการบรรลุนิพพานแบบพุทธ สุดท้ายไม่มีใครได้ครอบครองทุกอย่าง มารไม่ได้ครองจักรวาล ธรรมะไม่ได้ครองจักรวาล ซีเทียนอู่เองก็ไม่ได้ครองจักรวาล ทุกอย่างกลับคืนสู่ธรรมชาติ แล้ววัฏจักรใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
สรุป ไป่หวู่หนาน คือ ตัวละคร คน ที่แสดงด้านทำลายของธรรมชาติ และด้านสร้างสรรค์ของธรรมชาติ รวมทั้งด้านสมดุลย์ของพลังทั้งสอง
วัฏจักรชีวิต จิต วิญญาณ แบบเต๋า “หนึ่งก่อเกิดสอง สองก่อเกิดสาม แล้วสามกลับคืนสู่หนึ่ง”