ช่วยกันเขียนจดหมายคนละฉบับ เหมือนที่พวกเขาทำกันในอดีต
สุดท้ายก็กลายเป็นพลัง เขย่ารัฐบาลได้
ดึงมาให้หมดค่ะ ทั้งองค์กรอิสระระหว่างประเทศ
ทั้งยูเอ็น ทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชน ให้เข้ามาแทรกแซง ความอยุติธรรมของไทย
อย่างน้อย ถ้าไม่สำเร็จในวันนี้ ก็ขอให้เครือข่ายพวกรัฐพันลึกของไทย มีบาดแผลติดตัวไป
อย่าให้พวกมันอยู่อย่างมีความสุข
เครื่องมือ Urgent Action (ปฏิบัติการด่วน) ของแอมเนสตี้ฯ เริ่มพัฒนาขึ้นในช่วงต้นยุค 70
เพื่อตอบโต้กรณีการทรมานและการจับกุมคุมขังนักโทษทางความคิดอย่างไม่เป็นธรรมแบบฉับพลัน
แต่กรณี "จำเลย 6 ตุลา" (รวมถึง อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และคุณสุธรรม แสงประทุม)
ถือเป็นหนึ่งในแคมเปญที่ประสบความสำเร็จที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แอมเนสตี้ฯ ใช้เครือข่ายสมาชิก (Local Groups)
ที่กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาเหนือ ให้ช่วยกันกระจายข่าว
สมาชิกไม่ได้ทำแค่ลงชื่อ แต่เขียนจดหมายด้วยลายมือหรือพิมพ์การ์ด
แล้วติดแสตมป์ส่งทางไปรษณีย์อากาศ (Air Mail) ข้ามโลกมายังสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย
และเรือนจำบางขวางโดยตรง
2. ทำไมจดหมายกระสอบๆ ถึงเปลี่ยนใจรัฐบาลได้?
ในทางรัฐศาสตร์ การส่งจดหมายไม่ได้เป็นเพียงการส่งข้อความให้กำลังใจ แต่มันคือ
"มาตรการกดดันทางจิตวิทยาและภาพลักษณ์" (Naming and Shaming):
ภาระของเจ้าหน้าที่รัฐ: การที่มีจดหมายภาษาต่างประเทศจำนวนนับแสนฉบับส่งเข้ามา
ทำให้เจ้าหน้าที่เรือนจำและหน่วยงานความมั่นคงต้องรับรู้ว่า "โลกกำลังเฝ้ามองดูคนกลุ่มนี้อยู่"
หากผู้ต้องขังเป็นอะไรไปในคุก สังคมโลกจะถือว่ารัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบทันที
การทูตและเศรษฐกิจ: ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประเทศไทยต้องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจ
ความน่าเชื่อถือทางการค้า และการลงทุนจากชาติตะวันตก
การถูกกดดันจากภาคประชาสังคมสากลส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการทูต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางลงทางการเมือง
3. ผลลัพธ์เชิงบวกและความย้อนยอกที่ตามมา
แคมเปญนี้ส่งผลให้เกิดการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พ.ศ. 2521
ทำให้นักศึกษาและจำเลยได้รับอิสระ และกลายเป็นกรณีศึกษาที่แอมเนสตี้ฯ
นำไปใช้อ้างอิงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิสูจน์ว่า "จดหมายหนึ่งฉบับของคนธรรมดา
เมื่อรวมกันเป็นหมื่นเป็นแสนฉบับ สามารถสั่นสะเทือนอำนาจรัฐบาลที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้จริง"
เครดิต ไทยอีนิวส์
ช่วยกันเขียนจดหมายคนละฉบับ และให้ชาวโลกร่วมด้วยกับเรา ให้ปล่อยนักโทษการเมืองในไทยให้หมด (หงส์เหนือมังกร)
สุดท้ายก็กลายเป็นพลัง เขย่ารัฐบาลได้
ดึงมาให้หมดค่ะ ทั้งองค์กรอิสระระหว่างประเทศ
ทั้งยูเอ็น ทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชน ให้เข้ามาแทรกแซง ความอยุติธรรมของไทย
อย่างน้อย ถ้าไม่สำเร็จในวันนี้ ก็ขอให้เครือข่ายพวกรัฐพันลึกของไทย มีบาดแผลติดตัวไป
อย่าให้พวกมันอยู่อย่างมีความสุข
เครื่องมือ Urgent Action (ปฏิบัติการด่วน) ของแอมเนสตี้ฯ เริ่มพัฒนาขึ้นในช่วงต้นยุค 70
เพื่อตอบโต้กรณีการทรมานและการจับกุมคุมขังนักโทษทางความคิดอย่างไม่เป็นธรรมแบบฉับพลัน
แต่กรณี "จำเลย 6 ตุลา" (รวมถึง อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และคุณสุธรรม แสงประทุม)
ถือเป็นหนึ่งในแคมเปญที่ประสบความสำเร็จที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แอมเนสตี้ฯ ใช้เครือข่ายสมาชิก (Local Groups)
ที่กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาเหนือ ให้ช่วยกันกระจายข่าว
สมาชิกไม่ได้ทำแค่ลงชื่อ แต่เขียนจดหมายด้วยลายมือหรือพิมพ์การ์ด
แล้วติดแสตมป์ส่งทางไปรษณีย์อากาศ (Air Mail) ข้ามโลกมายังสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย
และเรือนจำบางขวางโดยตรง
2. ทำไมจดหมายกระสอบๆ ถึงเปลี่ยนใจรัฐบาลได้?
ในทางรัฐศาสตร์ การส่งจดหมายไม่ได้เป็นเพียงการส่งข้อความให้กำลังใจ แต่มันคือ
"มาตรการกดดันทางจิตวิทยาและภาพลักษณ์" (Naming and Shaming):
ภาระของเจ้าหน้าที่รัฐ: การที่มีจดหมายภาษาต่างประเทศจำนวนนับแสนฉบับส่งเข้ามา
ทำให้เจ้าหน้าที่เรือนจำและหน่วยงานความมั่นคงต้องรับรู้ว่า "โลกกำลังเฝ้ามองดูคนกลุ่มนี้อยู่"
หากผู้ต้องขังเป็นอะไรไปในคุก สังคมโลกจะถือว่ารัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบทันที
การทูตและเศรษฐกิจ: ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประเทศไทยต้องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจ
ความน่าเชื่อถือทางการค้า และการลงทุนจากชาติตะวันตก
การถูกกดดันจากภาคประชาสังคมสากลส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการทูต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางลงทางการเมือง
3. ผลลัพธ์เชิงบวกและความย้อนยอกที่ตามมา
แคมเปญนี้ส่งผลให้เกิดการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พ.ศ. 2521
ทำให้นักศึกษาและจำเลยได้รับอิสระ และกลายเป็นกรณีศึกษาที่แอมเนสตี้ฯ
นำไปใช้อ้างอิงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิสูจน์ว่า "จดหมายหนึ่งฉบับของคนธรรมดา
เมื่อรวมกันเป็นหมื่นเป็นแสนฉบับ สามารถสั่นสะเทือนอำนาจรัฐบาลที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้จริง"
เครดิต ไทยอีนิวส์