หลวง​พ่อ​ชา​บอกว่า​ภาวนา​ให้​รู้​ตามความเป็นจริง​ ให้​คิดแบบ​นี้​

กระทู้คำถาม
ภาวนา คือ...
พิจารณาให้รู้ตามเป็นจริง
  
  "เรื่องภาวนา นั้น...
คือ เรื่องการพิจารณาให้รู้เท่าตามเป็นจริงนี่เอง อุปกรณ์ที่จะให้รู้เท่าตามเป็นจริงนั้น
มีหลายอย่าง เป็นต้นว่า...ทำศีลให้บริบูรณ์
เมื่อศีลบริบูรณ์แล้ว...
เป็นสมาธิ แล้วจึงถึงปัญญา คล้ายๆ กับว่ากระโถนใบนี้ เรายังไม่รู้แจ้งเรื่องกระโถน กระโถนใบนี้ยังไม่รู้แจ้ง แต่เราก็คิดว่า...
เรารู้แจ้งในเรื่องกระโถนใบนี้

อย่างเราเรียกกระโถน เข้าใจอย่างนี้
แต่ไปถึงอีกบ้านเขาเรียกถ้วย
ไปอีกบ้านเขาเรียกหม้อ จะว่าอย่างไร ?
ความเป็นจริงกระโถนนี้...ไม่มี
เป็นสิ่งสมมติขึ้นมาถ้าหากว่าเราเรียกกระโถน คนอื่นเค้าเรียกถ้วย มันก็เถียงกันเท่านั้นแหละ เพราะเราไม่รู้...
ถ้าเรารู้จักกระโถนแล้ว เค้าเรียกหม้อเราก็รู้จัก เพราะกระโถน มันเป็นสมมติ
เราจะเรียกถ้วย มันก็อยู่ที่เราเรียก
เราเรียกถ้วย มันก็ไม่ว่า เรียกกระโถน
มันก็ไม่ว่า ของเหล่านี้...มันเป็นสภาวะอย่างนี้ ของมัน อยู่...อย่างนี้

เราไปยึดมันเอง
จริงๆ แล้ว...มันเป็นของสมมติอันหนึ่ง
ภาวนารู้เท่าตามเป็นจริงของกระโถนนี้
สภาวะของกระโถนนี้ คือสกนธ์ร่างกาย
ของเรานี่แหละ! ที่พระพุทธเจ้าสอน
ไม่ใช่ ตัวเรา ไม่ใช่ ของของเรา สภาวะ
อันนี้ เป็นของอย่างนี้...
ไม่เที่ยง
ไม่ใช่ ตัวตนเราจริงๆ
ถ้าเรารู้จักว่ามันไม่ใช่ตัวตนจริงๆ เราก็ไม่
ยึดมั่น ถือมั่นอะไร เหมือนกระโถนใบนี้
เราใช้กระโถนใบนี้อยู่ แต่จะเรียกถ้วยก็ได้
เราใช้ร่างกายอันนี้อยู่...
เขาจะว่าดี ก็ได้  เขาจะว่าไม่ดี ก็ได้
เพราะเรื่องดี ไม่ดี  เขาไม่เป็นประมาณ
  
  
เรื่องภาวนา...ให้รู้เท่าตามเป็นจริงของมัน
ใจเราจะละได้ วางได้ ไม่ได้ยึดกระโถนนี้
ตามเป็นจริง ไม่ได้ยึดว่าถ้วยนี้ ตามเป็นจริง สภาวะอันนี้...เป็นของกลาง
เขาจะเรียกกระโถน เราก็สบาย
เขาจะเรียกหม้อ เราก็สบาย นี่คือ การรู้เท่าตามเป็นจริง เรียกว่า...รู้เท่าตามเป็นจริงของมัน  ความสงสัย ก็เลย...ไม่มี
เมื่อพ้นจากสมมติ วิมุตติก็เกิดขึ้นมา
  
  
การทำสมาธิ...
จะบริกรรมพุทโธ ก็ได้  ธัมโม  สังโฆ ก็ได้
แล้วแต่...เราจะทำจนจิตใจของเราสงบ
จากความนึกคิด ต่างๆ นานา จิตลงเป็นหนึ่ง
ได้ นี่เรียกสมถภาวนา ทำใจให้สงบ
เมื่อใจเราสงบแล้ว...ก็เอาจิตใจ มาภาวนา พิจารณาให้มันรู้เท่าตามเป็นจริงขึ้นมา
เมื่อรู้เท่าตามเป็นจริงได้ ก็เป็น...วิปัสสนา
  
  
เรื่องของการภาวนา...
การภาวนา คือการพิจารณานี่เอง ร่างกาย
ของเราเป็นของไม่งาม ตรงไหนที่ว่ามันงาม ลองดูซิ  มันไม่ใช่ของเรา ลองดูซิ  มันไม่ใช่ของเรา ลองพิจารณาดู...
จนมันรู้เท่าตามเป็นจริง
จนเห็นว่า...มันไม่งาม
จนเห็นว่า...มันไม่ใช่เรา นี่เรียกว่าการภาวนา
การพิจารณาเห็นว่าไม่งาม นี่ก็เป็นสมถะแล้ว

การภาวนา...
จะช้าเร็ว อยู่...ที่อุปนิสัยปัจจัยของเรา
•ถ้าปัญญาไม่รอบคอบ จะเดินถูกได้อย่างไร
•ถ้าปัญญาไม่ละเอียด สมาธิจะเป็นได้อย่างไร
ถ้าพูดถึงการปฏิบัติแล้ว...ต้องปัญญามาก่อน
ถ้าพูดทางปริยัติต้อง ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา
แต่เมื่อพูดถึงปฏิบัติ...
ต้องมีปัญญามาก่อน จึงจะรู้จักการให้ทาน

ถ้ามีปัญญา แล้ว...
การให้ทาน ก็สมบูรณ์
รักษาศีล...
ถ้ามีปัญญา  ศีล ก็สมบูรณ์
สมาธิ...มีปัญญา ก็ตัดกิเลสได้."
  
_______________________________________
ธรรมบรรยาย
ในโอกาสเดินทางมานมัสการ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ณ วัดบ้านตาด ในวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๑
จาก มรดกธรรมเล่มที่ ๑๐ “ภาวนาคือพิจารณาให้รู้ตามเป็นจริง” หน้า ๖๙-๗
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่