
สวัสดีค่ะ กระทู้นี้ขอเขียนเป็นบันทึกการเดินทางไปเทร็กที่เนปาลโดยเริ่มบินจากกาฐมาณฑุไปที่ Lukla เพื่อเริ่มเดิน และไปจบที่หมู่บ้าน Gokyo
ขากลับเรานั่งเฮลิคอปเตอร์จาก Gokyo ลงมาที่ Lukla และต่อเฮลิคอปเตอร์อีกต่อกลับมาที่กาฐมาณฑุ รวมการเดินทางทั้งหมด 7 วัน เราไปมาเมื่อเดือน พ.ย. 2025 ทริปนี้มีพี่ไกด์กับน้องลูกหาบร่วมเดินทางไปกับเรา เลือกเส้นทางไป Gokyo เพราะเคยเห็นรูปทะเลสาบสีฟ้าที่มีภูเขาสูงเรียงรายเป็นแบ็กกราวด์แล้วมันตราตรึงใจ เส้นนี้คนน้อยกว่า EBC รู้สึกว่าถูกจริตกว่าเลยตกลงเดินเส้นนี้
เราเลือกเป็นไพรเวททริปเพราะรู้ตัวว่าเรื่องเยอะ เดินช้า ไม่ชอบคนเยอะ ไม่ชอบแชร์ห้องกับใคร เราอยากเดินเงียบ ๆ ดื่มด่ำความสวยงามของวิวทิวทัศน์ไป และข้อดีของการไปคนเดียวคือสามารถปรับแผนเดินทางและที่พักได้หากมีเหตุจำเป็น
ทริปนี้เราแพลนมานานมาก แต่มีเหตุต้องเลื่อนมาถึงห้าปี บอกตามตรงว่าปกติไม่ได้ออกกำลังกายนอกจากเดินเทรลแถวบ้านที่เมลเบิร์นอาทิตย์ละ 3-4 วัน วันละ 1-2 ชั่วโมงเอง ตอนแรกก็ลังเลว่าจะไปดีไหมเพราะรู้ตัวว่าร่างกายไม่ฟิต อายุก็เลยหลักสี่มาครึ่งทางแล้ว แถมเดินคนเดียวเพราะสามีไม่ใช่สายลุย สุดท้ายก็ตัดสินใจขอทำตามความฝัน จัดการติดต่อบริษัททัวร์ที่กาฐมาณฑุผ่าน WhatsApp บอกความต้องการของเราไปว่าเราเดินช้า และหากเป็นไปได้ขอที่พักที่มีห้องน้ำในตัว และเมื่อถึงวันเดินทางเราสัญญากับตัวเองและสามีว่าจะไปแค่เท่าที่ไหว จะฟังร่างกาย และถ้ารู้ตัวว่าไม่ไหวก็จะลงทันทีแม้ว่าจะไปไม่ถึง Gokyo เพื่อความปลอดภัย มีใจแป้วเหมือนกันตอนที่สามีมาส่งที่สนามบิน แต่อีกใจก็ตื่นเต้นที่จะได้เห็น Everest ด้วยตาเนื้อให้สมใจเสียที

วันแรกที่มาถึง Kathmandu ไกด์มารับที่สนามบินแล้วไปส่งที่โรงแรมย่านทาเมล ช่วงเย็นก็พาไปซื้อของใช้ที่จำเป็น เราเตรียมของมาจากบ้านเองแทบจะครบทุกอย่าง จะมีที่ต้องซื้อก็พวกยา Diamox ผ้าบัฟและไม้เทร็ก ไม้เทร็กที่นี่ราคาถูกมาก คู่ละไม่กีร้อยแต่บอกเลยว่าจำเป็นมากสำหรับเรา ถุงมือไหมพรมแบบเปิดนิ้วได้ รู้สึกว่าคิดถูกมากที่ซื้อมาเพราะนอนที่ทีเฮาส์มันหนาวมาก ถุงนอนบริษัทมีให้ยืม แต่เราเตรียม liner ไปเอง ขอขอบคุณเพื่อนมิ้งที่มีน้ำใจส่ง liner ของ sleepsloth_thailand มาให้ เราได้ใช้แล้วนะ ^_^ ฝากตามไอจีร้านเพื่อนด้วยนะคะ
หลังจากกินข้าวเย็นแล้วไกด์ก็บรีฟแผนการเดินทาง สอนให้สังเกตอาการ AMS เช่นเวียนหัว คลื่นไส้ ปวดหัว เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ถ้าอาการไม่มากก็อาจจะต้องเพิ่มวัน Acclimatization หรือรีบเดินลงที่ต่ำ ถ้าอาการหนักไกด์จะใช้สิทธิ์ประกันเรียกเฮลิคอปเตอร์เพื่อนำส่ง รพ ทันที
Day 1 Kathmandu-Lukla-Phakding 2,610m
Distance: 8 Km
Duration: 3-4 hours
เช้ารถมารับไปสนามบินตั้งแต่ตีห้า ไกด์คนนี้ไม่ได้บินไปกับเรานะคะ เราจะไปเจอกับไกด์คนที่พาเดินที่ Lukla เลย แต่เค้าก็เอาเราไปฝากไปกับกรุ๊ปที่เค้ารู้จักให้ช่วยดูแลพาเราขึ้นเครื่อง ไกด์คนอื่นเห็นเรามาคนเดียวก็คอยมาถาม มาช่วยเหลือเราเป็นอย่างดี น่ารักมาก เแนะนำให้เรานั่งฝั่งซ้ายของเครื่องบินเล็กจะได้เห็นเทือกเขาหิมาลัยและเอเวอร์เรสชัด ๆ ระหว่างทางมีตกหลุมอากาศเป็นระยะ ใช้เวลาบินประมาณ 45 นาทีก็ถึง Tenzing-Noygay Airport ที่ Lukla เป็นสนามบินที่อัตรายที่สุดในโลกเพราะมีรันเวย์ที่สั้น ไกด์มารอรับเราพร้อมลูกหาบ กินข้าวเติมพลังก่อนเริ่มเดิน วันนี้ไกด์บอกเดินง่าย ทางราบเป็นส่วนใหญ่ แต่เอาจริงมันก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ชันมากแต่ก็เหนื่อยใช้ได้ ดีที่ใส่ที่รัดเข่าไว้ ไม่งั้นเข่าคงพังตั้งแต่วันแรก ข้ามสะพานแขวนไปกี่อันไม่ได้นับ เราใช้เวลาเดิน 5 ชั่วโมง ถึงที่พักที่ Phakding มีห้องน้ำในตัว มีที่ชาร์จไฟในห้อง เราขออาบน้ำอุ่น ที่นี่ไม่เค้าคิดเงินเพิ่ม อากาศยังไม่หนาวเราเลยสระผม ผมไม่ยาว แป๊บเดียวก็แห้ง อาบน้ำแล้วก็มากินข้าว นั่งเล่นอ่านหนังสือที่ห้องอาหาร พอเริ่มมืดที่พักก็จะจุดไฟให้ความอบอุ่น เชื้อเพลิงทำจากอึจามรี สั่งน้ำร้อนมาระกติกใหญ่ น่าจะเกือบสองลิตร แบ่งน้ำร้อนใส่ขวดน้ำ Nalgene เอาใส่ไว้ในถุงนอนเพิ่มความอบอุ่น ที่เหลือก็ใส่ขวดเก็บความร้อนไว้ วันต่อมาก็ใช้ดื่มได้ไม่ต้องไปหาซื้อระหว่างทาง
Day 2 Phakding-Numche Bazaar 3,440m
Distance: 12 Km
Duration: 6-7 hours
ตื่นเช้ามาด้วยความสดใส ขาล้านิด ๆ แต่โดยรวมแล้วยังโอเค เช้านี้กินขนมปังปิ้ง ไข่ดาว และก็ masala tea อร่อยยยย
ในทุก ๆ เช้าไกด์จะถามว่าหลับดีมั้ย ในทุก ๆ มื้อไกด์จะคอยดูว่ากินหมดมั้ยเพื่อให้แน่ในว่าเราได้รับพลังงานเพียงพอในแต่ละวัน และไม่มีอาการแพ้ความสูง วัด O2 เรายัง 99% อยู่ กินอิ่มนอนหลับไกด์ก็หายห่วง เราเริ่มกิน Diamox ตั้งแต่เมื่อคืน มีอาการข้างเคียงคือชาที่ปลายนิ้วนิดหน่อย ปวดเบาบ่อย และที่สำคัญคือกินน้ำอัดลมไม่อร่อย มันรสชาติแปร่ง ๆ ระหว่างทางเราพยายามดื่มน้ำให้ได้ไม่น้อยกว่าสามลิตร ใส่เกลือแร่วิตามินรวมผสมในน้ำด้วยเพราะระหว่างเดินเหงื่อออกเยอะ เราเริ่มเดินตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่งเพราะไกด์ดูแล้วว่าเราเดินช้าเลยออกเร็วหน่อย วันนี้บอกเลยว่ายาก ยากที่สุดในทริป เดินขึ้น ขึ้น ขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด ทางราบมีบ้างแต่น้อยมาก มีแต่ขึ้น ขึ้น และก็ขึ้น ทั้งสูงทั้งชั้น เราเดินแบบซอมบี้ เห็นบันไดแล้วจะตาย เกลียดมากเพราะต้องยกขามากกว่าเดินทางชันที่เป็นทางสโลป เดินไปขาสั่นไป บางทีก็สงสัยว่านี่ขาใคร?
ตอนพักกินข้าวเที่ยงเราได้เจอกับสาวน้อยน่ารักชื่อน้องซาห์บาห์ อายุยี่สิบปลาย เป็นวิศวกรมาจากอียิปต์ เพราะเดินทางคนเดียวเหมือนกันเลยคุยกันถูกคอ ก็แลกไอจีกันไว้เผื่อนัดเจอกันที่นัมเช ซาห์บาห์กินเสร็จก่อนเลยขอเตัวเดินนำไปก่อน เราไม่ค่อยหิวเลยว่าจะสั่งสลัดมากินแต่ไกด์ไม่ยอม บอกว่าเธอจะกินแค่นี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็แซนด์วิชจะได้มีพลังงานเพียงพอ ลืมบอกไปว่าค่าอาหารสามมื้อกับชา กาแฟก็อยู่ในแพ็กเกจแล้ว นอกเหนือจากนั้นเราต้องจ่ายเองเช่นค่าน้ำร้อน ขนม Wi-Fi
เราฝืนกินไปได้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งนึงไกด์ให้เอาไปกินระหว่างทาง ห้ามทิ้ง ต้องกินให้หมด เดินมาไม่นานก็ถึงสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในเส้นทางนี้
ตามทางจะเดินผ่านหินมานี (Mani stones) ที่สลักบทสวดไว้ กับ prayer flags ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนของเสียงบทสวดมนต์ที่ลอยมาตามลม สะท้อนจิตวิญญาณของหิมาลัยได้เป็นอย่างดี วิวข้างทางสวยมาก แต่หลังจากข้ามสะพานแขวนอันใหญ่แล้วบอกเลยว่านรก! ไม่สนใจวิวละ เหนื่อย ขาสั่นผับ ๆ
ระหว่างเดินก็เห็นกลุ่มอื่นเดินแซงเราไปเรื่อย ๆ จนเหลือแค่เรากับหนุ่มอินเดียที่มาคนเดียวเหมือนกันเดินรั้งท้าย ได้แต่มองหน้ากันเพราะไม่มีแรงจะคุย หมอกเริ่มลงจัด เริ่มหนาว เราก็รีบเดินเพราะกลัวว่าจะไปถึงมืด เสียงหนุ่มอินเดียบ่นกระปอดกระแปดแว่วตามหลังมาว่าครั้งนี้จะเป็นการเดินเทร็กครั้งสุดท้าย จะไม่ทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว เดินงอแงไปตลอดทาง ไกด์เราก็ขำ แต่เราไม่ขำเพราะคิดเหมือนกันว่าฉันมาทำอะไรที่นี่วะ วิธีพักร้อนมีเป็นร้อย ดันเลือกวิธีลำบาก แต่ละก้าวมันยากมาก เดินสิบก้าวพักหายใจหนึ่งนาทีไม่เกินจริง รีบเดินหนีหมอกที่ไล่หลังมาได้สักพักก็เห็นเมืองอยู่ลิบ ๆ ค่อยใจชื้น มีแรงเดินต่อจนถึงที่พัก พอรู้ว่าห้องอยู่ชั้นสามเท่านั้นแหละ ร้องเตี้ยดังมาก! เรียกว่ากว่าจะปีนบันไดขึ้นไปจนถึงชั้นสามนี่ต้องให้ไกด์กับน้องลูกหาบช่วยหิ้วปีกคนละข้าง รวมวันนี้ใช้เวลาเดินไป 9 ชั่วโมง บอกแล้วเราเดินช้า(-_-!)
วันนี้อาบน้ำอุ่นต้องเสียเงิน แต่ไม่อาบไม่ไหว เหงื่อออกเสื้อเปียกจนบิดได้ขนาดนั้น ไกด์บอกว่าตั้งแต่วันนี้ไปห้ามสระผมแล้วนะเพราะไม่มีไดร์ อากาศตอนเย็น ๆ หนาว กว่าผมจะแห้งกลัวจะไม่สบาย เราพก Dry shampoo ไปเลยได้ใช้
รีบกินข้าวรีบนอนตั้งแต่ทุ่มนึง เหนื่อย จะตาย ก่อนนอนก็โทรเมาธ์แฟดกับน้องซาห์บาห์ น้องบอกไปสระผมที่ร้านมา เริ่ดเลยล่ะ พรุ่งนี้เลยนัดกันว่าบ่าย ๆ จะไปสระผมที่ร้านให้เค้าเป่าแห้งให้
Day 3 Acclimatization
วันนี้เดินไม่ยาก ไกด์พาเราเดินขึ้นไปที่ Tenzing Norgay Memorial ระหว่างทางเป็นป่าสน สวยสงบมาก วันนี้เราแค่เดินขึ้นที่สูงเพื่อให้ร่างการปรับสภาพและลงมานอนที่ต่ำกว่า เรียกว่า Acclimatization
ตรงนี้เห็นคุณเอเวอร์เรสชัดมาก วินาทีนั้นมันตื้นตันมาก ๆ ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เรามาถึงตรงนี้ มายืนที่นี่ รอบตัวมีแต่ภูเขาที่โอบกอด ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เสมอ เราเป็นแค่เพียงมนุษย์ตัวเล็ก ๆ คอยอาศัยธรรมชาติช่วยดูแลชีวิต
ไกด์ถามว่าจะขึ้นไปที่ View point ต่อมั้ย ชั่วโมงเดียวก็ถึง เรารีบส่ายหัวทันที เมื่อวานขายังไม่หายสั่นเลย วันนี้ขอพักเหอะ ขาลงเดินสวนกับน้องซาห์บาห์ที่กำลังจะขึ้นไปดู View point เรานัดกันตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าจะไปเดินเล่นในเมืองด้วยกันตอนบ่าย น้องบอกอีกสองชั่วโมงก็จะลงมาแล้วจะไปหาเราที่ทีเฮาส์
Numche เป็นเมืองสุดท้ายของเส้นทางนี้ มีตู้เอทีเอ็ม ร้านซักรีด สระไดร์ มีร้านอาหารหลากหลาย มีร้านอาหารญี่ปุ่นด้วยนะ ร้านกาแฟ ร้านขนมเบเกอรี่ ไอริชบาร์ เยอะแยะไปหมด ขาดอะไรก็รีบหาซื้อที่นี่เพราะต่อจากนี้จะไม่มีให้ซื้อแล้ว
เมื่อคืนระหว่างกินข้าวได้คุยกับอีกกรุ๊ปที่เพิ่งเดินลง เขาบอกว่าสี่ห้าวันก่อนอากาศแย่มาก ฝนตกแทบทุกวัน ไม่เห็นยอดเอเวอร์เรสเลย เพิ่งได้มาเห็นวันนี้วันเดียวเอง พรุ่งนี้ก็เดินจบวันสุดท้ายแล้ว เสียดายมาก เธอโชคดีนะที่อากาศดี แล้วก็จริงเพราะฟ้าเปิดทุกวันที่เดินตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย ไม่เจอฝนเลยซักวัน

ช่วงบ่ายก็ไปฮิฮะกับซาห์บาห์ สระผมเสร็จก็หาที่นั่งคุยกัน เราสองคนคุยกันถูกคอเหมือนพี่น้องที่พลัดพราก น้องเพิ่งไปพิชิตคิริมันจาโรมาเมื่อปีที่แล้ว เก่งมาก ไม่จ้างลูกหาบด้วย เสียดายที่พรุ่งนี้เรากับน้องต้องแยกกันเพราะน้องจะไป EBC หรือเอเวอร์เรส เบสแคมป์ ส่วนเราแยกไปเส้น Gokyo
มีสัญญาใจกันไว้ว่าวันหนึ่งเราคงได้เดินเทร็กด้วยกันอีกที่ไหนสักที่บนโลกใบนี้
[CR] เดินเทร็กที่เนปาล ในเส้นทางสู่ Gokyo
สวัสดีค่ะ กระทู้นี้ขอเขียนเป็นบันทึกการเดินทางไปเทร็กที่เนปาลโดยเริ่มบินจากกาฐมาณฑุไปที่ Lukla เพื่อเริ่มเดิน และไปจบที่หมู่บ้าน Gokyo
ขากลับเรานั่งเฮลิคอปเตอร์จาก Gokyo ลงมาที่ Lukla และต่อเฮลิคอปเตอร์อีกต่อกลับมาที่กาฐมาณฑุ รวมการเดินทางทั้งหมด 7 วัน เราไปมาเมื่อเดือน พ.ย. 2025 ทริปนี้มีพี่ไกด์กับน้องลูกหาบร่วมเดินทางไปกับเรา เลือกเส้นทางไป Gokyo เพราะเคยเห็นรูปทะเลสาบสีฟ้าที่มีภูเขาสูงเรียงรายเป็นแบ็กกราวด์แล้วมันตราตรึงใจ เส้นนี้คนน้อยกว่า EBC รู้สึกว่าถูกจริตกว่าเลยตกลงเดินเส้นนี้
เราเลือกเป็นไพรเวททริปเพราะรู้ตัวว่าเรื่องเยอะ เดินช้า ไม่ชอบคนเยอะ ไม่ชอบแชร์ห้องกับใคร เราอยากเดินเงียบ ๆ ดื่มด่ำความสวยงามของวิวทิวทัศน์ไป และข้อดีของการไปคนเดียวคือสามารถปรับแผนเดินทางและที่พักได้หากมีเหตุจำเป็น
ทริปนี้เราแพลนมานานมาก แต่มีเหตุต้องเลื่อนมาถึงห้าปี บอกตามตรงว่าปกติไม่ได้ออกกำลังกายนอกจากเดินเทรลแถวบ้านที่เมลเบิร์นอาทิตย์ละ 3-4 วัน วันละ 1-2 ชั่วโมงเอง ตอนแรกก็ลังเลว่าจะไปดีไหมเพราะรู้ตัวว่าร่างกายไม่ฟิต อายุก็เลยหลักสี่มาครึ่งทางแล้ว แถมเดินคนเดียวเพราะสามีไม่ใช่สายลุย สุดท้ายก็ตัดสินใจขอทำตามความฝัน จัดการติดต่อบริษัททัวร์ที่กาฐมาณฑุผ่าน WhatsApp บอกความต้องการของเราไปว่าเราเดินช้า และหากเป็นไปได้ขอที่พักที่มีห้องน้ำในตัว และเมื่อถึงวันเดินทางเราสัญญากับตัวเองและสามีว่าจะไปแค่เท่าที่ไหว จะฟังร่างกาย และถ้ารู้ตัวว่าไม่ไหวก็จะลงทันทีแม้ว่าจะไปไม่ถึง Gokyo เพื่อความปลอดภัย มีใจแป้วเหมือนกันตอนที่สามีมาส่งที่สนามบิน แต่อีกใจก็ตื่นเต้นที่จะได้เห็น Everest ด้วยตาเนื้อให้สมใจเสียที
วันแรกที่มาถึง Kathmandu ไกด์มารับที่สนามบินแล้วไปส่งที่โรงแรมย่านทาเมล ช่วงเย็นก็พาไปซื้อของใช้ที่จำเป็น เราเตรียมของมาจากบ้านเองแทบจะครบทุกอย่าง จะมีที่ต้องซื้อก็พวกยา Diamox ผ้าบัฟและไม้เทร็ก ไม้เทร็กที่นี่ราคาถูกมาก คู่ละไม่กีร้อยแต่บอกเลยว่าจำเป็นมากสำหรับเรา ถุงมือไหมพรมแบบเปิดนิ้วได้ รู้สึกว่าคิดถูกมากที่ซื้อมาเพราะนอนที่ทีเฮาส์มันหนาวมาก ถุงนอนบริษัทมีให้ยืม แต่เราเตรียม liner ไปเอง ขอขอบคุณเพื่อนมิ้งที่มีน้ำใจส่ง liner ของ sleepsloth_thailand มาให้ เราได้ใช้แล้วนะ ^_^ ฝากตามไอจีร้านเพื่อนด้วยนะคะ
หลังจากกินข้าวเย็นแล้วไกด์ก็บรีฟแผนการเดินทาง สอนให้สังเกตอาการ AMS เช่นเวียนหัว คลื่นไส้ ปวดหัว เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ถ้าอาการไม่มากก็อาจจะต้องเพิ่มวัน Acclimatization หรือรีบเดินลงที่ต่ำ ถ้าอาการหนักไกด์จะใช้สิทธิ์ประกันเรียกเฮลิคอปเตอร์เพื่อนำส่ง รพ ทันที
Day 1 Kathmandu-Lukla-Phakding 2,610m
Distance: 8 Km
Duration: 3-4 hours
เช้ารถมารับไปสนามบินตั้งแต่ตีห้า ไกด์คนนี้ไม่ได้บินไปกับเรานะคะ เราจะไปเจอกับไกด์คนที่พาเดินที่ Lukla เลย แต่เค้าก็เอาเราไปฝากไปกับกรุ๊ปที่เค้ารู้จักให้ช่วยดูแลพาเราขึ้นเครื่อง ไกด์คนอื่นเห็นเรามาคนเดียวก็คอยมาถาม มาช่วยเหลือเราเป็นอย่างดี น่ารักมาก เแนะนำให้เรานั่งฝั่งซ้ายของเครื่องบินเล็กจะได้เห็นเทือกเขาหิมาลัยและเอเวอร์เรสชัด ๆ ระหว่างทางมีตกหลุมอากาศเป็นระยะ ใช้เวลาบินประมาณ 45 นาทีก็ถึง Tenzing-Noygay Airport ที่ Lukla เป็นสนามบินที่อัตรายที่สุดในโลกเพราะมีรันเวย์ที่สั้น ไกด์มารอรับเราพร้อมลูกหาบ กินข้าวเติมพลังก่อนเริ่มเดิน วันนี้ไกด์บอกเดินง่าย ทางราบเป็นส่วนใหญ่ แต่เอาจริงมันก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ชันมากแต่ก็เหนื่อยใช้ได้ ดีที่ใส่ที่รัดเข่าไว้ ไม่งั้นเข่าคงพังตั้งแต่วันแรก ข้ามสะพานแขวนไปกี่อันไม่ได้นับ เราใช้เวลาเดิน 5 ชั่วโมง ถึงที่พักที่ Phakding มีห้องน้ำในตัว มีที่ชาร์จไฟในห้อง เราขออาบน้ำอุ่น ที่นี่ไม่เค้าคิดเงินเพิ่ม อากาศยังไม่หนาวเราเลยสระผม ผมไม่ยาว แป๊บเดียวก็แห้ง อาบน้ำแล้วก็มากินข้าว นั่งเล่นอ่านหนังสือที่ห้องอาหาร พอเริ่มมืดที่พักก็จะจุดไฟให้ความอบอุ่น เชื้อเพลิงทำจากอึจามรี สั่งน้ำร้อนมาระกติกใหญ่ น่าจะเกือบสองลิตร แบ่งน้ำร้อนใส่ขวดน้ำ Nalgene เอาใส่ไว้ในถุงนอนเพิ่มความอบอุ่น ที่เหลือก็ใส่ขวดเก็บความร้อนไว้ วันต่อมาก็ใช้ดื่มได้ไม่ต้องไปหาซื้อระหว่างทาง
Day 2 Phakding-Numche Bazaar 3,440m
Distance: 12 Km
Duration: 6-7 hours
ตื่นเช้ามาด้วยความสดใส ขาล้านิด ๆ แต่โดยรวมแล้วยังโอเค เช้านี้กินขนมปังปิ้ง ไข่ดาว และก็ masala tea อร่อยยยย
ในทุก ๆ เช้าไกด์จะถามว่าหลับดีมั้ย ในทุก ๆ มื้อไกด์จะคอยดูว่ากินหมดมั้ยเพื่อให้แน่ในว่าเราได้รับพลังงานเพียงพอในแต่ละวัน และไม่มีอาการแพ้ความสูง วัด O2 เรายัง 99% อยู่ กินอิ่มนอนหลับไกด์ก็หายห่วง เราเริ่มกิน Diamox ตั้งแต่เมื่อคืน มีอาการข้างเคียงคือชาที่ปลายนิ้วนิดหน่อย ปวดเบาบ่อย และที่สำคัญคือกินน้ำอัดลมไม่อร่อย มันรสชาติแปร่ง ๆ ระหว่างทางเราพยายามดื่มน้ำให้ได้ไม่น้อยกว่าสามลิตร ใส่เกลือแร่วิตามินรวมผสมในน้ำด้วยเพราะระหว่างเดินเหงื่อออกเยอะ เราเริ่มเดินตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่งเพราะไกด์ดูแล้วว่าเราเดินช้าเลยออกเร็วหน่อย วันนี้บอกเลยว่ายาก ยากที่สุดในทริป เดินขึ้น ขึ้น ขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด ทางราบมีบ้างแต่น้อยมาก มีแต่ขึ้น ขึ้น และก็ขึ้น ทั้งสูงทั้งชั้น เราเดินแบบซอมบี้ เห็นบันไดแล้วจะตาย เกลียดมากเพราะต้องยกขามากกว่าเดินทางชันที่เป็นทางสโลป เดินไปขาสั่นไป บางทีก็สงสัยว่านี่ขาใคร?
ตอนพักกินข้าวเที่ยงเราได้เจอกับสาวน้อยน่ารักชื่อน้องซาห์บาห์ อายุยี่สิบปลาย เป็นวิศวกรมาจากอียิปต์ เพราะเดินทางคนเดียวเหมือนกันเลยคุยกันถูกคอ ก็แลกไอจีกันไว้เผื่อนัดเจอกันที่นัมเช ซาห์บาห์กินเสร็จก่อนเลยขอเตัวเดินนำไปก่อน เราไม่ค่อยหิวเลยว่าจะสั่งสลัดมากินแต่ไกด์ไม่ยอม บอกว่าเธอจะกินแค่นี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็แซนด์วิชจะได้มีพลังงานเพียงพอ ลืมบอกไปว่าค่าอาหารสามมื้อกับชา กาแฟก็อยู่ในแพ็กเกจแล้ว นอกเหนือจากนั้นเราต้องจ่ายเองเช่นค่าน้ำร้อน ขนม Wi-Fi
เราฝืนกินไปได้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งนึงไกด์ให้เอาไปกินระหว่างทาง ห้ามทิ้ง ต้องกินให้หมด เดินมาไม่นานก็ถึงสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในเส้นทางนี้
ตามทางจะเดินผ่านหินมานี (Mani stones) ที่สลักบทสวดไว้ กับ prayer flags ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนของเสียงบทสวดมนต์ที่ลอยมาตามลม สะท้อนจิตวิญญาณของหิมาลัยได้เป็นอย่างดี วิวข้างทางสวยมาก แต่หลังจากข้ามสะพานแขวนอันใหญ่แล้วบอกเลยว่านรก! ไม่สนใจวิวละ เหนื่อย ขาสั่นผับ ๆ
ระหว่างเดินก็เห็นกลุ่มอื่นเดินแซงเราไปเรื่อย ๆ จนเหลือแค่เรากับหนุ่มอินเดียที่มาคนเดียวเหมือนกันเดินรั้งท้าย ได้แต่มองหน้ากันเพราะไม่มีแรงจะคุย หมอกเริ่มลงจัด เริ่มหนาว เราก็รีบเดินเพราะกลัวว่าจะไปถึงมืด เสียงหนุ่มอินเดียบ่นกระปอดกระแปดแว่วตามหลังมาว่าครั้งนี้จะเป็นการเดินเทร็กครั้งสุดท้าย จะไม่ทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว เดินงอแงไปตลอดทาง ไกด์เราก็ขำ แต่เราไม่ขำเพราะคิดเหมือนกันว่าฉันมาทำอะไรที่นี่วะ วิธีพักร้อนมีเป็นร้อย ดันเลือกวิธีลำบาก แต่ละก้าวมันยากมาก เดินสิบก้าวพักหายใจหนึ่งนาทีไม่เกินจริง รีบเดินหนีหมอกที่ไล่หลังมาได้สักพักก็เห็นเมืองอยู่ลิบ ๆ ค่อยใจชื้น มีแรงเดินต่อจนถึงที่พัก พอรู้ว่าห้องอยู่ชั้นสามเท่านั้นแหละ ร้องเตี้ยดังมาก! เรียกว่ากว่าจะปีนบันไดขึ้นไปจนถึงชั้นสามนี่ต้องให้ไกด์กับน้องลูกหาบช่วยหิ้วปีกคนละข้าง รวมวันนี้ใช้เวลาเดินไป 9 ชั่วโมง บอกแล้วเราเดินช้า(-_-!)
วันนี้อาบน้ำอุ่นต้องเสียเงิน แต่ไม่อาบไม่ไหว เหงื่อออกเสื้อเปียกจนบิดได้ขนาดนั้น ไกด์บอกว่าตั้งแต่วันนี้ไปห้ามสระผมแล้วนะเพราะไม่มีไดร์ อากาศตอนเย็น ๆ หนาว กว่าผมจะแห้งกลัวจะไม่สบาย เราพก Dry shampoo ไปเลยได้ใช้
รีบกินข้าวรีบนอนตั้งแต่ทุ่มนึง เหนื่อย จะตาย ก่อนนอนก็โทรเมาธ์แฟดกับน้องซาห์บาห์ น้องบอกไปสระผมที่ร้านมา เริ่ดเลยล่ะ พรุ่งนี้เลยนัดกันว่าบ่าย ๆ จะไปสระผมที่ร้านให้เค้าเป่าแห้งให้
Day 3 Acclimatization
วันนี้เดินไม่ยาก ไกด์พาเราเดินขึ้นไปที่ Tenzing Norgay Memorial ระหว่างทางเป็นป่าสน สวยสงบมาก วันนี้เราแค่เดินขึ้นที่สูงเพื่อให้ร่างการปรับสภาพและลงมานอนที่ต่ำกว่า เรียกว่า Acclimatization
ตรงนี้เห็นคุณเอเวอร์เรสชัดมาก วินาทีนั้นมันตื้นตันมาก ๆ ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เรามาถึงตรงนี้ มายืนที่นี่ รอบตัวมีแต่ภูเขาที่โอบกอด ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เสมอ เราเป็นแค่เพียงมนุษย์ตัวเล็ก ๆ คอยอาศัยธรรมชาติช่วยดูแลชีวิต
ไกด์ถามว่าจะขึ้นไปที่ View point ต่อมั้ย ชั่วโมงเดียวก็ถึง เรารีบส่ายหัวทันที เมื่อวานขายังไม่หายสั่นเลย วันนี้ขอพักเหอะ ขาลงเดินสวนกับน้องซาห์บาห์ที่กำลังจะขึ้นไปดู View point เรานัดกันตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าจะไปเดินเล่นในเมืองด้วยกันตอนบ่าย น้องบอกอีกสองชั่วโมงก็จะลงมาแล้วจะไปหาเราที่ทีเฮาส์
Numche เป็นเมืองสุดท้ายของเส้นทางนี้ มีตู้เอทีเอ็ม ร้านซักรีด สระไดร์ มีร้านอาหารหลากหลาย มีร้านอาหารญี่ปุ่นด้วยนะ ร้านกาแฟ ร้านขนมเบเกอรี่ ไอริชบาร์ เยอะแยะไปหมด ขาดอะไรก็รีบหาซื้อที่นี่เพราะต่อจากนี้จะไม่มีให้ซื้อแล้ว
เมื่อคืนระหว่างกินข้าวได้คุยกับอีกกรุ๊ปที่เพิ่งเดินลง เขาบอกว่าสี่ห้าวันก่อนอากาศแย่มาก ฝนตกแทบทุกวัน ไม่เห็นยอดเอเวอร์เรสเลย เพิ่งได้มาเห็นวันนี้วันเดียวเอง พรุ่งนี้ก็เดินจบวันสุดท้ายแล้ว เสียดายมาก เธอโชคดีนะที่อากาศดี แล้วก็จริงเพราะฟ้าเปิดทุกวันที่เดินตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย ไม่เจอฝนเลยซักวัน
ช่วงบ่ายก็ไปฮิฮะกับซาห์บาห์ สระผมเสร็จก็หาที่นั่งคุยกัน เราสองคนคุยกันถูกคอเหมือนพี่น้องที่พลัดพราก น้องเพิ่งไปพิชิตคิริมันจาโรมาเมื่อปีที่แล้ว เก่งมาก ไม่จ้างลูกหาบด้วย เสียดายที่พรุ่งนี้เรากับน้องต้องแยกกันเพราะน้องจะไป EBC หรือเอเวอร์เรส เบสแคมป์ ส่วนเราแยกไปเส้น Gokyo
มีสัญญาใจกันไว้ว่าวันหนึ่งเราคงได้เดินเทร็กด้วยกันอีกที่ไหนสักที่บนโลกใบนี้
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้