ได้ไปร่วมงานเปิดรายงาน The Rise of Place: Future of Food 2027 ของ Marriott International ซึ่งพูดถึงเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มในเอเชียแปซิฟิกว่า จากนี้ไปพฤติกรรมการกินและการเลือกร้านอาหารของคนเราจะเปลี่ยนไปทางไหนบ้าง
ตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องเทรนด์อาหารทั่ว ๆ ไป แต่พอฟังจริง ๆ มีหลายประเด็นที่รู้สึกว่าใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะบางอย่างเราเริ่มเห็นตามร้านอาหารและโรงแรมในบ้านเรากันแล้ว เพียงแต่ไม่ทันสังเกตว่ามันกำลังกลายเป็นเทรนด์ใหญ่
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเราคือ ต่อไปร้านอาหารอาจไม่ได้แข่งกันแค่ว่าใครอร่อยกว่าใคร แต่ “สถานที่” และประสบการณ์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารมากขึ้น
จากข้อมูลในรายงาน นักเดินทางในเอเชียแปซิฟิกกำลังมองหาความดั้งเดิมและการเข้าถึงความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น ทำให้โรงแรมหลายแห่งเริ่มเปลี่ยนจากห้องอาหารแบบเดิม ๆ ไปเป็นพื้นที่ขนาดเล็กลง มีคาแรกเตอร์ชัดขึ้น และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อแขกโรงแรมเพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้เป็นร้านที่คนในพื้นที่เองก็อยากเข้ามากิน
อีกเทรนด์ที่ถูกพูดถึงเยอะคือ Local Food
เมื่อก่อนเวลาไปโรงแรมหรู เราอาจนึกถึงวัตถุดิบนำเข้าหรือเมนูจากต่างประเทศ แต่ตอนนี้เหมือนกำลังเดินสวนทางกัน เพราะวัตถุดิบท้องถิ่น อาหารพื้นถิ่น และเรื่องราวของพื้นที่กลับกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากขึ้น
จากโรงแรมที่สำรวจในรายงาน 95% มองว่าความต้องการอาหารท้องถิ่นแบบดั้งเดิมกำลังเพิ่มขึ้น และหลายแห่งก็นำวัตถุดิบในพื้นที่หรือวัตถุดิบตามฤดูกาลเข้ามาอยู่ในเมนูมากขึ้น
ส่วนตัวเราชอบแนวคิดนี้นะ เพราะเวลาไปเที่ยว สิ่งที่จำได้บางครั้งไม่ใช่มื้อที่แพงที่สุด แต่เป็นอาหารที่กินแล้วรู้สึกว่า “มาถึงที่นี่แล้วจริง ๆ”
ในงานยังมีช่วงเสวนาที่ KTC มาร่วมแชร์มุมมองเรื่องเทรนด์อาหารด้วย โดยคุณวริษฐา พัฒน์รัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC
มุมหนึ่งที่ฟังแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจคือ ทุกวันนี้เรื่อง “กิน” กับ “เที่ยว” เชื่อมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เวลาวางแผนเดินทาง เราไม่ได้คิดแค่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนหรือนอนโรงแรมอะไรแล้ว แต่ร้านไหนที่อยากไปกิน เมนูอะไรที่อยากลอง หรือจุดหมายนั้นมีอาหารอะไรที่หาไม่ได้จากที่อื่น ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกทริปเหมือนกัน
พอเอามาประกบกับข้อมูลของ Marriott ก็ยิ่งเข้าใจคำว่า Sense of Place มากขึ้น เพราะอาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่กินระหว่างเดินทาง แต่อาจกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากเดินทางไปยังสถานที่นั้นตั้งแต่แรก
อีกเรื่องที่ฟังแล้วสะดุดหูมากคือ 99-Minute Fine Dining
ปกติถ้าพูดถึง Tasting Menu หลายคนน่าจะนึกถึงมื้อยาว ๆ 3-4 ชั่วโมง แต่เทรนด์ใหม่กำลังมองว่า คนยังอยากได้ประสบการณ์ Fine Dining เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาครึ่งค่อนคืนเสมอไป
ร้านอาหารจึงเริ่มพยายามทำให้มื้อกระชับขึ้น โดยข้อมูลในรายงานระบุว่าหลายร้านตั้งเป้าให้ประสบการณ์จบได้ภายในประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง จนเกิดแนวคิด 99-Minute Fine Dining ขึ้นมา
อันนี้เราว่าเข้ากับชีวิตคนเมืองมาก 😅
อยากกินดี อยากลองหลายคอร์ส แต่ถ้าต้องนั่งตั้งแต่หัวค่ำไปจนเกือบเที่ยงคืน บางทีก็ต้องคิดก่อนเหมือนกัน
นอกจาก 3 เรื่องนี้ ยังมีเทรนด์ย่อยอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ ทั้งเรื่อง Plant-forward ที่ให้ผักและวัตถุดิบจากพืชมีบทบาทในมื้อมากขึ้น, เมนูที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพและช่วงวัย รวมถึงเครื่องดื่ม Low/No Alcohol ที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น
และแน่นอนว่ามีเรื่อง AI เข้ามาด้วย ตั้งแต่การช่วยจัดการหลังบ้าน วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า ไปจนถึงช่วยให้ร้านสามารถออกแบบบริการที่เฉพาะกับแต่ละคนมากขึ้น
ฟังทั้งหมดแล้วสิ่งที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจคือ เทคโนโลยียิ่งเข้ามามีบทบาทกับร้านอาหารมากเท่าไร ในอีกด้านหนึ่งคนกลับยิ่งมองหาอะไรที่ Local และมีเรื่องราวเฉพาะของสถานที่นั้น มากขึ้นเหมือนกัน
สุดท้ายร้านอาหารแห่งอนาคตอาจไม่ได้แข่งกันว่าใครหรูที่สุด หรือใช้วัตถุดิบแพงที่สุด แต่อาจอยู่ที่ว่า ร้านนั้นทำให้เรารู้สึกถึงสถานที่ที่เราไปได้มากแค่ไหน
ส่วนตัวถ้าดูจากเทรนด์ทั้งหมด เราว่า 3 อย่างที่น่าจะเห็นในบ้านเราชัดขึ้นคือ ร้านขนาดไม่ใหญ่แต่คาแรกเตอร์ชัด / การใช้วัตถุดิบท้องถิ่น / และมื้อ Fine Dining ที่กระชับขึ้น เพราะตอนนี้ในกรุงเทพฯ ก็เริ่มเห็นร้านไปในทิศทางนี้กันพอสมควรแล้ว
แต่เรื่องสุดท้ายนี่อยากรู้ความเห็นคนใน Pantip เหมือนกัน
ถ้าอาหารและราคาใกล้เคียงกัน ทุกคนจะเลือก Tasting Menu แบบเต็ม ๆ 3-4 ชั่วโมง หรือ Fine Dining แบบจบในประมาณ 99 นาทีครับ
ไปฟังเทรนด์อาหารปี 2027 มา ต่อไปร้านอร่อยอย่างเดียวอาจไม่พอแล้ว
ตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องเทรนด์อาหารทั่ว ๆ ไป แต่พอฟังจริง ๆ มีหลายประเด็นที่รู้สึกว่าใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะบางอย่างเราเริ่มเห็นตามร้านอาหารและโรงแรมในบ้านเรากันแล้ว เพียงแต่ไม่ทันสังเกตว่ามันกำลังกลายเป็นเทรนด์ใหญ่
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเราคือ ต่อไปร้านอาหารอาจไม่ได้แข่งกันแค่ว่าใครอร่อยกว่าใคร แต่ “สถานที่” และประสบการณ์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารมากขึ้น
จากข้อมูลในรายงาน นักเดินทางในเอเชียแปซิฟิกกำลังมองหาความดั้งเดิมและการเข้าถึงความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น ทำให้โรงแรมหลายแห่งเริ่มเปลี่ยนจากห้องอาหารแบบเดิม ๆ ไปเป็นพื้นที่ขนาดเล็กลง มีคาแรกเตอร์ชัดขึ้น และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อแขกโรงแรมเพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้เป็นร้านที่คนในพื้นที่เองก็อยากเข้ามากิน
อีกเทรนด์ที่ถูกพูดถึงเยอะคือ Local Food
เมื่อก่อนเวลาไปโรงแรมหรู เราอาจนึกถึงวัตถุดิบนำเข้าหรือเมนูจากต่างประเทศ แต่ตอนนี้เหมือนกำลังเดินสวนทางกัน เพราะวัตถุดิบท้องถิ่น อาหารพื้นถิ่น และเรื่องราวของพื้นที่กลับกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากขึ้น
จากโรงแรมที่สำรวจในรายงาน 95% มองว่าความต้องการอาหารท้องถิ่นแบบดั้งเดิมกำลังเพิ่มขึ้น และหลายแห่งก็นำวัตถุดิบในพื้นที่หรือวัตถุดิบตามฤดูกาลเข้ามาอยู่ในเมนูมากขึ้น
ส่วนตัวเราชอบแนวคิดนี้นะ เพราะเวลาไปเที่ยว สิ่งที่จำได้บางครั้งไม่ใช่มื้อที่แพงที่สุด แต่เป็นอาหารที่กินแล้วรู้สึกว่า “มาถึงที่นี่แล้วจริง ๆ”
ในงานยังมีช่วงเสวนาที่ KTC มาร่วมแชร์มุมมองเรื่องเทรนด์อาหารด้วย โดยคุณวริษฐา พัฒน์รัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC
มุมหนึ่งที่ฟังแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจคือ ทุกวันนี้เรื่อง “กิน” กับ “เที่ยว” เชื่อมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เวลาวางแผนเดินทาง เราไม่ได้คิดแค่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนหรือนอนโรงแรมอะไรแล้ว แต่ร้านไหนที่อยากไปกิน เมนูอะไรที่อยากลอง หรือจุดหมายนั้นมีอาหารอะไรที่หาไม่ได้จากที่อื่น ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกทริปเหมือนกัน
พอเอามาประกบกับข้อมูลของ Marriott ก็ยิ่งเข้าใจคำว่า Sense of Place มากขึ้น เพราะอาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่กินระหว่างเดินทาง แต่อาจกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากเดินทางไปยังสถานที่นั้นตั้งแต่แรก
อีกเรื่องที่ฟังแล้วสะดุดหูมากคือ 99-Minute Fine Dining
ปกติถ้าพูดถึง Tasting Menu หลายคนน่าจะนึกถึงมื้อยาว ๆ 3-4 ชั่วโมง แต่เทรนด์ใหม่กำลังมองว่า คนยังอยากได้ประสบการณ์ Fine Dining เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาครึ่งค่อนคืนเสมอไป
ร้านอาหารจึงเริ่มพยายามทำให้มื้อกระชับขึ้น โดยข้อมูลในรายงานระบุว่าหลายร้านตั้งเป้าให้ประสบการณ์จบได้ภายในประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง จนเกิดแนวคิด 99-Minute Fine Dining ขึ้นมา
อันนี้เราว่าเข้ากับชีวิตคนเมืองมาก 😅
อยากกินดี อยากลองหลายคอร์ส แต่ถ้าต้องนั่งตั้งแต่หัวค่ำไปจนเกือบเที่ยงคืน บางทีก็ต้องคิดก่อนเหมือนกัน
นอกจาก 3 เรื่องนี้ ยังมีเทรนด์ย่อยอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ ทั้งเรื่อง Plant-forward ที่ให้ผักและวัตถุดิบจากพืชมีบทบาทในมื้อมากขึ้น, เมนูที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพและช่วงวัย รวมถึงเครื่องดื่ม Low/No Alcohol ที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น
และแน่นอนว่ามีเรื่อง AI เข้ามาด้วย ตั้งแต่การช่วยจัดการหลังบ้าน วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า ไปจนถึงช่วยให้ร้านสามารถออกแบบบริการที่เฉพาะกับแต่ละคนมากขึ้น
ฟังทั้งหมดแล้วสิ่งที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจคือ เทคโนโลยียิ่งเข้ามามีบทบาทกับร้านอาหารมากเท่าไร ในอีกด้านหนึ่งคนกลับยิ่งมองหาอะไรที่ Local และมีเรื่องราวเฉพาะของสถานที่นั้น มากขึ้นเหมือนกัน
สุดท้ายร้านอาหารแห่งอนาคตอาจไม่ได้แข่งกันว่าใครหรูที่สุด หรือใช้วัตถุดิบแพงที่สุด แต่อาจอยู่ที่ว่า ร้านนั้นทำให้เรารู้สึกถึงสถานที่ที่เราไปได้มากแค่ไหน
ส่วนตัวถ้าดูจากเทรนด์ทั้งหมด เราว่า 3 อย่างที่น่าจะเห็นในบ้านเราชัดขึ้นคือ ร้านขนาดไม่ใหญ่แต่คาแรกเตอร์ชัด / การใช้วัตถุดิบท้องถิ่น / และมื้อ Fine Dining ที่กระชับขึ้น เพราะตอนนี้ในกรุงเทพฯ ก็เริ่มเห็นร้านไปในทิศทางนี้กันพอสมควรแล้ว
แต่เรื่องสุดท้ายนี่อยากรู้ความเห็นคนใน Pantip เหมือนกัน
ถ้าอาหารและราคาใกล้เคียงกัน ทุกคนจะเลือก Tasting Menu แบบเต็ม ๆ 3-4 ชั่วโมง หรือ Fine Dining แบบจบในประมาณ 99 นาทีครับ