ท่ามกลางฤดูฝนที่สายน้ำฉ่ำเย็นแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นน้ำขังบนถนนหลายสายในเมืองไทย ความกังวลใจของคนหลังพวงมาลัยมักพุ่งสูงขึ้นตามระดับน้ำที่ไม่แน่นอน ในยามที่เส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยแอ่งน้ำลึกและอุปสรรคที่ไม่คาดฝัน
.
สิ่งที่ผู้ขับขี่มองหาอาจไม่ใช่ความเร็วแรงระดับสปอร์ต แต่คือ ‘ความมั่นใจ’ ที่จะพาตัวเองและคนที่รักฝ่ามวลน้ำและสภาพถนนทรหดกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
.
และเมื่อเราเห็นภาพรถกระบะคันยักษ์ลุยผ่านน้ำและทางขรุขระอย่างไม่สะทกสะท้าน หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า ใครกันคือคนต้นคิดที่กล้าสร้างยานพาหนะสายพันธุ์ขบถเช่นนี้ขึ้นมา
.
คำตอบนั้นนำพาเราไปพบกับเรื่องราวของ ‘จามาล ฮามีดี’ (Jamal Hameedi) วิศวกรผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการกำเนิด ‘Ford F-150 SVT Raptor’ รถกระบะออฟโรดระดับตำนานที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการยานยนต์ไปตลอดกาล
.
ความหลงใหลในโลกความเร็วของฮามีดีเริ่มฉายแววมาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่เขาจะเข้าเรียนด้านวิศวกรรมและย้ายมาทำงานที่ Ford เขาได้รับหน้าที่ดูแลทีมแข่งรถออฟโรดกลางทะเลทรายในรายการระดับโหดอย่าง Baja 1000 ประสบการณ์ท่ามกลางฝุ่นตลบและเส้นทางทรหดกลางทะเลทราย ทำให้เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ช่วงล่างและโครงสร้างของยานพาหนะต้องแข็งแกร่งเพียงใดจึงจะเอาชนะสภาวะสุดขั้วได้
.
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2008 ยุคที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่ ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ขณะที่ยอดขายรถกระบะทั่วโลกร่วงลงอย่างหนัก ในบรรยากาศที่ค่ายรถต่างพยายามเซฟงบ การทุ่มเงินมหาศาลเพื่อพัฒนารถกระบะคันใหญ่สายลุยจึงดูเป็นเรื่องที่ ‘บ้าบิ่น’ อย่างยิ่ง จนผู้คนในวงการต่างมองว่าทีมงานชุดนี้กำลังทำเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้
.
ในเวลานั้น ทีมวิศวกรรมพิเศษของ Ford กำลังหาทางต่อยอดรถกระบะสายเรียบอย่าง SVT Lightning แต่ก็พบกับทางตัน ฮามีดีจึงโยนคำถามชวนคิดใหม่ว่า “ทำไมเราต้องพยายามทำให้รถกระบะกลายเป็นรถสปอร์ต ในเมื่อเราสามารถดึงดีเอ็นเอการลุยที่แท้จริงของรถกระบะออกมาให้สุดได้” นั่นคือจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่พื้นที่ว่างที่ยังไม่มีใครเคยจับจอง เพื่อสร้างรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงจากโรงงานเป็นครั้งแรก
.
การทำงานในช่วงแรกไม่ได้ราบเรียบ เมื่อทีมดีไซเนอร์ที่นำโดย ‘กอร์ดอน แพลตโต’ (Gordon Platto) สเก็ตช์ภาพแรกออกมา รถกลับมีหน้าตาเหมือน ‘รถซาฟารีท่องเที่ยว’ มากกว่ารถแข่ง ฮามีดีเมื่อได้เห็นภาพสเก็ตช์เหล่านั้นจึงรีบกระตุกความคิดทันทีว่า รถคันนี้ยังขาดความดุดันและจิตวิญญาณแห่งการเป็นรถแข่งออฟโรดตัวจริง
.
เพื่อลบภาพจำเดิม ๆ และเชื่อมโลกแห่งศิลปะเข้ากับงานวิศวกรรม ทีมงานจึงส่งเหล่าดีไซเนอร์ลงพื้นที่ไปสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันออฟโรดกลางทะเลทรายด้วยตัวเอง แพลตโตและทีมดีไซเนอร์ได้เห็นวิถีชีวิต มิติของตัวรถแข่ง และสัดส่วนที่ทรงพลัง จนเกิดความเข้าใจในวัฒนธรรมสายลุยอย่างแท้จริง ก่อนจะนำแรงบันดาลใจเหล่านั้นกลับมาสเก็ตช์ภาพตัวรถใหม่อีกครั้ง
.
และแล้วลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์ก็กำเนิดขึ้น นั่นคือกระจังหน้าสลักตัวอักษร FORD ขนาดใหญ่ยักษ์ ซึ่งดึงดีเอ็นเอความเก๋าจากรถกระบะยุคดั้งเดิมและรถคอนเซปต์กลับมาเล่าใหม่ ผสานกับไฟระบุตำแหน่ง (Marker lamps) ที่ใส่เข้ามาตามข้อกำหนดกฎหมายเรื่องความกว้างของตัวถัง แต่ถูกจัดวางอย่างกลมกลืน จนกลายเป็นหน้าตาที่ดุดันและจดจำได้ทันทีแม้จะมองเห็นจากระยะไกล
.
ฝั่งงานวิศวกรรมเองก็เต็มไปด้วยการลองผิดลองถูกอันแสนสนุกสนาน เช่น ในช่วงทดสอบรถต้นแบบกลางทะเลทราย ทีมงานพบว่าเศษหินไม่ได้กระเด็นใส่โช้คอัพจากด้านหน้าอย่างที่คิด แต่กลับกระเด็นไปกระทบชนวนกันชนหลังแล้วเด้งย้อนกลับมาเจาะด้านหลังของแกนโช้คอัพ ปัญหาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดนี้ ทำให้ฮามีดีและทีมงานต้องคิดค้นการป้องกันแบบ 360 องศาขึ้นมาแก้ปัญหาในทันที
.
ไม่เพียงเท่านั้น ในอดีตสายลุยทุกคนจะต้องกดปิดระบบเบรก ABS ทันทีเมื่อลงทางฝุ่น เพราะระบบเดิมไม่เข้าใจสภาพพื้นผิวขรุขระแต่ทีมของฮามีดีได้ปฏิวัติระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ทั้งหมด โดยสร้างโปรแกรมเบรกออฟโรดที่ยอมให้ล้อล็อกเล็กน้อยในความเร็วต่ำเพื่อตะกุยดินสร้างคันดินช่วยหยุดรถ มอบความสามารถในการหยุดรถบนทางฝุ่นและทางโคลนชนิดที่ไม่เคยมีรถกระบะคันไหนทำได้มาก่อน
.
ฉากจำสำคัญที่สร้างความประทับใจให้ทีมงานทุกคน คือวันที่สร้างรถต้นแบบคันแรกเสร็จสมบูรณ์ และทดลองส่งวิศวกรสายควบคุมรถขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยเพื่อลงสนามทดสอบ วิศวกรทุกคนที่ลงมาจากรถต่างก้าวออกมาด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเหมือนเด็กนักเรียน เพราะพวกเขาไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่า รถกระบะคันใหญ่จะสามารถขับขี่ได้สนุกสนานและให้ความรู้สึกสุดยอดได้ขนาดนี้
.
นอกจากความดุดันบนทางฝุ่นแล้ว ฮามีดีและทีมงานยังทลายมายาคติเดิม ๆ ที่ว่า “รถสายลุยต้องมีช่วงล่างที่กระด้างและนั่งไม่สบาย” ด้วยการใช้ระบบช่วงล่างระยะยุบยาวร่วมกับโช้คอัพพิเศษ ทำให้ตัวรถซับแรงกระแทกได้อย่างนุ่มนวลอย่างน่าทึ่ง กลายเป็นรถกระบะลุยน้ำลุยฝุ่นที่สามารถขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายและผ่อนคลาย
.
เมื่อออกวางจำหน่ายจริง รถกระบะคันนี้ไม่ได้แค่สร้างความประหลาดใจแก่ผู้ขับขี่ทั่วโลกตั้งแต่เวอร์มอนต์ ตะวันออกกลาง จีน ไปจนถึงบนทางหลวงในฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น ‘ผู้กอบกู้’ สถานการณ์ทางการเงินของ Ford ในยามวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างเหนือความคาดหมาย จากโครงการที่ถูกมองว่าบ้าบิ่น Raptor กลับสร้างกำไรอย่างมหาศาล กลายเป็นผลิตภัณฑ์ทำเงินหลักที่ช่วยพยุงบริษัท และทำยอดขายถล่มทลายจนถึงขั้นที่กระบะรุ่นนี้รุ่นเดียวเคยทำยอดขายแซงหน้ารถยนต์ทุกรุ่นรวมกันของแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง ‘Porsche’ เสียอีก
.
สิ่งที่ฮามีดีและทีมงานสร้างขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขกำไร แต่คือการพลิกโฉมทิศทางทางยุทธศาสตร์ของ Ford ไปตลอดกาล Raptor กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่ยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ จากที่เคยถูกมองว่าเป็นรถใช้งานธรรมดา ให้กลายเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมการลุยระดับโลก พร้อมทั้งจุดประกายการขยายตระกูล Raptor ต่อยอดไปยังรุ่นอื่น ๆ อย่าง Ranger Raptor และ Bronco Raptor ซึ่งกลายมาเป็นสินค้าเรือธงสร้างชื่อเสียงให้บริษัทจนถึงปัจจุบัน
.
จากความกล้าคิดนอกกรอบท่ามกลางมวลวิกฤตในปี 2008 ผลงานของฮามีดี นอกจากจะช่วยพยุงค่าย Ford ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้อย่างภาคภูมิ ยังได้ส่งมอบมรดกทางวิศวกรรมอันทรงคุณค่าที่กลายมาเป็น ‘ความมั่นใจ’ ให้แก่ผู้ขับขี่ในทุกสภาวะถนน
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
‘จามาล ฮามีดี’ ชายผู้สร้าง Ford Raptor รถกระบะสุดดุดันที่กอบกู้ ‘ฟอร์ด’ ในวันวิกฤต