JJNY : หญิงจะโดดเจ้าพระยา เขียนตัดพ้ออนุทิน│‘เท้ง’รำลึกครบรอบ6 ตุลาฯ│IMFเตือน ไทยยังไม่มีมาตรการ│จับตาจีนเปิดศูนย์ในลาว

หญิงวัย 70 ปี ถูกตัดสิทธิบัตรคนจน จะโดดเจ้าพระยา จนท.กล่อมก่อนช่วยไว้ได้ พบกระดาษเขียนตัดพ้อ อนุทิน
https://www.matichon.co.th/region/news_5920446
.

.
ช่วยระทึก หญิงวัย 70 ปี ถูกตัดสิทธิบัตรคนจน จะโดดเจ้าพระยา จนท.กล่อมนาน 30 นาที ก่อนยอมเย็นลง พบกระดาษเขียนตัดพ้อ อนุทิน-เนวิน
.
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 จ.ส.ต.คณวัชร เทียนบูชา ส.ต.ต.อธิบดี เหล่าวงษ์โคตร ตำรวจสายตรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ออกตรวจพื้นที่มาถึงกลางสะพานพระนั่งเกล้า ขาออก อ.เมืองนนทบุรี พบหญิงสูงอายุ ยืนอยู่ริมราวสะพาน จึงจอดรถลงไปตรวจสอบ แต่พอหญิงดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายาม จะปีนข้ามราวสะพานเพื่อกระโดดลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ตำรวจได้เข้าล็อกตัวไว้ได้ ทราบชื่อ น.ส.ติ๋ม อายุ 70 ปี
.
จากการตรวจสอบยังพบว่ามีการเขียนข้อความใส่กระดาษ แขวนไว้ ที่ราวสะพาน 2 แผ่น แผ่นแรก มีใจความว่า
.
“ไอ้เนวิน ชิดชอบ มันหนุนไอ้นายกรัฐมนตรี (หนู) มางดไม่ให้คนจนมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะจะเก็บเงินไว้แบ่งกันเอง สรุปว่าคนจนไม่ได้สิทธิอะไร -ูยอมตาย เพราะพวก-ึงกินบ้านกินเมือง”
.
ส่วนแผ่นที่ 2 มีข้อความว่า “ตรวจสอบเ-ี้ยอะไร พวกทำให้-ูมาฆ่าตัวตาย เพราะ-ูไม่ได้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะ-ึงเอาเงินไปแบ่งกันกิน -ูกระโดดน้ำเพราะพวก-ึง”
.
หลังตำรวจเกลี่ยกล่อมนานกว่า 30 นาที น.ส.ติ๋ม ใจเย็นลงและยอมขึ้นรถมากับตำรวจที่โรงพัก โดย น.ส.ติ๋ม มีอาการอิดโร เนื่องจากยังไม่ได้กินข้าว ตำรวจได้ซื้อข้าวให้กินและประสานญาติ ซึ่งเป็นพี่สาว อายุ 74 ปี ให้มารับตัวกลับบ้าน
.
น.ส. ติ๋ม กล่าวว่า ตนได้เงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่อายุ 60 ปี ทุกเดือน ต่อมาเดือน กันยายน และเดือนตุลาคม ไม่ได้เงิน ตนได้ไปสอบถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ตนมีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถ ไม่มีสิทธิได้รับเงิน
.
น.ส.ติ๋ม กล่าวอีกว่า เมื่อประมาณ 10 ปี ที่แล้ว ลูกสาวได้ไปออกรถยนต์ โดยใช้ชื่อตนออกรถ และผ่อนรถจนหมดไปแล้ว ก่อนหน้านี้กว่า 10 ปี ก็ได้เงินจากบัตรสวัสดิการมาตลอด เงินที่ได้นำไปซื้อข้าวสารและของใช้ในชีวิตประจำวัน ตอนนี้ไม่มีเงินไปซื้อของ ทำให้เครียด
.
ต่อมาพี่สาวของน.ส.ติ๋ม ได้เดินทางมารับตัวกลับไปดูแลอย่างใกล้
.

.
‘เท้ง’ รำลึกครบรอบ ‘6 ตุลาฯ’ ชี้ไทยแทบไม่เคยมี ‘ประชาธิปไตยเต็มใบ’
https://www.dailynews.co.th/news/6251919/
.
'เท้ง'ร่วมรำลึกครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาฯ 2519 ชี้ ประเทศไทยแทบไม่เคยมี 'ประชาธิปไตยเต็มใบ' มอง ยังถูกครอบงำ แค่เปลี่ยนรูปจากอำนาจการทหาร เป็นกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน
.
เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 69 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่บริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีพิธีตักบาตรพระสงฆ์ และวางพวงดอกไม้ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบหมายนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เป็นตัวแทนกล่าวรำลึกและวางพวงดอกไม้ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคฝ่ายรัฐบาล
.
นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์หลังจบพิธีวางพวงดอกไม้ว่า งานรำลึกมีความสำคัญ มีคนจากหลายรุ่น ทั้งคนที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงตนที่แม้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แต่ก็มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน คือมารำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ผู้ที่เป็นนักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สิ่งที่สำคัญคือ การมองไปข้างหน้าว่า จะทำอย่างไร ไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงจากอำนาจเผด็จการอีก โดยเฉพาะการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ซึ่งผ่านเสียงประชามติของประชาชนมาแล้วกว่า 21 ล้านเสียง เพื่อให้มีกลไกในการตรวจสอบบรรดาผู้มีอำนาจรัฐ ให้มีความเกรงกลัว และเกรงใจมากขึ้น
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ หากศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต ประเทศไทยมีช่วงเวลาที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ มีน้อยมาก จากเหตุการณ์เดือน ต.ค. ปี 2516 ทุกคนอาจจะเริ่มรู้สึกว่า ความเป็นเสรี ประชาธิปไตยเริ่มกลับคืนมา แต่ผ่านไปแค่ 3 ปี ก็เกิดเหตุการณ์เดือน ต.ค. ปี 2519 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยแทบไม่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ส่วนในยุคปัจจุบัน ที่ตนเรียกว่าระบอบการเมืองสีน้ำเงิน มองว่ายังเป็นรูปแบบของอำนาจนิยม ที่บางกลุ่มก้อนการเมือง คนบางกลุ่มในประเทศ สามารถยึดกุมทั้งอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และกลไกควบคุมตรวจสอบได้ กุญแจดอกแรกที่จะทำให้ปลดล็อกเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆ เหล่านี้ออกได้ ก็คือการเดินหน้าเอาผิดผู้ที่อยู่ในขบวนการโกงเลือก สว. 
.
เมื่อถามว่า เปรียบเทียบระหว่างระบอบสีน้ำเงิน กับสถานการณ์ในอดีตแตกต่างกันหรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เชื่อว่ายังมีความเป็นอำนาจนิยมเหมือนเดิม ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเหมือนเดิม เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปจากเดิม อาจใช้อำนาจทางการทหาร อำนาจที่ใช้อาวุธ แต่ตอนนี้เปลี่ยนรูปแบบไปใช้กระบวนการนิติสงคราม ซึ่งเริ่มต้นมาก่อนหน้านี้นานแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งก็มีฐานรากมาจากกติกาที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย ก็คือตัว รธน. ปี 60
.

.
IMF เตือนแรงกดดันทางการคลังโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยยังไม่มีมาตรการด้านการคลังที่เป็นรูปธรรม
https://www.matichon.co.th/economy/news_5920684
.
IMF เตือนแรงกดดันทางการคลังโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยยังไม่มีมาตรการด้านการคลังที่เป็นรูปธรรม
.
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ เผยแพร่รายงานประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ภายใต้ชื่อ Navigating a Precarious World โดยจัดให้แรงกดดันทางการคลังเป็นหนึ่งในบทวิเคราะห์หลัก ระบุว่าหนี้สาธารณะโลกกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังลดลงเพียงช่วงสั้นๆ จากระดับสูงสุดในยุคโควิด-19 และอยู่บนเส้นทางที่จะแตะระดับเทียบเท่าช่วงสงครามโลกครั้งที่สองภายในปี 2571 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางแล้ว
.
รายงานดังกล่าวระบุว่า ความขัดแย้งดัในตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันทางการคลังผ่านราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ภาวะการเงินที่ตึงตัว และการเติบโตทางเศรษฐกิจจที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานเป็นกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันมากที่สุด ในด้านต้นทุนทางการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับสูงขึ้นและผันผวนมากขึ้น โดยในช่วงเพียงสามปี ภาระดอกเบี้ยของภาครัฐทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่ง จากราวร้อยละ 2 เป็นเกือบร้อยละ 3 ของ GDP ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่ไม่สามารถนำไปใช้ด้านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน หรือภารกิจเร่งด่วนอื่น รายงานสรุปว่า “สถานการณ์ทางการคลังน่ากังวลอย่างยิ่งในประเทศทุกระดับรายได้”
.
ข้อเสนอเชิงนโยบายแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงาน ซึ่งรายงานระบุว่าหากจำเป็นและประเทศนั้นยังมีพื้นที่ทางการคลัง การช่วยเหลือต้องเป็นการชั่วคราวและเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ส่วนที่สองคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยชี้แนะว่า “การจัดลำดับความสำคัญทางการคลังอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งจำเป็น ตั้งแต่บัดนี้และต่อเนื่องไปในระยะปานกลาง” พร้อมย้ำว่าแม้การปฏิรูประบบบำนาญที่ไม่ยั่งยืน และการยกเลิกการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงแบบถ้วนหน้าสำหรับทุกคน ซึ่งผู้มีรายได้สูงได้ประโยชน์มากกว่าผู้มีรายได้น้อย จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางการเมือง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปลดปล่อยงบประมาณไปใช้ชำระหนี้และลงทุน ควบคู่กับการหารายได้รัฐเพิ่มเพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังกลับคืนมา
.
เป็นที่น่ายินดีว่า รายงานได้กล่าวถึงการประชุมประจำปี IMF-ธนาคารโลก ที่จะกลับมาจัดที่กรุงเทพมหานคร ในเดือนตุลาคม 2569 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2534 โดยสะท้อนความก้าวหน้าอันโดดเด่นของประเทศไทย และตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พร้อมระบุว่าการประชุมจะเป็นเวทีที่ผู้กำหนดนโยบายหารือกันถึงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง
.
สำหรับสถานะการคลังของไทย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ในทิศทางเดียวกับรายงานของ IMF โดยระบุว่าหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มจากร้อยละ 41.1 ของ GDP ในช่วงก่อนโควิด-19 มาอยู่ที่ร้อยละ 67.5 เทียบกับกรอบเพดานร้อยละ 70คงเหลือพื้นที่ทางการคลังประมาณร้อยละ 4 ขณะที่รายได้สุทธิของรัฐบาลลดลงจากร้อยละ 16.7 ของ GDP ในปี 2559 เหลือร้อยละ 15 ในปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกลุ่ม OECD ขณะเดียวกันจำนวนผู้สูงอายุไทยจะเพิ่มเป็นร้อยละ 28.4 ของประชากรในปี 2577 ซึ่งจะกดทั้งฐานภาษีเงินได้และรายจ่ายสวัสดิการไปพร้อมกัน โดยเสนอกรอบการปฏิรูปสามด้าน คือ การจัดสรรงบประมาณไปสู่การลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพในระยะยาว การออกแบบระบบสวัสดิการใหม่เพื่อลดความซ้ำซ้อน และการขยายฐานรายได้ของรัฐ ซึ่งด้านที่สามนี้ตรงกับข้อเสนอเรื่องการระดมรายได้ในรายงานของ IMF สอดคล้องกับการประเมินจาก Fitch Ratings ซึ่งได้ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569โดยมีหนึ่งในเงื่อนไขความเชื่อมั่นว่าสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากความคืบหน้าที่ชัดเจนในการปรับสมดุลทางการคลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญตรงกันทั้งในปัจจุบันจนถึงในระยะปานกลาง
.
เมื่อพิจารณามาตรการด้านรายได้จากทางกระทรวงการคลังที่มีแผนจะเดินหน้าตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ที่ได้รับความเห็นชอบไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงขณะนี้นอกจากเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำร้อยละ 15 ตามกรอบ Global Minimum Tax และการยกเลิกไม่เก็บอากรขาเข้าสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท มาตรการอื่นๆ ยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร การทบทวนโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การเพิ่มการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ และการขยายฐานผู้เสียภาษีผ่านระบบ Data Lake
.
กรณีที่สะท้อนภาพความล่าช้าในการตัดสินใจเชิงนโยบายได้ชัดเจนที่สุดคือ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่จากสองอัตราเป็นอัตราเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ค้างมาเนิ่นนานและเงียบหายไป โครงสร้างสองอัตราที่ใช้มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 หรือเป็นเวลา 9 ปี กำหนดอัตราตามมูลค่าร้อยละ 25 สำหรับบุหรี่ราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 72 บาทต่อซอง และร้อยละ 42 สำหรับราคาเกินกว่านั้น ประกอบกับภาษีตามปริมาณ 1.25 บาทต่อมวน ผลที่เกิดขึ้นคือสินค้าส่วนใหญ่เคลื่อนลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับราคา 72 บาท ภาษีที่จัดเก็บได้ต่อซองจึงลดลงโดยที่ปริมาณการบริโภคมิได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน ภาครัฐจึงควรแสดงความตั้งใจในการแก้ไขเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการนำโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และระงับช่องโหว่ทางภาษีที่เกิดขึ้นโดยเร็วหลังจากที่ปล่อยให้เป็นปัญหาเรื้อรังมาไม่น้อยกว่า 9 ปีเต็ม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่