ทำไมคนสร้าง Social Media ถึงไม่อยากให้ลูกใช้มันมากเกินไป ก่อนหลายประเทศเริ่มออกกฎหมายจำกัดเด็กเข้าถึง

กระทู้สนทนา
ทำไมคนสร้าง Social Media ถึงไม่อยากให้ลูกใช้มันมากเกินไป ก่อนหลายประเทศเริ่มออกกฎหมายจำกัดเด็กเข้าถึง

ไม่นานมานี้ นีล โมฮาน (Neal Mohan) ซีอีโอของ YouTube ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เขาจำกัดเวลาใช้ YouTube และโซเชียลมีเดียกับลูกทั้ง 3 คน โดยเฉพาะในวันธรรมดา ส่วนวันหยุดจะผ่อนลงบ้าง เพราะมองว่าการใช้ทุกอย่างควรอยู่ในระดับที่พอดี
.
‘กฎ’ ในแนวทางแบบเดียวกันนี้ยังพบในบ้านของ บิล เกตส์ (Bill Gates) กำหนดว่าลูกต้องอายุ 14 ปีก่อนถึงจะอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือ และมีกฎไม่ใช้โทรศัพท์ระหว่างมื้ออาหาร ส่วน สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) เคยเล่าว่าจำกัดการใช้เทคโนโลยีของลูกๆ ที่บ้านเหมือนกัน ขณะที่ ซูซาน วอยชิตสกี (Susan Wojcicki) อดีตซีอีโอ YouTube เคยจำกัดการใช้ YouTube ของลูก และแนะนำให้เด็กเล็กใช้ YouTube Kids มากกว่า
.
อ่านไปนาทีแรกอาจชวนรู้สึกผิดฝาผิดฝั่งไปหน่อย แต่ถ้ามองจากมุมของคนเป็นพ่อแม่แล้ว ก็พบเหตุผลที่เข้าใจได้ง่ายคือ การช่วยจัดการเวลาให้กับเด็กๆ ไม่อยู่กับหน้าจอนานเกินไป จนหลงลืมละเลยกิจกรรมอื่นๆ ที่เหมาะสมกับวัยไปนั่นเอง
.
และแน่นอน แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่เคยแจ้งเตือนว่า พอได้แล้ว เล่นนานแล้ว
.
พอเปิด YouTube วิดีโอหนึ่งจบก็มีอีกคลิปให้ดู เปิด Instagram ก็มีโพสต์ใหม่ เลื่อน TikTok ก็มีคลิปถัดไป และเมื่อมีข้อความหรือการแจ้งเตือนเข้ามาในโทรศัพท์ ก็มีเหตุผลใหม่ให้หยิบขึ้นมาอีกครั้ง
.
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาของเด็กโดยตรง เพราะช่วงวัยรุ่นตอนต้นเป็นช่วงที่สมองไวต่อการตอบรับจากคนอื่นมากขึ้น ทั้งความสนใจ คำชม ไลก์ หรือการตอบกลับจากเพื่อน ขณะเดียวกันความสามารถในการควบคุมแรงกระตุ้นและมองผลระยะยาวก็ยังพัฒนาไม่เต็มที่
.
กล่าวคือ ในบางนาทีเด็กอาจรู้ว่า “ควรหยุดเล่นได้แล้ว” แต่ ‘รู้แล้ว’ กับ ‘หยุด’ ได้ทันทีเป็นคนละเรื่องกัน
.
American Psychological Association (APA) องค์กรทางวิทยาศาสตร์ด้านจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า ฟังก์ชันการเลื่อนหน้าจอแบบไม่สิ้นสุดอาจทำให้เด็กตัดการใช้งานได้ยากขึ้น เพราะเด็กและวัยรุ่นยังมีความสามารถในการกำกับตัวเองไม่เท่าผู้ใหญ่
.
และยิ่งไปกว่านั้นโซเชียลมีเดียไม่ได้ให้รางวัลแบบเดิมทุกครั้ง บางครั้งโพสต์ไปไม่มีใครกดไลก์ บางครั้งมีคนเข้ามาคอมเมนต์ บางครั้งมีข้อความใหม่เด้งขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร
.
การตอบรับที่มาไม่แน่นอนแบบนี้สามารถทำให้คนอยากกลับไปเช็กซ้ำ โดยมีงานวิจัยที่ติดตามวัยรุ่นพบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการท่องโซเชียลมีเดียเป็นประจำ กับการเปลี่ยนแปลงของระบบสมองที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อรางวัลทางสังคม
.
APA แนะนำว่าในช่วงวัยรุ่นตอนต้น โดยทั่วไปประมาณ 10-14 ปี ผู้ใหญ่ควรมีส่วนช่วยติดตาม พูดคุย และสอนเด็กเกี่ยวกับสิ่งที่เจอบนโซเชียลมีเดีย ขณะเดียวกันก็ควรค่อยๆ เพิ่มความเป็นอิสระเมื่อเด็กโตขึ้นและมีทักษะในการใช้โลกออนไลน์มากขึ้น
.
และอีกเรื่องที่สำคัญและไม่ควรละเลย (นอกจากจำกัด) คือ สิ่งที่เด็กไม่ได้ทำในช่วงเวลาที่กำลังอยู่หน้าจอ
.
ถ้าใช้โทรศัพท์จนดึก เวลานอนก็หายไป ถ้าเอาโทรศัพท์ติดตัวตลอดเวลา เวลาที่ควรออกไปเล่นหรือคุยกับคนอื่นก็อาจลดลง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการในวัยเด็กและวัยรุ่น
.
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าโซเชียลมีเดียมีแต่โทษ เพราะเด็กสามารถใช้เพื่อคุยกับเพื่อน หาเรื่องที่ตนสนใจ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และสร้างความสัมพันธ์ได้เช่นกัน แต่ผลที่เกิดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเด็กใช้มันอย่างไร เจออะไร และมีพื้นฐานทางสังคมและจิตใจแบบไหน
.
เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนอย่างนีล โมฮาน กำลังกระทำกับลูก ย่อมไม่ใช่การกันเด็กออกจากโลกออนไลน์ แต่เป็นการบอกว่า โลกออนไลน์ไม่ควรเป็นคนกำหนดเวลาทั้งหมดของเด็ก
.
แต่เป็นการชวนคิดต่อว่า ในวันที่หน้าจอมีอะไรให้ดูต่อได้ตลอดเวลา และการแจ้งเตือนก็พร้อมเรียกความสนใจกลับมาอยู่เสมอ เราจะสอนเด็กให้รู้จักหยุดด้วยตัวเองได้อย่างไร และในช่วงที่เขายังทำไม่ได้ พ่อแม่ควรช่วยกำหนดขอบเขตให้แค่ไหน
.
ที่มา : Brand Think
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่