ดีลทิพย์หรือหลุมพราง? เหตุผลเชิงลึกที่ "ชาดา" ท้าให้ถอย 112 แลก 71 เสียง และทำไม "พิธา" ถึงเลือกไม่เดินเกมนี้

กระทู้สนทนา
คือหลายคนชอบบอกว่าทำไมพิธาไม่ถอย112 และภูมิใจไทยจะยกมือให้แก คือแกจะได้เป็นนายก แต่ที่ผมเห็นคือไม่มีใครให้คำตอบชัดเจน เหมือนหาข้อสรุปไม่ได้ เอไอให้คำตอบที่ฟังขึ้นแล้วครับ

หากเราย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 มีช็อตเด็ดไฮไลท์หนึ่งที่กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก คือการอภิปรายของ คุณชาดา ไทยเศรษฐ์ (ภูมิใจไทย) ที่ลุกขึ้นประกาศกลางสภาทำนองว่า ถ้าพิธายอมหลุดคำว่าไม่แตะต้อง มาตรา 112 พรรคภูมิใจไทยจะยกมือโหวตให้เป็นนายกฯ ทันที
ในเชิงตัวเลข (คณิตศาสตร์การเมือง) สูตรนี้มันดูง่ายและสมบูรณ์แบบมาก เพราะ 312 เสียง (8 พรรคร่วม) + 71 เสียง (ภูมิใจไทย) = 383 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสองสภา (376 เสียง) ได้ทันที โดยที่ไม่ต้องง้อหรือพึ่งพาเสียงของ ส.ว. แม้แต่คนเดียว

แต่ทำไมดีลที่ดูเหมือนจะง่ายนี้ ถึงไม่เกิดขึ้นจริง? วันนี้ผมอยากมาชวนเพื่อนๆ วิเคราะห์ "เหตุผลเชิงลึก" และเบื้องหลังเกมการเมืองของทั้งฝ่ายคุณชาดา และฝ่ายคุณพิธา กันครับ

1. วิเคราะห์ฝั่ง "ชาดา ไทยเศรษฐ์" (ภูมิใจไทย): ข้อเสนอจริงใจ หรือ หลุมพรางเชิงกลยุทธ์?
นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนมองว่า คำพูดของคุณชาดาไม่ใช่ "การยื่นไมตรี" แต่เป็น "รุกฆาตทางวาทกรรม" (Rhetorical Checkmate) ที่จงใจโยนไพ่ไฟกลับไปให้พรรคก้าวไกล ด้วยเหตุผลเชิงลึก 3 ข้อ:

เปลี่ยนแรงกดดันทางสังคม: ก่อนวันโหวต ฝั่งพรรคขั้วรัฐบาลเดิมและ ส.ว. ตกเป็นจำเลยสังคมว่า "ไม่เคารพฉันทามติอันดับ 1 ของประชาชน" การที่คุณชาดาพูดแบบนี้ เท่ากับการเปลี่ยนสปอตไลท์และความกดดันกลับไปที่พรรคก้าวไกลทันที ว่า “โอกาสเป็นนายกฯ อยู่ตรงหน้าแล้วนะ ถ้าไม่ได้เป็น เป็นเพราะคุณเลือกนโยบายพรรคมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศเอง”

รู้อยู่แล้วว่าก้าวไกลทำไม่ได้ (Safe Bet): ภูมิใจไทยรู้ดีว่า ดีเอ็นเอและจุดขายหลักที่ทำให้ก้าวไกลชนะเลือกตั้งคือความตรงไปตรงมาและการรักษาคำพูด การยื่นเงื่อนไขนี้จึงเป็นเกมที่ภูมิใจไทย "ไม่มีวันเสีย" เพราะรู้อยู่แล้วว่าคุณพิธาไม่มีทางรับ

เปิดทางถอยให้ตัวเองอย่างชอบธรรม: หากคุณพิธาปฏิเสธ (ซึ่งก็ปฏิเสธจริงๆ) ภูมิใจไทยจะสามารถอ้างกับประชาชนได้อย่างเต็มปากทันทีในตอนลงมติว่า “เราเสนอทางออกให้แล้ว แต่เขาไม่รับเอง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องกด Vote ไม่เห็นชอบ/งดออกเสียง” โดยไม่เสียฐานเสียงของตัวเอง

2. วิเคราะห์ฝั่ง "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" (ก้าวไกล): ทำไมถึงยอมหักไม่ยอมงอ?
ในมุมของผู้ชนะเลือกตั้ง หลายคนอาจจะรู้สึกเห็นใจและน่าสงสารที่คุณพิธาควรได้เป็นนายกฯ อย่างไม่มีเงื่อนไขตามหลักประชาธิปไตยสากล แต่ในความเป็นจริง คุณพิธาจำเป็นต้องปฏิเสธข้อเสนอนี้ด้วยเหตุผลเชิงลึกที่เดิมพันด้วยอนาคตของพรรค:

ติดคุกคำพูด "ตระบัดสัตย์" ต่อประชาชน: พรรคก้าวไกลไม่ได้โตมาด้วยระบบหัวคะแนน แต่โตมาด้วย "ความศรัทธาในอุดมการณ์" หากคุณพิธายอมกลืนน้ำคำ ประกาศถอยเรื่อง 112 กลางสภาเพื่อแลกกับเก้าอี้นายกฯ แบรนด์ก้าวไกลจะพังทลายลงทันที และจะถูกตราหน้าว่าไม่ต่างจากนักการเมืองแบบเดิมที่ยอมทำทุกอย่างเพื่ออำนาจ

ความเสี่ยงเรื่อง "ดีลทิพย์": ในทางเมือง คำพูดในสภาไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย หากคุณพิธาประกาศถอยปุ๊บ แล้วพอถึงเวลาโหวตจริง พรรคภูมิใจไทยเกิดงดออกเสียง หรืออ้างมติพรรคว่า "ยังมีเงื่อนไขอื่นที่ยังตกลงกันไม่ได้อีก" เช่น เรื่องกัญชา หรือโควตารัฐมนตรี คุณพิธาจะเสียทั้งเก้าอี้นายกฯ และเสียทั้งความศรัทธาจากประชาชน (เจ๊งทั้งขึ้นทั้งล่อง)

กับดัก "มีเราไม่มีเขา": ถ้ายกมือให้ 71 เสียง แปลว่าภูมิใจไทยต้องมาพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งจะไปขัดแย้งกับสโลแกนหาเสียงหลักของก้าวไกลที่ประกาศไว้ชัดเจนว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคขั้วอำนาจเดิม การดึงภูมิใจไทยเข้ามาตั้งแต่วันแรกจะสร้างรอยร้าวในหมู่มวลชนและพรรคร่วมรัฐบาล (โดยเฉพาะเพื่อไทยในขณะนั้น) ทันที

บทสรุปชวนคิด
เหตุการณ์ในวันนั้น จึงไม่ใช่เรื่องของ "ความง่ายหรือยากในเชิงตัวเลข" แต่มันคือ "สงครามตัวแทนระหว่าง อุดมการณ์ VS เกมอำนาจ"
คุณชาดา เดินเกมรับในเชิงรุกได้อย่างฉลาดตามแบบฉบับนักเลือกตั้งเจนสนาม
คุณพิธา เลือกที่จะรักษา "ต้นทุนความซื่อสัตย์" ไว้ แม้จะต้องสูญเสียโอกาสในการเป็นนายกรัฐมนตรีในระยะสั้น แต่ก็ได้ใจมวลชนและสร้างฐานความเชื่องมั่นในระยะยาว (ซึ่งสะท้อนให้เห็นในคะแนนนิยมที่ยังสูงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน)

เพื่อนๆ มีมุมมองต่อช็อตประวัติศาสตร์นี้อย่างไรกันบ้างครับ? คิดว่าถ้าวันนั้นคุณพิธายอม "ถอยสุดซอย" ตามคำท้า ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน และคุณพิธาจะได้เป็นนายกฯ จริงๆ หรือไม่? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ

 
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่