วิกฤติ 'เอลนีโญ' ระบบนิเวศปะการังเสี่ยงล่มสลาย สะเทือนวิถีชีวิตคนเอเชีย 220 ล้านคน
.
ภัยเงียบจากอุณหภูมิความร้อนสะสมในมหาสมุทรที่พุ่งสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ไม่เพียงสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศปะการังใต้ทะเลจนฟอกขาวและล้มตายเป็นประวัติการณ์ แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องที่รุนแรงต่อปริมาณปลา ความมั่นคงทางอาหาร และรายได้ของชุมชนชายฝั่งในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้หญิงซึ่งถือเป็น ‘ชาวประมงที่ถูกมองข้าม’ ในโครงสร้างสังคม
.
📌 วิกฤติซ้ำซ้อนจากผืนดินสู่ท้องทะเล และความเหลื่อมล้ำในการรับมือ
.
ปรากฏการณ์เอลนีโญนับเป็นหนึ่งในภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงของคลื่นความร้อนและภาวะแห้งแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรน้ำ การเกษตร การผลิตอาหาร สุขอนามัย และการดำรงชีวิตของผู้คนอย่างมหาศาล นอกจากนี้ แรงกดดันดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อระบบเมืองและบริการสาธารณะที่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางภูมิอากาศอยู่แล้ว
.
อันนา เดอ ปาลมา ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาของสหราชอาณาจักร (FCDO) กล่าวในงาน Special CLARE-ASEAN webinar: El Niño 2026-27: Implications for Climate Adaptation in Asia ว่า ผลกระทบของเอลนีโญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนผืนดินเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายลงสู่มหาสมุทร ทั้งแนวปะการัง การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่ง ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหารและการจ้างงานทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม โดยกลุ่มประมงพื้นบ้าน ชุมชนผู้มีรายได้น้อย และผู้คนที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง ถือเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดและมีทางเลือกน้อยที่สุดในการปรับตัวหรือรับมือกับความสูญเสีย
.
ด้วยเหตุนี้ การใช้ประโยชน์จากข้อมูลการคาดการณ์เอลนีโญล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมอย่างทันท่วงทีและครอบคลุมทุกกลุ่มคนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งโครงการ CLARE Resilience ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักรและศูนย์วิจัยการพัฒนาระหว่างประเทศของแคนาดา (IDRC) จึงเน้นการรวบรวมงานวิจัยในพื้นที่และนโยบายระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศอย่างเท่าเทียมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
📌 มหาสมุทรเดือดและโศกนาฏกรรมปะการัง บทเรียนจากเอลนีโญครั้งใหญ่
.
ด้าน ศาสตราจารย์ มารีอา บีเกอร์ จากมหาวิทยาลัยลีดส์ (University of Leeds) ได้ฉายภาพวิกฤติใต้ท้องทะเลอย่างเจาะลึกว่า มีประชากรทั่วโลกราว 1 พันล้านคน และเฉพาะในภูมิภาคเอเชียมีมากถึงประมาณ 220 ล้านคน ที่ต้องพึ่งพาแนวปะการังในการดำรงชีวิตและเป็นแหล่งอาหารหลัก แนวปะการังไม่เพียงแต่เป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์น้ำและช่วยปกป้องชายฝั่งจากคลื่นลม แต่ยังรองรับห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจท้องถิ่นทั้งหมด
.
ศาสตราจารย์มารีอาชี้ว่า เหตุการณ์เอลนีโญครั้งใหญ่ในอดีต เช่น ในปี 2525, 2540, 2558 และล่าสุดในปี 2566 สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกอย่างรุนแรง เมื่อปะการังต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาวะคลื่นความร้อนใต้ทะเล ปะการังจะขับสาหร่ายซิมไบโอติกออกจากเนื้อเยื่อจนกลายเป็นสีขาว และหากอุณหภูมิพุ่งสูงรุนแรงเกินไป ปะการังบางส่วนจะตายทันทีโดยไม่ทันผ่านกระบวนการฟอกขาวด้วยซ้ำ
.
ตัวอย่างที่เด่นชัดคือเหตุการณ์ฟอกขาวครั้งใหญ่ระหว่างปี 2557–2560 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับปรากฏการณ์เอลนีโญปี 2558 พบว่าแนวปะการังทั่วโลกถึง 80% เผชิญภาวะฟอกขาว และมีถึง 35% ที่เผชิญการฟอกขาวรุนแรงจนล้มตายอย่างหนัก เมื่อปะการังตาย โครงสร้างหินปูนจะพังทลาย ถูกสาหร่ายชั้นต่ำปกคลุม จนสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและไม่สามารถเป็นบ้านของปลาและสัตว์น้ำเปลือกแข็งได้อีกต่อไป ซ้ำร้าย ปะการังส่วนน้อยที่รอดชีวิตมาได้ยังต้องเผชิญกับผู้ล่าตามธรรมชาติ เช่น ดาวขวากหรือดาวมงกุฎหนามที่ออกล่ากินปะการังที่เหลืออยู่
.
.
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1254609
.
.
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain
🪸 วิกฤติ 'เอลนีโญ' ระบบนิเวศปะการังเสี่ยงล่มสลาย สะเทือนวิถีชีวิตคนเอเชีย 220 ล้านคน
.
ภัยเงียบจากอุณหภูมิความร้อนสะสมในมหาสมุทรที่พุ่งสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ไม่เพียงสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศปะการังใต้ทะเลจนฟอกขาวและล้มตายเป็นประวัติการณ์ แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องที่รุนแรงต่อปริมาณปลา ความมั่นคงทางอาหาร และรายได้ของชุมชนชายฝั่งในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้หญิงซึ่งถือเป็น ‘ชาวประมงที่ถูกมองข้าม’ ในโครงสร้างสังคม
.
📌 วิกฤติซ้ำซ้อนจากผืนดินสู่ท้องทะเล และความเหลื่อมล้ำในการรับมือ
.
ปรากฏการณ์เอลนีโญนับเป็นหนึ่งในภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงของคลื่นความร้อนและภาวะแห้งแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรน้ำ การเกษตร การผลิตอาหาร สุขอนามัย และการดำรงชีวิตของผู้คนอย่างมหาศาล นอกจากนี้ แรงกดดันดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อระบบเมืองและบริการสาธารณะที่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางภูมิอากาศอยู่แล้ว
.
อันนา เดอ ปาลมา ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาของสหราชอาณาจักร (FCDO) กล่าวในงาน Special CLARE-ASEAN webinar: El Niño 2026-27: Implications for Climate Adaptation in Asia ว่า ผลกระทบของเอลนีโญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนผืนดินเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายลงสู่มหาสมุทร ทั้งแนวปะการัง การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่ง ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหารและการจ้างงานทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม โดยกลุ่มประมงพื้นบ้าน ชุมชนผู้มีรายได้น้อย และผู้คนที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง ถือเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดและมีทางเลือกน้อยที่สุดในการปรับตัวหรือรับมือกับความสูญเสีย
.
ด้วยเหตุนี้ การใช้ประโยชน์จากข้อมูลการคาดการณ์เอลนีโญล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมอย่างทันท่วงทีและครอบคลุมทุกกลุ่มคนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งโครงการ CLARE Resilience ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักรและศูนย์วิจัยการพัฒนาระหว่างประเทศของแคนาดา (IDRC) จึงเน้นการรวบรวมงานวิจัยในพื้นที่และนโยบายระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศอย่างเท่าเทียมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
📌 มหาสมุทรเดือดและโศกนาฏกรรมปะการัง บทเรียนจากเอลนีโญครั้งใหญ่
.
ด้าน ศาสตราจารย์ มารีอา บีเกอร์ จากมหาวิทยาลัยลีดส์ (University of Leeds) ได้ฉายภาพวิกฤติใต้ท้องทะเลอย่างเจาะลึกว่า มีประชากรทั่วโลกราว 1 พันล้านคน และเฉพาะในภูมิภาคเอเชียมีมากถึงประมาณ 220 ล้านคน ที่ต้องพึ่งพาแนวปะการังในการดำรงชีวิตและเป็นแหล่งอาหารหลัก แนวปะการังไม่เพียงแต่เป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์น้ำและช่วยปกป้องชายฝั่งจากคลื่นลม แต่ยังรองรับห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจท้องถิ่นทั้งหมด
.
ศาสตราจารย์มารีอาชี้ว่า เหตุการณ์เอลนีโญครั้งใหญ่ในอดีต เช่น ในปี 2525, 2540, 2558 และล่าสุดในปี 2566 สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกอย่างรุนแรง เมื่อปะการังต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาวะคลื่นความร้อนใต้ทะเล ปะการังจะขับสาหร่ายซิมไบโอติกออกจากเนื้อเยื่อจนกลายเป็นสีขาว และหากอุณหภูมิพุ่งสูงรุนแรงเกินไป ปะการังบางส่วนจะตายทันทีโดยไม่ทันผ่านกระบวนการฟอกขาวด้วยซ้ำ
.
ตัวอย่างที่เด่นชัดคือเหตุการณ์ฟอกขาวครั้งใหญ่ระหว่างปี 2557–2560 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับปรากฏการณ์เอลนีโญปี 2558 พบว่าแนวปะการังทั่วโลกถึง 80% เผชิญภาวะฟอกขาว และมีถึง 35% ที่เผชิญการฟอกขาวรุนแรงจนล้มตายอย่างหนัก เมื่อปะการังตาย โครงสร้างหินปูนจะพังทลาย ถูกสาหร่ายชั้นต่ำปกคลุม จนสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและไม่สามารถเป็นบ้านของปลาและสัตว์น้ำเปลือกแข็งได้อีกต่อไป ซ้ำร้าย ปะการังส่วนน้อยที่รอดชีวิตมาได้ยังต้องเผชิญกับผู้ล่าตามธรรมชาติ เช่น ดาวขวากหรือดาวมงกุฎหนามที่ออกล่ากินปะการังที่เหลืออยู่
.
.
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1254609
.
.
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain