ปรึกษา การหย่า

#ปรึกษาค่ะ #ชีวิตคู่ที่ไม่เข้าท่า

ขอเกริ่นยาวหน่อยนะคะ เพราะเรื่องค่อนข้างยาว และอยากเล่าให้เห็นภาพทั้งหมดก่อนตัดสินใจค่ะ

เราโตมากับบ้านปู่ พ่อแม่เอาไปทิ้งไว้ตั้งแต่2ขวบ และไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก ชีวิตค่อนข้างลำบากมาก หลังจบ ม.3 ปู่ไม่ให้เรียนต่อ เพราะปัญหาการเงิน เราเลยตัดสินใจหนีมาเรียนต่อที่สมุทรปราการ โดยเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ระหว่างนั้นยังมีครอบครัวพ่อแม่พี่น้องที่มักมีเรื่องหนักใจนำภาระต่างๆมาให้เราตลอด

จนได้เจอกับสามีตอนทำงานค่ะ

ตอนนั้นสามีตรงสเปกเรามาก เป็นคนใจดี ใจเย็น อารมณ์ดี ฉลาด ภูมิฐาน มีการศึกษา ขยัน รับผิดชอบ และดูอบอุ่น ตอนนั้นมีคนเข้ามาหาเราหลายคนและหลายคนมีฐานะ แต่เราเลือกสามี เพราะรู้สึกว่าเรากับเขามีพื้นฐานชีวิตใกล้เคียงกัน และคิดว่าจะสามารถสร้างครอบครัวไปด้วยกันได้

สามีอายุมากกว่าเรา 8 ปีค่ะ เราคบกัน 4 ปี ก่อนตัดสินใจสร้างครอบครัวด้วยกัน

ช่วงแรกทุกอย่างดีมาก เรารักกันมาก เป็นคู่รักที่ดีมาก จนมีแต่คนชื่นชมไม่ขาด การมีลูก มีครอบครัวเป็นของตัวเอง รู้สึกเหมือนในที่สุดชีวิตก็มี “ครอบครัวของเรา” จริงๆ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา คนที่เรารู้สึกว่าเป็นครอบครัวจริงๆ มีเพียงสามีและลูก

แต่พอเวลาผ่านไป ปัญหาหลายอย่างเริ่มสะสม จากเรื่องเล็ก ๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้เรากับสามีเหมือนจะทนกับความทุกข์ในชีวิตคู่ไม่ไหวแล้ว และเริ่มคิดจริงจังเรื่องการหย่าค่ะ

เราไม่ได้เกลียดสามีนะคะ และยังรักเขาอยู่ด้วยซ้ำ สามีเป็นคนดีในหลายเรื่อง รักครอบครัว ทำงานเก่ง และรับผิดชอบเรื่องงานมาก แต่ปัญหาคือเขาไม่ค่อยรู้วิธีดูแลความสัมพันธ์และคนใกล้ตัว จนหลายอย่างกลายเป็นการเอาเปรียบคู่ชีวิตโดยที่เขาอาจไม่ได้ตั้งใจ ต้องคอยบอก เวลาลอกก็มักเกิดการน้อยใจขึ้น

ตลอดชีวิตคู่ เราเป็นแม่เต็มเวลา ออกจากงานที่ตอนนั้นมีตำแหน่งและโอกาสเติบโต เพื่อมาดูแลลูกและครอบครัว เราเลี้ยงลูกทั้งสองคนด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด ทำงานบ้าน ทำอาหาร และ homeschool ลูกๆ รวมทั้งจัดแจงทุกสิ่งในบ้าน

ส่วนสามีรับหน้าที่ทำงานหาเงิน สามีทำงานหนักมากค่ะ กลับบ้านค่ำ ถึงบ้านก็ทำงานต่อถึงตีหนึ่ง วันหยุดก็มีงานเสริม ทำให้เขาไม่ค่อยได้อยู่บ้าน และเวลาน้อยมาก เราเองก็สนับสนุนเขาเต็มที่ ไม่ว่าเขาจะต้องไปไหน ทำอะไร หรือต้องการทำอะไร เราพยายามจัดการทุกอย่างให้ เพื่อให้เขาสามารถทำงานและเติบโตในหน้าที่ได้เต็มที่

แต่ในขณะที่สามีมีพื้นที่ในการใช้ชีวิตและทำงานของตัวเอง เรากลับแทบไม่มีพื้นที่ให้กับชีวิตตัวเองเลย แม้แต่เรื่องการเงินก็เป็นปัญหามานาน ตอนแรกสามีไม่ได้ให้เงินเราโดยตรง เวลาเราจะใช้เงินต้องขอ ต่อมาจึงตกลงกันว่า ควรให้เงินเดือนเราบ้าง แรกได้เดือนละ1,000บาท เวลาผ่านมาจนมีลูกคนที่2 ฐานะดีขึ้น ตกลงใหม่ได้ประมาณ 14,000 บาท สำหรับใช้ 4 คน ซึ่งอยู่ในเมืองและไม่พอใช้ถึงสิ้นเดือน เราจึงต้องหาเงินมาเติมเอง

เมื่อเงินไม่พอใช้ เราตัดสินใจทำงานหาเงินค่ะ แต่เป็นการทำงานในเวลาที่ทุกคนหลับแล้ว เรานอนตอนเช้าและตื่นช่วงเที่ยงหรือบ่าย เพราะต้องดูแลลูกตลอดวัน ก่อนนอนเราจะเตรียมอาหาร ของเล่น และกิจกรรมต่างๆไว้ให้ลูกๆ ระหว่างที่เรานอน หลังตื่นมาก็เลี้ยงลูก ทำงานบ้าน ทำอาหาร พอลูกนอนตอนกลางคืนเราก็เริ่มทำงาน วนอยู่แบบนี้ทุกวัน

สุขภาพเราแย่ลงมาก แต่ข้อดีคือเรามีเงินใช้เอง สามารถซื้อของที่จำเป็น กินของที่อยากกิน หรือพาลูกไปไหนได้โดยไม่ต้องคอยขอเงินใคร

เราเหนื่อยมากค่ะ แต่สิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยกว่าเดิมคือความรู้สึกว่า เราเป็นฝ่ายซัพพอร์ตทุกคน แต่เมื่อยามเรามีเรื่องจำเป็น กลับไม่มีใครซัพพอร์ตเรา เราไม่ได้ต้องการให้สามีทำทุกอย่างแทนเรา เพียงแต่บางครั้งเราก็อยากมีคนช่วยคิด ช่วยดูแลลูก ช่วยจัดการเรื่องในบ้าน

ตอนนี้เราอยากกลับมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง เช่น อยากเรียนปริญญาตรี เพราะสามีเองก็เรียนปริญญาโทได้ เราอยากมีโอกาสพัฒนาตัวเองเหมือนกัน แต่ปัญหาคือ แม้แต่ตอนที่เราจะทำอะไรของตัวเอง ภาระต่างๆในบ้านก็ยังต้องดำเนินต่อโดยมีเราเป็นคนรับผิดชอบหลัก

บางครั้งเรื่องง่ายๆประจำวัน เช่น เราล้างจาน ลูกมีปัญหา สามีอยู่ตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้เข้าไปจัดการ จนสุดท้ายทุกอย่างก็กลับมาที่เราอยู่ดี

ปัญหาต่างๆในชีวิตครอบครัว เราเคยพยายามพูดคุยหลายครั้งค่ะ แต่ทุกครั้งที่พูดถึงปัญหา สามีมักจะรู้สึกว่าเราตำหนิเขา แล้วจะน้อยใจหรือหนีไปนอน ทำให้ปัญหาไม่ได้ถูกรับฟังและแก้ไข แต่ถูกเก็บสะสมไปเรื่อยๆ

เขาเป็นคนที่ ถ้าเราพูดเรื่องดีๆ เขาจะฟัง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องวิจารณ์หรือบอกว่าอะไรควรปรับปรุง เขามักรับไม่ได้ มองว่าสิ่งไม่ดีไม่ต้องสนใจ หลายครั้งสะสมจนไม่ไหว พยายามจะคุยให้จบ แต่เขาจะหลีกหนีการพูดคุย ทำให้เราไม่มีโอกาสได้พูดถึงปัญหาจริงๆ

บางครั้งเขาน้อยใจถึงขั้นพูดว่า เขายังทำไม่ดีพอใช่ไหม หรือเขาจะทำให้มากกว่านี้จนตายไปเลย และที่ผ่านมาเขาเคยมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว ทำให้ทุกครั้งที่เราจะพูดถึงปัญหา เราต้องระวังความรู้สึกของเขามาก จนบางครั้งกลายเป็นว่า เราไม่มีพื้นที่พูดถึงความทุกข์ของตัวเองเลย ต้องหอบตัวเองพบนักจิตร่วมปี เพื่อรักษาใจตัวเอง และยังคงพบอยู่เรื่อยๆเมื่อมีปัญหาและไร้ทางออก

คืนนี้ก็เกิดปัญหาเดิมอีกค่ะ
เราพยายามคุยเรื่องปัญหาที่สะสมมานาน เพราะมีเหตุเกี่ยวเนื่องให้พูด เราอยากให้มันจบและอยากหาทางแก้ แต่สามีไม่อยากคุยและจะไปนอนเหมือนเดิม เราตามไปเพราะไม่อยากให้เรื่องกลับไปอยู่ในวงจรเดิม เขาจึงพยายามขับรถออกไป
เราพยายามห้าม เขาปัดมือจนเสื้อเราขาด แล้วออกไป โทรไม่รับ ไม่ตอบข้อความ

ก่อนออกไปเขาพูดว่า
“เราจะหาใครได้ดีเหมือนเขาอีก”
และอีกประโยคคือ
“ถ้าไม่ดีก็เลิกไป”

ที่ผ่านมาเราคิดเรื่องหย่าหลายครั้งแล้วค่ะ แต่ทุกครั้งสามีจะบอกว่าจะปรับปรุง และเขาก็มีบางช่วงที่ปรับปรุงจริง จึงเป็นเหตุผลที่เรายังอยู่ต่อและให้โอกาสมาตลอด เราไม่ได้มองว่าสามีเป็นคนไม่ดีนะคะ ตรงกันข้าม เราภูมิใจในตัวเขามากและเป็นคนที่คอยพูดถึงข้อดีของสามีให้คนอื่นฟังเสมอ แต่ก็มีข้อเสียซึ่งกระทบต่อชีวิตครอบครัว ที่ควรต้องรับฟังกัน

สามีรักครอบครัว แต่เหมือนเขาใช้ชีวิตในฐานะ “ตัวเขาเอง” เป็นหลัก ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ทำงานของตัวเอง ส่วนบทบาทสามี บทบาทพ่อ หรือบทบาทสมาชิกในครอบครัว มักเกิดขึ้นเมื่อมีคนร้องขอ ทุกอย่างต้องขอ ต้องขอให้ช่วย ต้องขอให้ดูแล ต้องขอให้สนใจ ต้องขอเรื่องเงิน ต้องขอคำปรึกษา ต้องขอให้ช่วยเลี้ยงลูก ต้องขอให้มีเวลาให้ครอบครัว แม้แต่สิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ร่วมกันของสามีภรรยา เราก็ต้องเป็นฝ่ายร้องขอ

เราที่ทำทุกหน้าที่ ดูแลทุกคน ซัตพอตสามีเสมอ เราเหนื่อยกับการต้องร้องขอสิ่งพื้นฐานเหล่านี้มาตลอดหลายปีค่ะ

ตอนนี้เราเห็นภาพอนาคตของตัวเองชัดมาก เราเห็นแม่สามีที่ต้องดูแลทุกอย่างในบ้านจนแทบไม่มีชีวิตของตัวเอง และเห็นพ่อสามีที่ใช้ชีวิตของตัวเองเป็นหลัก โดยไม่ได้ดูแลเอาใจใส่แม่เลย เรากลัวว่าถ้าเราไม่ตัดสินใจอะไรสักอย่าง วันนี้เราจะกลายเป็นแบบนั้นในอีกหลายสิบปีข้างหน้า แม่และน้องสาวสามีได้บอกไว้ว่าชีวิตเราเหมือนกับแม่สามี เหมือนจริงค่ะ เรามองแม่สามีแล้วเห็นตัวเราเอง

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเราคือ เราเคยเสียโอกาสหลายอย่างเพื่อครอบครัว แต่ตอนนี้เราไม่มีเงินเก็บที่มั่นคง ไม่มีงานประจำ
ไม่มีการศึกษาระดับปริญญา ไม่มีครอบครัวเดิมให้กลับไปพึ่ง
และชีวิตส่วนใหญ่ของเราผูกอยู่กับสามีและลูก

เราเลยเริ่มถามตัวเองว่า ถ้ายังอยู่ต่อ เราจะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกกี่ปี? เรารู้ว่าการหย่าไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีลูกสองคน และเราไม่ได้มีครอบครัวที่พร้อมจะรองรับเรา
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่า ถ้าอยู่ต่อโดยที่รูปแบบชีวิตคู่ยังเหมือนเดิม เราอาจต้องทุกข์ใจกับเรื่องเดิมๆ ไปอีกหลายปี

ตอนนี้เราจึงตัดสินใจว่า เราอาจต้องเลือกการหย่า เบื้องต้นเราได้ปรึกษาทนายเรื่องการหย่าแล้วค่ะ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนที่แทบไม่มีครอบครัวให้ปรึกษา และเรื่องนี้มีทั้งลูก การเงิน ที่อยู่อาศัย การเรียน และอนาคตของเราเข้ามาเกี่ยวข้อง เราเลยอยากขอคำปรึกษาจากคนที่มีประสบการณ์หรือมุมมองที่เป็นกลาง

เราไม่ได้ต้องการให้ใครมาตัดสินว่าสามีเป็นคนดีหรือไม่ดี และไม่ได้ต้องการให้ใครด่าเขาค่ะ

เราแค่อยากรู้ว่า จากสิ่งที่เราเล่ามาทั้งหมด การตัดสินใจที่จะหย่าในวันนี้ เป็นการตัดสินใจที่เรากำลังหนีปัญหา หรือเป็นการยอมรับว่าชีวิตคู่รูปแบบนี้ไม่สามารถไปต่อได้แล้วจริงๆ?

ถ้าเป็นคุณ คุณจะมองเรื่องนี้อย่างไรคะ
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบ และขอบคุณที่รับฟังค่ะ

#ขอบคุณมากๆล่วงหน้านะคะ อ่านทุกความเห็น แต่ไม่ได้ตอบกลับนะคะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่