จากกระทู้
"ส่งเสริมมุสลิมไทยๆ ฟื้นฟูความสุขสงบชายแดนใต้" เป็นกระทู้ซึ่งเป็นการทำลายหลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม อย่างแน่ชัด อัลกุรอานบัญญัติไว้ว่า:
เมื่อมีคนกล่าวแก่พวกเขาว่า "จงปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงเปิดเผย" พวกเขากลับกล่าวว่า "ไม่! เราจะปฏิบัติตามวิถีของบรรพบุรุษของเรา"
"อะไรกัน! ทั้งๆ ที่
บรรพบุรุษของพวกเขานั้นปราศจากปัญญาและคำแนะนำหรือ?" (แปลโดยยูซุฟ อาลี อัลกุรอาน 2:170)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้170
وَإِذَا قِيلَ لَهُمُ ٱتَّبِعُوا۟ مَآ أَنزَلَ ٱللَّهُ قَالُوا۟ بَلْ نَتَّبِعُ مَآ أَلْفَيْنَا عَلَيْهِ ءَابَآءَنَآ ۗ أَوَلَوْ كَانَ ءَابَآؤُهُمْ لَا يَعْقِلُونَ شَيْـًٔا وَلَا يَهْتَدُونَ
Yusuf Ali
When it is said to them: "Follow what Allah hath revealed:" They say: "Nay! we shall follow the ways of our fathers." What! even though their fathers Were void of wisdom and guidance?
ทั้งนี้เพราะว่าผู้คนในแถบแหลมมาลายูผู้คนท้องถิ่น นับถือพุทธศาสนามาก่อน ดังนั้นการปฏิบัติคาบเกี่ยวตามประเพณี "บวชเณรก่อนแล้วจึงเข้าสุนัต" เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักศรัทธาทั้งพุทธศาสนาและศาสนาอิสลาม สำหรับทางศาสนาอิสลามผิดหลักศรัทธาในเรื่อง การสักการะพระเจ้าองค์เดียวหรือ "เตาฮีด" (تَوْحِيد) ส่วนทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ไม่ยอมรับ
การผสมผสานมุมมองทางอภิปรัชญาที่แตกต่างกัน เช่น การยกย่องพระเจ้าผู้สร้างเป็นที่พึ่งสูงสุด หรือการยอมรับหลักคำสอนที่ขัดแย้งกับอริยสัจ 4 ประการ จะทำให้เป้าหมายเฉพาะของพุทธศาสนาในการยุติการเกิดใหม่และบรรลุนิพพานนั้นเจือจางลง
ก่อนอื่นต้องอธิายให้ผู้อ่านกระทู้นี้เข้าใจเสียก่อนว่า การขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายในหมู่ชาวมุสลิมชาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ คิตัน หรือ คัตนา หรือการเข้าสุนัต ก็คือการตัดเอาหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายออก ซึ่งปฏิบัติกันเป็นหลักเพื่อความสะอาดทางกายภาพ สุขอนามัย และการปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านศาสดามูฮัมมัด เป็นเพียงประเพณีปฏิบัติของผู้ที่นับถือศาสนาของอิบรอฮีม หรือที่ในศาสนาคริสต์และยิวเรียกว่า
อับราฮัม
การขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในที่ใดในคัมภีร์อัลกุรอาน แต่มีรากฐานมาจากซุนนะห์ ซึ่งเป็นประเพณีและแนวปฏิบัติของท่านศาสดามูฮัมหมัดและสืบย้อนไปถึงพันธสัญญาของท่านศาสดาอับราฮัม (อิบราฮิม) ไม่ใช่หลักศรัทธาของศาสนาอิสลามและการเข้ารับศาสนาอิสลามในปัจจุบันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดหรือขริบ หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย เพราะว่าการรักษาความสะอาดอวัยวะสืบพ้นทั้งชายและหญิงทำได้โดยง่ายตามหลักสุขวิทยาส่วนบุคคลสมัยใหม่
การขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย นิติศาสตร์อิสลามแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่มองว่าการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายเป็นแนวปฏิบัติที่จำเป็น (ซุนนะห์ มุอักกะดะห์) หรือบังคับตามกฎหมายอิสลาม (วาญิบ) ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการรักษาความบริสุทธิ์ทางพิธีกรรม (ตะฮาเราะห์) สำหรับการละหมาดประจำวัน แต่นักวิชาการในปัจจุบันโต้แย้งว่า เนื่องจากไม่ได้ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน จึงเป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติที่ได้รับการส่งเสริมมากกว่าจะเป็นหลักความเชื่อที่สำคัญอย่างแท้จริง
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ชายที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามจะได้รับการสนับสนุน
แต่ไม่ได้ถูกบังคับอย่างเคร่งครัด ให้เข้ารับการขริบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ความเห็นส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ความถูกต้องของบุคคลในฐานะมุสลิมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผ่าตัด หากการผ่าตัดนั้นก่อให้เกิดอันตรายทางการแพทย์อย่างแท้จริง
ธรรมเนียมปฏิบัติทางประวัติศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กชายชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ในภาคใต้ (ลึกๆ) ของประเทศไทย ที่เข้ารับการบวชเป็นสามเณรหรือพระภิกษุ ก่อนที่จะเข้าพิธีสุหนัตนั้น เป็นตัวอย่างที่ลึกซึ้งของการผสมผสานทางวัฒนธรรมและมรดกทางบรรพบุรุษที่ผสมผสานกัน ธรรมเนียมนี้ได้รับการบันทึกไว้อย่างละเอียดในบันทึกทางประวัติศาสตร์ (เช่น งานเขียนของพระธรรมโมลีในทศวรรษ 1930 เกี่ยวกับปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) โดยมีแรงผลักดันจากเหตุผลทางวัฒนธรรมหลักๆ ไม่กี่ประการ
เนื่องจากชุมชนชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์จำนวนมากในภาคใต้ตอนลึกมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และสายเลือดที่ลึกซึ้งร่วมกับประชากรพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งในอดีตเคยนับถือพุทธศาสนาหรือลัทธิบูชาผีพื้นเมือง ก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในหลายศตวรรษ การปฏิบัติควบคู่กันไปนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสู่ความเป็นผู้ใหญ่
ในทางปฏิบัติการผสมผสานอัตลักษณ์ทางบรรพบุรุษการคุ้มครองทางจิตวิญญาณสองเท่าสำหรับพิธีกรรมแห่งการเปลี่ยนผ่าน ทั้งการบวชเป็นสามเณรและการเข้าสุหนัตต่างก็เป็นพิธีกรรมแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ใ
นอดีต ครอบครัวเชื่อว่าการให้ลูกชายบวชในวัดพุทธประมาณ 7 วันก่อนไปทำพิธีสุหนัต จะช่วยให้เด็กชายสะสมบุญกุศล ความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ และการคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากทั้งสองศาสนา ตรงนี้เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่เข้าใจหลักการการปฏิบัติตามหลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม รวมทั้งหลักความศรัทธาของพุทธศาสนาที่พวกเขาเคยนับถือมาก่อน
พระพุทธองค์ไม่ยอมรับ
"การผสมผสานมุมมองทางอภิปรัชญาที่แตกต่างกัน เช่น การยกย่องพระเจ้าผู้สร้างเป็นที่พึ่งสูงสุด หรือการยอมรับหลักคำสอนที่ขัดแย้งกับอริยสัจ 4 ประการ จะทำให้เป้าหมายเฉพาะของพุทธศาสนาในการยุติการเกิดใหม่และบรรลุนิพพานนั้นเจือจางลง คือว่าการกระทำเช่นนี้ผิดทั้งหลักศรัทธาของศาสนาอิสลามและพุทธศาสนา"
การยอมรับและยึดถือประเพณีปฏิบัติของศาสดาอื่นทางพุทธศาสนาถือว่าเป็น "
อัญญสัตถุทเทส (หรือ อัญญสัตถารุทเทส) – การหันไปนับถือศาสดาอื่น"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ อภิฐานะ 6 (หรือ อภิฐาน 6) คือ กรรมหนักที่เป็นความผิดพลาดสถานหนัก หรือฐานะอันยิ่งยวด ซึ่งเป็นบาปหนักที่สุดที่พระอริยเจ้าตั้งแต่ระดับพระโสดาบันขึ้นไปไม่อาจกระทำได้ (เรียกว่า อภัพพฐาน)
อภิฐานะ 6 ประการ ประกอบด้วย:
มาตุฆาต – การฆ่ามารดา (แม่ผู้ให้กำเนิด)
ปิตุฆาต – การฆ่าบิดา (พ่อผู้ให้กำเนิด)
อรหันตฆาต – การฆ่าพระอรหันต์
โลหิตุปบาท – การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงขั้นทำให้พระโลหิตห้อขึ้นไป
สังฆเภท – การทำสงฆ์ให้แตกกัน หรือยุยงสงฆ์ให้แตกสามัคคี
อัญญสัตถุทเทส (หรือ อัญญสัตถารุทเทส) – การหันไปนับถือศาสดาอื่น หรือการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น (สำหรับผู้ที่ประจักษ์ในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริงแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะทำ)
หมายเหตุ: 5 ข้อแรกตรงกับ อนันตริยกรรม 5 ซึ่งเป็นกรรมชั่วอันหนักที่สุดที่มีโทษให้ตกนรกในทันทีหลังเสียชีวิต และเพิ่มข้อที่ 6 เข้ามาเป็นอภิฐานะ 6
https://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=275
จากกระทู้ "ส่งเสริมมุสลิมไทยๆ ฟื้นฟูความสุขสงบชายแดนใต้" เป็นการชี้นำซึ่งผิดหลักการของศาสนาอิสลาม
เมื่อมีคนกล่าวแก่พวกเขาว่า "จงปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงเปิดเผย" พวกเขากลับกล่าวว่า "ไม่! เราจะปฏิบัติตามวิถีของบรรพบุรุษของเรา"
"อะไรกัน! ทั้งๆ ที่บรรพบุรุษของพวกเขานั้นปราศจากปัญญาและคำแนะนำหรือ?" (แปลโดยยูซุฟ อาลี อัลกุรอาน 2:170)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ทั้งนี้เพราะว่าผู้คนในแถบแหลมมาลายูผู้คนท้องถิ่น นับถือพุทธศาสนามาก่อน ดังนั้นการปฏิบัติคาบเกี่ยวตามประเพณี "บวชเณรก่อนแล้วจึงเข้าสุนัต" เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักศรัทธาทั้งพุทธศาสนาและศาสนาอิสลาม สำหรับทางศาสนาอิสลามผิดหลักศรัทธาในเรื่อง การสักการะพระเจ้าองค์เดียวหรือ "เตาฮีด" (تَوْحِيد) ส่วนทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ไม่ยอมรับการผสมผสานมุมมองทางอภิปรัชญาที่แตกต่างกัน เช่น การยกย่องพระเจ้าผู้สร้างเป็นที่พึ่งสูงสุด หรือการยอมรับหลักคำสอนที่ขัดแย้งกับอริยสัจ 4 ประการ จะทำให้เป้าหมายเฉพาะของพุทธศาสนาในการยุติการเกิดใหม่และบรรลุนิพพานนั้นเจือจางลง
ก่อนอื่นต้องอธิายให้ผู้อ่านกระทู้นี้เข้าใจเสียก่อนว่า การขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายในหมู่ชาวมุสลิมชาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ คิตัน หรือ คัตนา หรือการเข้าสุนัต ก็คือการตัดเอาหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายออก ซึ่งปฏิบัติกันเป็นหลักเพื่อความสะอาดทางกายภาพ สุขอนามัย และการปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านศาสดามูฮัมมัด เป็นเพียงประเพณีปฏิบัติของผู้ที่นับถือศาสนาของอิบรอฮีม หรือที่ในศาสนาคริสต์และยิวเรียกว่า อับราฮัม
การขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในที่ใดในคัมภีร์อัลกุรอาน แต่มีรากฐานมาจากซุนนะห์ ซึ่งเป็นประเพณีและแนวปฏิบัติของท่านศาสดามูฮัมหมัดและสืบย้อนไปถึงพันธสัญญาของท่านศาสดาอับราฮัม (อิบราฮิม) ไม่ใช่หลักศรัทธาของศาสนาอิสลามและการเข้ารับศาสนาอิสลามในปัจจุบันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดหรือขริบ หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย เพราะว่าการรักษาความสะอาดอวัยวะสืบพ้นทั้งชายและหญิงทำได้โดยง่ายตามหลักสุขวิทยาส่วนบุคคลสมัยใหม่
การขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย นิติศาสตร์อิสลามแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่มองว่าการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายเป็นแนวปฏิบัติที่จำเป็น (ซุนนะห์ มุอักกะดะห์) หรือบังคับตามกฎหมายอิสลาม (วาญิบ) ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการรักษาความบริสุทธิ์ทางพิธีกรรม (ตะฮาเราะห์) สำหรับการละหมาดประจำวัน แต่นักวิชาการในปัจจุบันโต้แย้งว่า เนื่องจากไม่ได้ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน จึงเป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติที่ได้รับการส่งเสริมมากกว่าจะเป็นหลักความเชื่อที่สำคัญอย่างแท้จริง
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ชายที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามจะได้รับการสนับสนุน แต่ไม่ได้ถูกบังคับอย่างเคร่งครัด ให้เข้ารับการขริบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ความเห็นส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ความถูกต้องของบุคคลในฐานะมุสลิมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผ่าตัด หากการผ่าตัดนั้นก่อให้เกิดอันตรายทางการแพทย์อย่างแท้จริง
ธรรมเนียมปฏิบัติทางประวัติศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กชายชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ในภาคใต้ (ลึกๆ) ของประเทศไทย ที่เข้ารับการบวชเป็นสามเณรหรือพระภิกษุ ก่อนที่จะเข้าพิธีสุหนัตนั้น เป็นตัวอย่างที่ลึกซึ้งของการผสมผสานทางวัฒนธรรมและมรดกทางบรรพบุรุษที่ผสมผสานกัน ธรรมเนียมนี้ได้รับการบันทึกไว้อย่างละเอียดในบันทึกทางประวัติศาสตร์ (เช่น งานเขียนของพระธรรมโมลีในทศวรรษ 1930 เกี่ยวกับปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) โดยมีแรงผลักดันจากเหตุผลทางวัฒนธรรมหลักๆ ไม่กี่ประการ เนื่องจากชุมชนชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์จำนวนมากในภาคใต้ตอนลึกมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และสายเลือดที่ลึกซึ้งร่วมกับประชากรพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งในอดีตเคยนับถือพุทธศาสนาหรือลัทธิบูชาผีพื้นเมือง ก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในหลายศตวรรษ การปฏิบัติควบคู่กันไปนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสู่ความเป็นผู้ใหญ่
ในทางปฏิบัติการผสมผสานอัตลักษณ์ทางบรรพบุรุษการคุ้มครองทางจิตวิญญาณสองเท่าสำหรับพิธีกรรมแห่งการเปลี่ยนผ่าน ทั้งการบวชเป็นสามเณรและการเข้าสุหนัตต่างก็เป็นพิธีกรรมแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ในอดีต ครอบครัวเชื่อว่าการให้ลูกชายบวชในวัดพุทธประมาณ 7 วันก่อนไปทำพิธีสุหนัต จะช่วยให้เด็กชายสะสมบุญกุศล ความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ และการคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากทั้งสองศาสนา ตรงนี้เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่เข้าใจหลักการการปฏิบัติตามหลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม รวมทั้งหลักความศรัทธาของพุทธศาสนาที่พวกเขาเคยนับถือมาก่อน
พระพุทธองค์ไม่ยอมรับ"การผสมผสานมุมมองทางอภิปรัชญาที่แตกต่างกัน เช่น การยกย่องพระเจ้าผู้สร้างเป็นที่พึ่งสูงสุด หรือการยอมรับหลักคำสอนที่ขัดแย้งกับอริยสัจ 4 ประการ จะทำให้เป้าหมายเฉพาะของพุทธศาสนาในการยุติการเกิดใหม่และบรรลุนิพพานนั้นเจือจางลง คือว่าการกระทำเช่นนี้ผิดทั้งหลักศรัทธาของศาสนาอิสลามและพุทธศาสนา"
การยอมรับและยึดถือประเพณีปฏิบัติของศาสดาอื่นทางพุทธศาสนาถือว่าเป็น "อัญญสัตถุทเทส (หรือ อัญญสัตถารุทเทส) – การหันไปนับถือศาสดาอื่น"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้