ที่มาของบทความ เนื่องจากเหตุการฝนแช่ ที่เกิดจากเมฆนิมโบสเตรตัส อันทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่องแบบโคตรพิลึกที่ไม่มีฟ้าแลบฟ้าร้อง ฝนก็ตกแบบต่อเนื่องห่าใหญ่ห่าเล็ก โว๊ะ
ฝนนี่ (ไม่หยาบนะเออ เพราะโบราณคนเรียกฝนเป็นห่า) สองวันล่อไป 450 มม เรื่องเกี่ยวกับเมฆแบบมีสาระ แนะให้ไปอ่านในเพจของ อ. บัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ แต่ในส่วนของเรา จะพูดถึงที่มีคนลือกันหนาหูว่านี่เป็นฝนที่เกิดจากโปรเจค HAARP ของอเมริกา ไม่ก็มีเจ้าสัว (ไหนก็ไม่รู้) สั่งมาเพื่อดิสเครดิตทางการเมีย ซึ่ง ไอ้การจะ debunk ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องโป้ปดสมสู่อาชา มันไม่ใช่วิถีของ Mad scientist เรามาลองคิดดูว่า ถ้าเราจะสั่งจะควบคุมลมฟ้า เราจะทำกันได้อย่างไร และ …
𝗔𝘁 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗖𝗼𝘀𝘁 💸
เพราะพายุไม่ได้เป็นเพียงก้อนเมฆขนาดใหญ่ แต่มันคือเครื่องจักรความร้อนชนิดหนึ่ง มี Heat Source มี Heat Sink มีมวลอากาศไหลผ่าน และมีการเปลี่ยนพลังงานจาก Thermodynamic disequilibrium ไปเป็น Mechanical Power ของการไหลและการหมุน
ดังนั้น ถ้าเราคิดจะจัดการกับพายุ คำถามแรกที่ต้องเคลียร์คือ พายุนี้ มีกำลังเท่าไร และต้นตอพลังงานของมัน มีอยู่ที่ขนาดไหน
𝗧𝗵𝗲 𝗛𝗲𝗮𝘁 𝗘𝗻𝗴𝗶𝗻𝗲 🔥
ในงานศึกษาเกี่ยวกับพายุ มันจะบ่งชี้ขนาดการกลืนกินพลังงานจากสิ่งแวดล้อมเข้าไป สำหรับโมเดลการกลืนกินพลังงานนี้ มันจะมี 2 - 3 รูปแบบคือคิดจากพื้นที่ของพายุ กับอีกแบบคือคิดจากปริมาตรของอากาศในพายุ พวกพายุไต้ฝุ่น หรือเฮอริเคน คือปล่องที่เชื่อมต่อระหว่างบรรยากาศภาคพื้น (อากาศ อุณหภูมิ 0-30 ᵒC กับไอน้ำที่มีอยู่แถวๆ 0.02 kg/m³) กับบรรยากาศชั้นโทรโพสเพียร์ (อากาศ อุณหภูมิ -70 ᵒC กับไอน้ำที่มีอยู่แทบเป็น 0) ทุก 1 กิโลกรัมอากาศที่เคลื่อนที่ครบรอบจากภาคพื้นถึงโทรโพสเพียร์ จะส่งถ่ายพลังงานถึง 146 kJ/kg อากาศ และ ตัวเลขนี้ ถ้าคิดคร่าวๆจากความเร็วการพาของอากาศจากการระเหย มันจะอยู่แถวๆ 0.001 kg/m².s แต่ละตารางเมตรของพายุ จะมีอัตราดูดซับพลังงานได้ถึง 146 วัตต์ต่อตารางเมตร และพายุขนาดเล็กๆ เส้นผ่านศูนย์กลางสัก 100 กิโลเมตร จะมีขนาดการบริโภคพลังงานได้สูงสุดถึง 2.3 TW (อ่านว่า เทร่าวัตต์ หรือ 2.3 ล้านล้านวัตต์ หรือเทียบเท่ามีระเบิดนิวเคลียร์ ⚛︎ ขนาด 1 เมกะตัน ระเบิดใส่ทุก 20 นาที)
อ้างอิงการคำนวณ ใครบ้าพลังก็กดเข้าไป แต่เตือนไว้ว่า สมการเพรียบ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ป้อนข้อความบทความนี้ ผมทำคำนวณ 2 แบบ คือแบบอ้างอิงของ Montgomery ซึ่งตัวเลขมันเว่อร์วังมากไป 17 เท่าเทียบกับโมเดล mass transfer ที่ปรกติผมใช้ในงานวิศวกรรม แต่ เอาจริงๆ โมเดลของ Montgomery มันก็สอดคล้องกับโมเดลประเมินของ NOAA ... แต่เอาเป็นว่า ตามโมเดลกาก ๆ ของผมที่เบากว่าแบบผู้เชี่ยวชาญไป 17 เท่า ทั้งปริมาณพลังงาน จำนวนระเบิดนิวเกรียนที่ต้องใช้ควบคุม ขยับ หรือทำลายพายุ มันก็เยอะ ถ้าจะใช้เครื่องยิงคลื่นวิทยุความถี่สูงยิงจนคุมฟ้าฝนได้ ไอ้นั่นน่ะ มันปืนใหญ่ดาวมรณะแล้วละเฟ้ย!!!

𝗧𝗼𝘁𝗮𝗹 𝗘𝗻𝗲𝗿𝗴𝘆 🔋
เพราะพายุมีการพัฒนาตัวเองขึ้นจากพายุดีเพรสชั่น ไปจนเป็นไต้ฝุ่นหรือเฮอริเคน ตลอดช่วงเวลาก่อนขึ้นฝั่งราว 5 วัน พายุจะมีขนาดพลังงานสะสมขึ้นมาที่ราว 0.3 EJ (อ่านว่า เอ็กซะจูล หรือ 3 แสนล้านล้านจูล หรือเทียบเท่าพลังงานของระเบิดนิวเคลียร์ ⚛︎ ขนาด 1 เมกะตัน จำนวน 80 ลูก) แต่ นั่น ยังไม่หมด
เพราะพายุ คือเครื่องจักรความร้อน และพลังงานนั้นไหลจากภาคพื้นไปสู่ฟากฟ้า บรรยากาศโดยรอบของพายุตลอดเส้นทางการเคลื่อนไหวของพายุขนาด 100 km จะกินพื้นที่ราว 120,000 ตารางกิโลเมตร และมีศักยพลังงานอยู่ที่ราว 88 EJ (อ่านว่าเอ็กซะจูล หรือ 88 ล้านล้านล้านจูล เทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์ ⚛︎ ขนาด 1 เมกะตัน กว่า 20,000 ลูก) สำหรับจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ในโลก ส่วนใหญ่มีพลังทำลายแค่หลัก kT (อ่านว่า กิโลตัน อย่างระเบิดนิวเกรียน Fatman ที่ถล่มนางาซากิจนราบ 🏳️นั่นก็แค่ระเบิดขนาด 20 กิโลตัน) พลังงานตรงนี้มากกว่าพลังทำลายของหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในโลกทั้งหมดไปราว 10 เท่าได้ (ทั้งโลก มีหัวรบ 12,000 ลูก ขนาดพลังทำลายประเมินแถวๆ 1,500 – 3,000 เมกะตันแค่นั้นเอง)
𝗗𝗲𝘀𝘁𝗿𝗼𝘆 𝘁𝗵𝗲 𝗦𝘁𝗼𝗿𝗺💥
พายุ มีต้นตอพลังงานคือความต่างศักย์ของอากาศภาคพื้นกับโทรโพสเสฟียร์ มีแรงคอริออลิสเป็นต้นตอการหมุน และมีความกดอากาศเป็นตัวพาให้พายุเคลื่อนที่ การทำลายหรือปัดป้องพายุ เราก็ต้องจัดการที่ 3 ตัวนี้

แต่ปัญหาคือระเบิดนิวเคลียร์ไม่ได้มีแต่แรงระเบิด แต่มันเอาความร้อนมหาศาลใส่เข้าไปด้วย เท่ากับสร้าง Updraft เพิ่มให้กับเครื่องจักรความร้อนที่เรากำลังพยายามดับเสียเอง แรงระเบิดอาจผลักกำแพงลมของพายุให้ขยายออก ทำให้ความเร็วลมลดลงชั่วคราวตามการกระจายโมเมนตัมเชิงมุม แต่ตราบใดที่โลกยังหมุน แรง Coriolis ยังทำงาน ความต่างความกดอากาศยังอยู่ และพายุยังดูดพลังงานจากทะเลได้ ระบบก็สามารถจัดโครงสร้างการหมุนกลับขึ้นมาใหม่ได้ แถมถ้าพายุถูกผลักให้กว้างขึ้น พื้นที่ที่มันสัมผัสทะเลและรับพลังงานก็อาจกว้างขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้ระเบิดทำลาย “การหมุน” จริง ๆ เราไม่ได้ต้องการแค่พลังงานมหาศาล แต่ต้องใส่แรงให้ถูกทิศเพื่อหักโมเมนตัมของลมทั้งระบบ ซึ่งพอเทียบกับพายุเล็ก ๆ ที่เราคำนวณกันไว้ แค่ขนาดพลังงานก็พาเราเข้าเขตคลังอาวุธนิวเคลียร์ระดับประเทศหลายประเทศรวมกันแล้ว และผลสุดท้ายอาจไม่ใช่ฆ่าพายุ แต่อาจเป็นการเอาพลังงานไปเลี้ยงมันเพิ่มเสียอีก — เพราะฉะนั้นการดับเครื่องยนต์พายุ เป็นอะไรที่น่าจะไม่เวิร์คอย่างแรง ส่วนถ้าเราจะไปทำลายความต่างศักย์แบบปูพรมระเบิดทั่วชั้นบรรยากาศจนอุณหภูในโทรโพสสเฟียร์เท่าอุณหภูมิภาคพื้น พลังงานที่ต้องใช้นั่น มันเกินกว่าจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมดที่มีในโลกด้วยซ้ำ เรียกว่าไอ้การหยุดพายุนี่ เลิกคิดไปได้เลย
𝗗𝗶𝘃𝗲𝗿𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗦𝘁𝗼𝗿𝗺☢️
เอาละ ถ้าหากทำลายมันไม่ได้ งั้นเราก็ต้องอยู่กับมัน ...
ซะที่ไหน ... เรา Mad scientist ของแค่นี้เราไม่ยอมอยู่แล้ว ถ้าหากทำลายมันไม่ได้ งั้นลากมันไปถล่มเขมร เอ๊ย ลากไปขึ้นฝั่งที่อื่นที่ไม่ใช่ประเทศตูแม่ม!!!
ถ้าเราดูแผนที่ความกดอากาศ เราจะสังเกตว่า พายุจะเดินเลียดไปกับเส้นความกดอากาศ
อย่าง พายุซูรีแก จะเห็นมันเคลื่อนไปตามแนวเส้น Isobar 1010 เลียดไปหาญี่ปุ่นตามรูป เพราะ ความกดอากาศต่ำ คืออากาศที่เบากว่า มันยากที่อากาศเบาจะผลักล้ำแดนเข้าไปในโซนความกดอากาศสูงที่อากาศหนาแน่นกว่า ตรงนี้หมายความว่า ถ้าเราสร้างช่องทางความกดอากาศที่ต่ำกว่า พายุ มันก็ควรจะเปลี่ยนเส้นทางเดินไปในทิศทางที่เดินง่ายกว่า!?!?
ในการทำฝนเทียม เพราะการตีเมฆฝนให้เคลื่อนฝนเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย เราก็ใช้สารเคมีอย่างยูเรีย CO(NH₂)₂ ลดอุณหภูมิ และ แคลเซียมออกไซด์ CaO ให้ความร้อนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปริมาตรของอากาศและบังคับทิศทางของเมฆ เป็นการดันและดึงโดยตรง แต่ในกรณีของเรา เราจะใช้การอุ่นอากาศทั้งคอลัมน์ความสูงจากภาคพื้นถึงเพดานโทรโพสเฟียร์ เพื่อไล่อากาศให้ขยายตัวกระจายขึ้นสร้างหย่อมความกดอากาศต่ำ ตรงนี้ เราไม่ต้องการแรงอัด แต่ต้องการคืออุณหภูมิ ดังนั้น ระเบิดนิวตรอนที่ให้ความร้อนสูงแรงปะทะต่ำจะเหมาะกับงานนี้มากกว่าระเบิดนิวเคลียร์โดยตรง
ปรกติ ถ้าเราดูตามแผนที่ความกดอากาศ เส้น isobar นั้นเบี่ยงเบนแค่ระดับ 100 ปาสคาล (ปาสคาลคือหน่วยความดันเทียบเท่าแรง 1 นิวตันต่อตารางเมตร) ก็อาจเพียงพอต่อการเบี่ยงวิถีของพายุ ตรงนี้ ถ้าเราจะต้องการเปลี่ยนความกดอากาศที่ 100 ปาสคาล เราประเมินได้ว่าเราต้องการพลังงานปริมาณราว VdP ซึ่งตรงนี้เพราะผมเล่นเอาง่าย ปริมาตรอากาศที่ความดันเทียบเท่าภาคพื้น 101,300 ปาสคาล จะมีปริมาตรราว 10,000 ลบม นั่นจะทำให้การปรับความกดอากาศที่ 100 ปาสคาลเราจะใช้พลังงานคือ 100 ปาสคาล x 10,000 ลบม = 1 ล้านจูล สำหรับแนวพื้นที่ ๆ จำเป็นในการย้ายเส้นทางพายุ สำหรับพื้นที่ 120,000 ตารางกิโลเมตร จะต้องใช้ระเบิดนิวตรอนสร้างความร้อนเทียบเท่าพลังงาน 1.2×10 ¹⁷ J (อ่านว่า 1.2 แสนล้านล้านจูล หรือเทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์ ⚛︎ 1 เมกะตัน 29 ลูก) ซึ่ง ตรงนี้ ก็แค่ราว 5% Inventory ของอเมริกา (ราว 600 เมกะตัน) หรือราว 3% อาวุธจากคลังของรัสเซีย (ราว 1200 เมกะตัน) แค่นั้นเอง
ทั้งนี้ เราจะไม่พูดถึงการที่พายุทอร์นาโดจะดูดซับนิวตรอนตามเส้นทางใหม่จนกลายเป็นพายุกัมมันตรังสี หรือการเกิด EMP black out ไปทั้งโลก ขุ่นพ่อ ขุ่นแม่ ผมทำได้ ... ดูนั่นซะ! พายุเปลี่ยนทิศแล้ว! ใช่... โลกอาจจะ

ไปครึ่งซีก แต่ประเด็นคือ 'กูชนะเว้ย' วะฮ่ะ ๆ ๆ ๆ ๆ กรั่ก ๆ ๆ ๆ ๆ
ปล. สำหรับคนที่ยังเชื่อว่าแค่การยิงรังสีจากโครงการฮาร์ปจะทำให้สร้างพายุหรือเคลื่อนย้ายพายุอะไรได้ ผมแนะนำว่า การพุ่งหลาวลงสะพานพุทธอาจช่วยคุณไม่ได้ แต่ช่วยโลกได้ครับ ᶠᶸᶜᵏᵧₒᵤ!🖕
MAD SCIENCE of WEATHER MODIFICATION 🌪️วิดกระยาสารท ของการทำลายพายุ🌪️
ที่มาของบทความ เนื่องจากเหตุการฝนแช่ ที่เกิดจากเมฆนิมโบสเตรตัส อันทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่องแบบโคตรพิลึกที่ไม่มีฟ้าแลบฟ้าร้อง ฝนก็ตกแบบต่อเนื่องห่าใหญ่ห่าเล็ก โว๊ะ
𝗔𝘁 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗖𝗼𝘀𝘁 💸
เพราะพายุไม่ได้เป็นเพียงก้อนเมฆขนาดใหญ่ แต่มันคือเครื่องจักรความร้อนชนิดหนึ่ง มี Heat Source มี Heat Sink มีมวลอากาศไหลผ่าน และมีการเปลี่ยนพลังงานจาก Thermodynamic disequilibrium ไปเป็น Mechanical Power ของการไหลและการหมุน
ดังนั้น ถ้าเราคิดจะจัดการกับพายุ คำถามแรกที่ต้องเคลียร์คือ พายุนี้ มีกำลังเท่าไร และต้นตอพลังงานของมัน มีอยู่ที่ขนาดไหน
𝗧𝗵𝗲 𝗛𝗲𝗮𝘁 𝗘𝗻𝗴𝗶𝗻𝗲 🔥
ในงานศึกษาเกี่ยวกับพายุ มันจะบ่งชี้ขนาดการกลืนกินพลังงานจากสิ่งแวดล้อมเข้าไป สำหรับโมเดลการกลืนกินพลังงานนี้ มันจะมี 2 - 3 รูปแบบคือคิดจากพื้นที่ของพายุ กับอีกแบบคือคิดจากปริมาตรของอากาศในพายุ พวกพายุไต้ฝุ่น หรือเฮอริเคน คือปล่องที่เชื่อมต่อระหว่างบรรยากาศภาคพื้น (อากาศ อุณหภูมิ 0-30 ᵒC กับไอน้ำที่มีอยู่แถวๆ 0.02 kg/m³) กับบรรยากาศชั้นโทรโพสเพียร์ (อากาศ อุณหภูมิ -70 ᵒC กับไอน้ำที่มีอยู่แทบเป็น 0) ทุก 1 กิโลกรัมอากาศที่เคลื่อนที่ครบรอบจากภาคพื้นถึงโทรโพสเพียร์ จะส่งถ่ายพลังงานถึง 146 kJ/kg อากาศ และ ตัวเลขนี้ ถ้าคิดคร่าวๆจากความเร็วการพาของอากาศจากการระเหย มันจะอยู่แถวๆ 0.001 kg/m².s แต่ละตารางเมตรของพายุ จะมีอัตราดูดซับพลังงานได้ถึง 146 วัตต์ต่อตารางเมตร และพายุขนาดเล็กๆ เส้นผ่านศูนย์กลางสัก 100 กิโลเมตร จะมีขนาดการบริโภคพลังงานได้สูงสุดถึง 2.3 TW (อ่านว่า เทร่าวัตต์ หรือ 2.3 ล้านล้านวัตต์ หรือเทียบเท่ามีระเบิดนิวเคลียร์ ⚛︎ ขนาด 1 เมกะตัน ระเบิดใส่ทุก 20 นาที)
อ้างอิงการคำนวณ ใครบ้าพลังก็กดเข้าไป แต่เตือนไว้ว่า สมการเพรียบ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
𝗧𝗼𝘁𝗮𝗹 𝗘𝗻𝗲𝗿𝗴𝘆 🔋
เพราะพายุมีการพัฒนาตัวเองขึ้นจากพายุดีเพรสชั่น ไปจนเป็นไต้ฝุ่นหรือเฮอริเคน ตลอดช่วงเวลาก่อนขึ้นฝั่งราว 5 วัน พายุจะมีขนาดพลังงานสะสมขึ้นมาที่ราว 0.3 EJ (อ่านว่า เอ็กซะจูล หรือ 3 แสนล้านล้านจูล หรือเทียบเท่าพลังงานของระเบิดนิวเคลียร์ ⚛︎ ขนาด 1 เมกะตัน จำนวน 80 ลูก) แต่ นั่น ยังไม่หมด
𝗗𝗲𝘀𝘁𝗿𝗼𝘆 𝘁𝗵𝗲 𝗦𝘁𝗼𝗿𝗺💥
พายุ มีต้นตอพลังงานคือความต่างศักย์ของอากาศภาคพื้นกับโทรโพสเสฟียร์ มีแรงคอริออลิสเป็นต้นตอการหมุน และมีความกดอากาศเป็นตัวพาให้พายุเคลื่อนที่ การทำลายหรือปัดป้องพายุ เราก็ต้องจัดการที่ 3 ตัวนี้
แต่ปัญหาคือระเบิดนิวเคลียร์ไม่ได้มีแต่แรงระเบิด แต่มันเอาความร้อนมหาศาลใส่เข้าไปด้วย เท่ากับสร้าง Updraft เพิ่มให้กับเครื่องจักรความร้อนที่เรากำลังพยายามดับเสียเอง แรงระเบิดอาจผลักกำแพงลมของพายุให้ขยายออก ทำให้ความเร็วลมลดลงชั่วคราวตามการกระจายโมเมนตัมเชิงมุม แต่ตราบใดที่โลกยังหมุน แรง Coriolis ยังทำงาน ความต่างความกดอากาศยังอยู่ และพายุยังดูดพลังงานจากทะเลได้ ระบบก็สามารถจัดโครงสร้างการหมุนกลับขึ้นมาใหม่ได้ แถมถ้าพายุถูกผลักให้กว้างขึ้น พื้นที่ที่มันสัมผัสทะเลและรับพลังงานก็อาจกว้างขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้ระเบิดทำลาย “การหมุน” จริง ๆ เราไม่ได้ต้องการแค่พลังงานมหาศาล แต่ต้องใส่แรงให้ถูกทิศเพื่อหักโมเมนตัมของลมทั้งระบบ ซึ่งพอเทียบกับพายุเล็ก ๆ ที่เราคำนวณกันไว้ แค่ขนาดพลังงานก็พาเราเข้าเขตคลังอาวุธนิวเคลียร์ระดับประเทศหลายประเทศรวมกันแล้ว และผลสุดท้ายอาจไม่ใช่ฆ่าพายุ แต่อาจเป็นการเอาพลังงานไปเลี้ยงมันเพิ่มเสียอีก — เพราะฉะนั้นการดับเครื่องยนต์พายุ เป็นอะไรที่น่าจะไม่เวิร์คอย่างแรง ส่วนถ้าเราจะไปทำลายความต่างศักย์แบบปูพรมระเบิดทั่วชั้นบรรยากาศจนอุณหภูในโทรโพสสเฟียร์เท่าอุณหภูมิภาคพื้น พลังงานที่ต้องใช้นั่น มันเกินกว่าจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมดที่มีในโลกด้วยซ้ำ เรียกว่าไอ้การหยุดพายุนี่ เลิกคิดไปได้เลย
𝗗𝗶𝘃𝗲𝗿𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗦𝘁𝗼𝗿𝗺☢️
เอาละ ถ้าหากทำลายมันไม่ได้ งั้นเราก็ต้องอยู่กับมัน ... ซะที่ไหน ... เรา Mad scientist ของแค่นี้เราไม่ยอมอยู่แล้ว ถ้าหากทำลายมันไม่ได้ งั้นลากมันไปถล่มเขมร เอ๊ย ลากไปขึ้นฝั่งที่อื่นที่ไม่ใช่ประเทศตูแม่ม!!!
ถ้าเราดูแผนที่ความกดอากาศ เราจะสังเกตว่า พายุจะเดินเลียดไปกับเส้นความกดอากาศ อย่าง พายุซูรีแก จะเห็นมันเคลื่อนไปตามแนวเส้น Isobar 1010 เลียดไปหาญี่ปุ่นตามรูป เพราะ ความกดอากาศต่ำ คืออากาศที่เบากว่า มันยากที่อากาศเบาจะผลักล้ำแดนเข้าไปในโซนความกดอากาศสูงที่อากาศหนาแน่นกว่า ตรงนี้หมายความว่า ถ้าเราสร้างช่องทางความกดอากาศที่ต่ำกว่า พายุ มันก็ควรจะเปลี่ยนเส้นทางเดินไปในทิศทางที่เดินง่ายกว่า!?!?
ในการทำฝนเทียม เพราะการตีเมฆฝนให้เคลื่อนฝนเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย เราก็ใช้สารเคมีอย่างยูเรีย CO(NH₂)₂ ลดอุณหภูมิ และ แคลเซียมออกไซด์ CaO ให้ความร้อนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปริมาตรของอากาศและบังคับทิศทางของเมฆ เป็นการดันและดึงโดยตรง แต่ในกรณีของเรา เราจะใช้การอุ่นอากาศทั้งคอลัมน์ความสูงจากภาคพื้นถึงเพดานโทรโพสเฟียร์ เพื่อไล่อากาศให้ขยายตัวกระจายขึ้นสร้างหย่อมความกดอากาศต่ำ ตรงนี้ เราไม่ต้องการแรงอัด แต่ต้องการคืออุณหภูมิ ดังนั้น ระเบิดนิวตรอนที่ให้ความร้อนสูงแรงปะทะต่ำจะเหมาะกับงานนี้มากกว่าระเบิดนิวเคลียร์โดยตรง
ปรกติ ถ้าเราดูตามแผนที่ความกดอากาศ เส้น isobar นั้นเบี่ยงเบนแค่ระดับ 100 ปาสคาล (ปาสคาลคือหน่วยความดันเทียบเท่าแรง 1 นิวตันต่อตารางเมตร) ก็อาจเพียงพอต่อการเบี่ยงวิถีของพายุ ตรงนี้ ถ้าเราจะต้องการเปลี่ยนความกดอากาศที่ 100 ปาสคาล เราประเมินได้ว่าเราต้องการพลังงานปริมาณราว VdP ซึ่งตรงนี้เพราะผมเล่นเอาง่าย ปริมาตรอากาศที่ความดันเทียบเท่าภาคพื้น 101,300 ปาสคาล จะมีปริมาตรราว 10,000 ลบม นั่นจะทำให้การปรับความกดอากาศที่ 100 ปาสคาลเราจะใช้พลังงานคือ 100 ปาสคาล x 10,000 ลบม = 1 ล้านจูล สำหรับแนวพื้นที่ ๆ จำเป็นในการย้ายเส้นทางพายุ สำหรับพื้นที่ 120,000 ตารางกิโลเมตร จะต้องใช้ระเบิดนิวตรอนสร้างความร้อนเทียบเท่าพลังงาน 1.2×10 ¹⁷ J (อ่านว่า 1.2 แสนล้านล้านจูล หรือเทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์ ⚛︎ 1 เมกะตัน 29 ลูก) ซึ่ง ตรงนี้ ก็แค่ราว 5% Inventory ของอเมริกา (ราว 600 เมกะตัน) หรือราว 3% อาวุธจากคลังของรัสเซีย (ราว 1200 เมกะตัน) แค่นั้นเอง
ทั้งนี้ เราจะไม่พูดถึงการที่พายุทอร์นาโดจะดูดซับนิวตรอนตามเส้นทางใหม่จนกลายเป็นพายุกัมมันตรังสี หรือการเกิด EMP black out ไปทั้งโลก ขุ่นพ่อ ขุ่นแม่ ผมทำได้ ... ดูนั่นซะ! พายุเปลี่ยนทิศแล้ว! ใช่... โลกอาจจะ
ปล. สำหรับคนที่ยังเชื่อว่าแค่การยิงรังสีจากโครงการฮาร์ปจะทำให้สร้างพายุหรือเคลื่อนย้ายพายุอะไรได้ ผมแนะนำว่า การพุ่งหลาวลงสะพานพุทธอาจช่วยคุณไม่ได้ แต่ช่วยโลกได้ครับ ᶠᶸᶜᵏᵧₒᵤ!🖕