“ไอซ์” ชี้เหตุผลนักการเมืองกลัวโปร่งใส แค่คนเดียวยังอิมแพกขนาดนี้
.
.
หลังจากเมื่อวานนี้ ( 1 ต.ค.69) เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการตั้งกระทู้ถามสดของ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้ตั้งคำถามถึง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อขอทราบรายละเอียดและความคืบหน้ากรณีที่มีผู้เสนอสินบนให้แก่รัฐมนตรีเป็นเงินจำนวน 40 ล้านบาท ซึ่งนายไชยชนก ได้เดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง
.
โดยในระหว่างการซักถามและชี้แจง นายรังสิมันต์ ได้กล่าวพาดพิงตอนหนึ่งไปยัง สส.หญิง จ.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่ามีสามีเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์และอาชญากรรมระหว่างประเทศ ทำให้นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ต้องลุกขึ้นประท้วงทันทีเนื่องจากตนเองเป็น สส.หญิงเพียงคนเดียวของพรรคภูมิใจไทยใน จ.ชัยภูมิ ส่งผลให้สถานการณ์ในห้องประชุมบานปลาย จนกระทั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องออกคำสั่งเชิญนายรังสิมันต์ ออกจากห้องประชุม และกำชับตำรวจสภาฯ ห้ามให้นายรังสิมันต์ กลับเข้ามาในห้องประชุมอีก
.
ความคุกรุ่นไม่ได้จบอยู่เพียงในห้องประชุมสภาฯ เมื่อ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมแท็กถึง น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ระบุข้อความว่า
.
“สามีรวย 1,900 ล้านบาท อยากรู้จังทำมาหากินอะไร ถามเฉยๆ คงไม่ปรี๊ดแตกน้า ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์” ก่อนจะมาคอมเมนต์ใต้โพสต์เพิ่มเติมว่า “แปปนึง กำลังโหลดทั้งหมดจาก ปปช”
.
ทางด้าน น.ส.สุชาดา ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับใต้โพสต์ของไอซ์ รักชนก ว่า “ไม่ปรี้ดค่ะวันก่อนก็เห็นไอซ์บอกว่าสร้อยคอแบรนด์เนมที่ใส่มีผู้ชายซื้อให้ สามี ??? ไม่แน่ใจทำอาชีพอะไรจ๊ะ” ซึ่งไอซ์ รักชนก ก็ได้สวนกลับทันควันโดยการแท็กหา น.ส.สุชาดา พร้อมถามย้ำว่า “สรุปสามีทำอาชีพอะไรค้า”
.
ต่อมา ไอซ์ รักชนก ได้โพสต์ภาพเอกสาร บัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพิ่มเติม พร้อมระบุว่า “ทรัพย์สินทั้งหมด 1,900 ล้านบาท ที่ ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์ แจ้งกับ ปปช ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้กล่าวหาอะไร เปิดให้ดูเฉยๆ” ซึ่งโพสต์ดังกล่าวได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก
.
ล่าสุด ไอซ์ รักชนก ได้เคลื่อนไหวโพสต์ข้อความ โดยระบุว่า
.
“ทีนี้รู้ยังว่าทำไม นกม/ขรก ถึงกลัวการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ คำของบไม่เปิด เอกสารอนุงบไม่เปิด ฐานข้อมูลe-GPและDBDไม่เปิดAPI ไม่ให้ถ่ายทอดสดกมธ. บชทรัพย์สินต้องจำกัดเวลา ขอเอกสารก็นานเป็นชาติ ก็ดูอิมแพคสิ นี่แค่บชทรัพย์สินคนเดียวนะ”
.
https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/pfbid035vLTmqV797UuFr6fwCaiHgDVrzDYtTU6CmzKUEhCASEHzQsPjs1LKYNTsbEdja8Zl
.
https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/pfbid0MzzZJJMr7sFo7u8Dh4XB7usjVV5svqpgWGtcMrniFcpkHFEAXxqs75zm3UJ9rNYwl
.
.
“สว.สุนทร” สะท้อนเสียงผู้ประสบภัย วอนยกระดับระบบเตือนภัย แจ้งตี1 ไร้ผล
https://www.matichon.co.th/politics/news_5915294
.
“สว.สุนทร” สะท้อนเสียงผู้ประสบภัยน้ำท่วม เรียกร้องรัฐบาลยกระดับระบบเตือนภัย-อัดหน่วยงานรัฐไร้ ‘Sense of Emergency’ เตือนภัยตี 1 ไร้ผล
.
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาพิจารณาญัตติขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดย นาย
สุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ลุกขึ้นอภิปรายสะท้อนบทเรียนในฐานะผู้ประสบภัย พร้อมตั้งคำถามเชิงนโยบายต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและระบบเตือนภัยของหน่วยงานภาครัฐที่ยังขาดความกระตือรือร้นในภาวะวิกฤติ
.
นาย
สุนทร กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ในทางวิศวกรรมและการระบายน้ำ โดยยกข้อมูลระดับน้ำของกรมชลประทานพบว่า ระดับน้ำเฉลี่ยในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 1.2 เมตร ซึ่งยังต่ำกว่าระดับแนวคันกั้นตลิ่ง (2.2–2.9 เมตร) อีกกว่า 1 เมตร แต่กลับเกิดปัญหาน้ำท่วมขังในเขตเมืองและชุมชนอย่างหนัก สะท้อนชัดเจนว่าน้ำไม่สามารถระบายลงสู่แม่น้ำสายหลักได้ เกิดปัญหาการอุดตันหรืออุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพจริง
.
“
ที่อ้างว่าอุโมงค์ยักษ์ใช้งานได้ 50–60% นั้น จริงๆ แล้วทำงานได้กี่เปอร์เซ็นต์ ? รัฐจ่ายงบประมาณไปเต็มร้อย แต่ผลลัพธ์กลับได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อยากเสนอให้ติดกล้องวงจรปิดในอุโมงค์ยักษ์ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ว่ามีน้ำไหลผ่านจริงหรือไม่ ?”นาย
สุนทรกล่าว
.
นาย
สุนทร กล่าวถึงกลไกการเตือนภัยของฝ่ายบริหารว่า ขาดมิติการรับรู้สถานการณ์เชิงรุก การแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือในเวลาตีหนึ่ง ไม่สามารถลดความเสียหายได้จริง เพราะประชาชนหลับพักผ่อน ตื่นเช้ามาทรัพย์สินและรถยนต์ก็จมน้ำเสียหายไปแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงหากระบบพยากรณ์อากาศคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ควรใช้มาตรการเชิงรุกภาคสนาม เช่น รถกระจายเสียงหรือโทรโข่งเข้าพื้นที่ชุมชน เพื่อปลุกและแจ้งเตือนให้อพยพเคลื่อนย้ายทรัพย์สินทันท่วงที
.
ช่วงท้ายนาย
สุนทร ได้เรียกร้องไปยังฝ่ายบริหารและผู้กำหนดนโยบาย โดยระบุว่าการบริหารจัดการภัยพิบัติต้องอาศัย 2 แกนหลัก คือ (1) Common Sense หรือ สามัญสำนึก คือ การรับฟังและให้เกียรติการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญหน้างาน ไม่ก้าวก่ายในจุดที่ไม่ถูกต้อง
.
และ (2) Sense of Emergency หรือ จิตสำนึกความเร่งด่วนในภาวะฉุกเฉิน คือ การตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและจัดลำดับความสำคัญในการกระจายความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยให้ระบบล้มเหลวจนมีภาพข้าวกล่องเน่าเสียเป็นพันกล่องตกค้างโดยส่งไม่ถึงมือผู้ประสบภัย
.
“
ผู้มีอำนาจทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้นำสูงสุด ต้องมี Sense of Emergency เป็นคนแรก ใส่ใจในความทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดความเสียหายซ้ำซากแล้วประชาชนตื่นมารับสภาพโดยไม่มีการเตรียมการ” นายสุนทรกล่าว
.
.
TDRI มอง ‘ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2’ ไม่ควรเริ่มแต่แรก ซัดแจกเงินเปรียบลูบหน้าปะจมูก แนะปรับโครงสร้าง-พัฒนาคน
https://www.matichon.co.th/economy/news_5915058
.
TDRI มอง ‘ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2’ ไม่ควรเริ่มแต่แรก ซัดแจกเงินเปรียบลูบหน้าปะจมูก แนะปรับโครงสร้าง-พัฒนาคน
.
นาย
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงกรณีรัฐบาลเดินหน้าต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 วงเงินสนับสนุนเงินคนละ 1,000 บาท ให้ใช้จ่ายในระยะเวลา 2 เดือน (ต.ค.- พ.ย.) โดยเงื่อนไขการใช้สิทธิใช้สูตรเดิมร่วมจ่าย คือรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% สูงสุดไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน ว่า ในมุมมองทางวิชาการเห็นว่าไม่มีความเหมาะสมและไม่ควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้น เนื่องจากประสิทธิผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งประเทศยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่ไม่สามารถกู้เงินมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งงบประมาณที่นำมาใช้ในปัจจุบันจะกลายเป็นภาระทางการคลังที่รัฐบาลในอนาคตต้องจัดหาเงินมาชดใช้
.
นาย
นณริฏ กล่าวว่า สำหรับประเด็นการประเมินเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจนั้น ในทางวิชาการมีวิธีคิดที่แตกต่างจากภาครัฐ โดยภาครัฐมักนำยอดการใช้จ่ายของประชาชนมารวมกับเงินอุดหนุนของรัฐโดยตรง แต่ในทางเศรษฐศาสตร์จำเป็นต้องพิจารณาเรื่อง “เงินใหม่” (New Money) เนื่องจากประชาชนมีการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอยู่แล้วแม้จะไม่มีโครงการ ดังนั้น เมื่อหักลบการใช้จ่ายเดิมที่ต้องเกิดขึ้นออกไป ค่าตัวคูณทางการคลัง (Multiplier Effect) ที่แท้จริงจะอยู่ที่ประมาณ 0.4 – 0.9 เท่าของงบประมาณที่รัฐจ่ายลงไปเท่านั้น เม็ดเงินที่เกิดการหมุนเวียนจริงในระบบจึงไม่ได้สูงเท่ากับตัวเลขรวมที่บันทึกไว้
.
“
ในทางวิชาการ โครงการลักษณะไทยพลัสในสถานการณ์ปัจจุบันไม่น่าจะมีความเหมาะสม เพราะประสิทธิภาพน้อยลงเรื่อยๆ และเรามีข้อจำกัดด้านการคลัง เราไม่ได้มีความสามารถกู้เงินมาได้ตลอด พอเงินมีจำกัด โครงการที่ทำไปแล้ว รัฐบาลในอนาคตก็ต้องหาเงินมาใช้ ในทางวิชาการผมจึงมองว่าไม่ควรทำตั้งแต่ต้น ทีนี้พอทำขึ้นมาแล้ว ถามว่ากระตุ้นได้แค่ไหน ในทางวิชาการเรานับต่างจากภาครัฐ ภาครัฐจะนับเงินที่คนจ่ายบวกกับเงินอุดหนุน เช่น คนใช้ 2 หมื่นล้าน รัฐเติม 3 หมื่นล้าน ก็รวมตรงๆ เป็น 5 หมื่นล้าน แต่ในทางวิชาการคิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะมีเงินบางส่วนที่ไม่ใช่ ‘เงินใหม่’ ซึ่งเป็นคอนเซปต์สำคัญของทางเศรษฐศาสตร์” นาย
นณริฏกล่าว
.
นาย
นณริฏ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่เฟส 2 ยังคงเงื่อนไขร่วมจ่ายแบบ 60:40 และให้สิทธิในกลุ่มผู้ที่เคยใช้สิทธิเดิมในช่วง(ก.ค.-ก.ย.)ประมาณ 26 ล้านคน และผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปี 2569 นั้น มองว่า เมื่อโครงการตั้งต้นอยู่บนฐานนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น การจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไขใดๆ ก็ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพแตกต่างไปจากเดิมมากนัก โดยเปรียบเทียบมาตรการแจกเงินหรือเงินอุดหนุนลักษณะนี้เป็นเพียงการ “ลูบหน้าปะจมูก” หรือการเติมน้ำมันหล่อลื่นเข้าไปในเครื่องยนต์เก่าที่ใกล้หมดสภาพ ซึ่งช่วยพยุงระบบได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อรัฐหยุดจ่าย ประชาชนก็จะขาดรายได้เช่นเดิม
.
นาย
นณริฏ กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ผ่าน 2 แนวทางได้แก่ 1.การส่งเสริมการแข่งขันในภาคธุรกิจ สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ระบุให้ชัดเจนว่ามีอุตสาหกรรมใดบ้างที่ยังไร้การแข่งขัน หรือมีสภาพผูกขาดจนทำให้นักธุรกิจรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยาก เพื่อกระจายผลกำไร ลดการกระจุกตัว และเพิ่มการจ้างงาน และ 2.การยกระดับศักยภาพแรงงานและการศึกษา โดยรัฐควรนำงบประมาณไปสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่ตลาดแรงงานโลกต้องการ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภาษาอังกฤษ รวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่ ควบคู่ไปกับการทำระบบจับคู่งาน (Job Matching) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่มั่นคงติดตัวประชาชนไปตลอด
.
ทั้งนี้ ทิศทางนโยบายประชานิยมในอนาคต แม้กรอบวินัยการเงินการคลังในระยะ 5 ปี จะยังพอมีช่องว่างให้ดำเนินโครงการขนาดเล็กหรือขนาดกลางระดับหมื่นล้านบาทต่อไปได้ แต่โครงการขนาดใหญ่ในระดับหลายแสนล้านบาทคงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม ตนไม่เห็นด้วยกับการดำเนินมาตรการในลักษณะนี้ต่อไป และเห็นว่าภาครัฐควรจัดสรรทรัพยากรทางการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด นำไปลงทุนกับการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่แท้จริงและยั่งยืนมากกว่า
JJNY : “ไอซ์”ชี้เหตุกลัวโปร่งใส│“สว.”สะท้อนเสียงผู้ประสบภัย│TDRI ซัดแจกเงินเปรียบลูบหน้าปะจมูก│เตือนฝนฟ้าคะนอง 37 จว.
https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/pfbid035vLTmqV797UuFr6fwCaiHgDVrzDYtTU6CmzKUEhCASEHzQsPjs1LKYNTsbEdja8Zl
.
https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/pfbid0MzzZJJMr7sFo7u8Dh4XB7usjVV5svqpgWGtcMrniFcpkHFEAXxqs75zm3UJ9rNYwl
.
.
“สว.สุนทร” สะท้อนเสียงผู้ประสบภัย วอนยกระดับระบบเตือนภัย แจ้งตี1 ไร้ผล
https://www.matichon.co.th/politics/news_5915294
.
“สว.สุนทร” สะท้อนเสียงผู้ประสบภัยน้ำท่วม เรียกร้องรัฐบาลยกระดับระบบเตือนภัย-อัดหน่วยงานรัฐไร้ ‘Sense of Emergency’ เตือนภัยตี 1 ไร้ผล
.
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาพิจารณาญัตติขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดย นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ลุกขึ้นอภิปรายสะท้อนบทเรียนในฐานะผู้ประสบภัย พร้อมตั้งคำถามเชิงนโยบายต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและระบบเตือนภัยของหน่วยงานภาครัฐที่ยังขาดความกระตือรือร้นในภาวะวิกฤติ
.
นายสุนทร กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ในทางวิศวกรรมและการระบายน้ำ โดยยกข้อมูลระดับน้ำของกรมชลประทานพบว่า ระดับน้ำเฉลี่ยในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 1.2 เมตร ซึ่งยังต่ำกว่าระดับแนวคันกั้นตลิ่ง (2.2–2.9 เมตร) อีกกว่า 1 เมตร แต่กลับเกิดปัญหาน้ำท่วมขังในเขตเมืองและชุมชนอย่างหนัก สะท้อนชัดเจนว่าน้ำไม่สามารถระบายลงสู่แม่น้ำสายหลักได้ เกิดปัญหาการอุดตันหรืออุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพจริง
.
“ที่อ้างว่าอุโมงค์ยักษ์ใช้งานได้ 50–60% นั้น จริงๆ แล้วทำงานได้กี่เปอร์เซ็นต์ ? รัฐจ่ายงบประมาณไปเต็มร้อย แต่ผลลัพธ์กลับได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อยากเสนอให้ติดกล้องวงจรปิดในอุโมงค์ยักษ์ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ว่ามีน้ำไหลผ่านจริงหรือไม่ ?”นายสุนทรกล่าว
.
นายสุนทร กล่าวถึงกลไกการเตือนภัยของฝ่ายบริหารว่า ขาดมิติการรับรู้สถานการณ์เชิงรุก การแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือในเวลาตีหนึ่ง ไม่สามารถลดความเสียหายได้จริง เพราะประชาชนหลับพักผ่อน ตื่นเช้ามาทรัพย์สินและรถยนต์ก็จมน้ำเสียหายไปแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงหากระบบพยากรณ์อากาศคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ควรใช้มาตรการเชิงรุกภาคสนาม เช่น รถกระจายเสียงหรือโทรโข่งเข้าพื้นที่ชุมชน เพื่อปลุกและแจ้งเตือนให้อพยพเคลื่อนย้ายทรัพย์สินทันท่วงที
.
ช่วงท้ายนายสุนทร ได้เรียกร้องไปยังฝ่ายบริหารและผู้กำหนดนโยบาย โดยระบุว่าการบริหารจัดการภัยพิบัติต้องอาศัย 2 แกนหลัก คือ (1) Common Sense หรือ สามัญสำนึก คือ การรับฟังและให้เกียรติการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญหน้างาน ไม่ก้าวก่ายในจุดที่ไม่ถูกต้อง
.
และ (2) Sense of Emergency หรือ จิตสำนึกความเร่งด่วนในภาวะฉุกเฉิน คือ การตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและจัดลำดับความสำคัญในการกระจายความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยให้ระบบล้มเหลวจนมีภาพข้าวกล่องเน่าเสียเป็นพันกล่องตกค้างโดยส่งไม่ถึงมือผู้ประสบภัย
.
“ผู้มีอำนาจทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้นำสูงสุด ต้องมี Sense of Emergency เป็นคนแรก ใส่ใจในความทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดความเสียหายซ้ำซากแล้วประชาชนตื่นมารับสภาพโดยไม่มีการเตรียมการ” นายสุนทรกล่าว
.
.
TDRI มอง ‘ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2’ ไม่ควรเริ่มแต่แรก ซัดแจกเงินเปรียบลูบหน้าปะจมูก แนะปรับโครงสร้าง-พัฒนาคน
https://www.matichon.co.th/economy/news_5915058
.
TDRI มอง ‘ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2’ ไม่ควรเริ่มแต่แรก ซัดแจกเงินเปรียบลูบหน้าปะจมูก แนะปรับโครงสร้าง-พัฒนาคน
.
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงกรณีรัฐบาลเดินหน้าต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 วงเงินสนับสนุนเงินคนละ 1,000 บาท ให้ใช้จ่ายในระยะเวลา 2 เดือน (ต.ค.- พ.ย.) โดยเงื่อนไขการใช้สิทธิใช้สูตรเดิมร่วมจ่าย คือรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% สูงสุดไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน ว่า ในมุมมองทางวิชาการเห็นว่าไม่มีความเหมาะสมและไม่ควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้น เนื่องจากประสิทธิผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งประเทศยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่ไม่สามารถกู้เงินมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งงบประมาณที่นำมาใช้ในปัจจุบันจะกลายเป็นภาระทางการคลังที่รัฐบาลในอนาคตต้องจัดหาเงินมาชดใช้
.
นายนณริฏ กล่าวว่า สำหรับประเด็นการประเมินเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจนั้น ในทางวิชาการมีวิธีคิดที่แตกต่างจากภาครัฐ โดยภาครัฐมักนำยอดการใช้จ่ายของประชาชนมารวมกับเงินอุดหนุนของรัฐโดยตรง แต่ในทางเศรษฐศาสตร์จำเป็นต้องพิจารณาเรื่อง “เงินใหม่” (New Money) เนื่องจากประชาชนมีการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอยู่แล้วแม้จะไม่มีโครงการ ดังนั้น เมื่อหักลบการใช้จ่ายเดิมที่ต้องเกิดขึ้นออกไป ค่าตัวคูณทางการคลัง (Multiplier Effect) ที่แท้จริงจะอยู่ที่ประมาณ 0.4 – 0.9 เท่าของงบประมาณที่รัฐจ่ายลงไปเท่านั้น เม็ดเงินที่เกิดการหมุนเวียนจริงในระบบจึงไม่ได้สูงเท่ากับตัวเลขรวมที่บันทึกไว้
.
“ในทางวิชาการ โครงการลักษณะไทยพลัสในสถานการณ์ปัจจุบันไม่น่าจะมีความเหมาะสม เพราะประสิทธิภาพน้อยลงเรื่อยๆ และเรามีข้อจำกัดด้านการคลัง เราไม่ได้มีความสามารถกู้เงินมาได้ตลอด พอเงินมีจำกัด โครงการที่ทำไปแล้ว รัฐบาลในอนาคตก็ต้องหาเงินมาใช้ ในทางวิชาการผมจึงมองว่าไม่ควรทำตั้งแต่ต้น ทีนี้พอทำขึ้นมาแล้ว ถามว่ากระตุ้นได้แค่ไหน ในทางวิชาการเรานับต่างจากภาครัฐ ภาครัฐจะนับเงินที่คนจ่ายบวกกับเงินอุดหนุน เช่น คนใช้ 2 หมื่นล้าน รัฐเติม 3 หมื่นล้าน ก็รวมตรงๆ เป็น 5 หมื่นล้าน แต่ในทางวิชาการคิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะมีเงินบางส่วนที่ไม่ใช่ ‘เงินใหม่’ ซึ่งเป็นคอนเซปต์สำคัญของทางเศรษฐศาสตร์” นายนณริฏกล่าว
.
นายนณริฏ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่เฟส 2 ยังคงเงื่อนไขร่วมจ่ายแบบ 60:40 และให้สิทธิในกลุ่มผู้ที่เคยใช้สิทธิเดิมในช่วง(ก.ค.-ก.ย.)ประมาณ 26 ล้านคน และผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปี 2569 นั้น มองว่า เมื่อโครงการตั้งต้นอยู่บนฐานนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น การจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไขใดๆ ก็ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพแตกต่างไปจากเดิมมากนัก โดยเปรียบเทียบมาตรการแจกเงินหรือเงินอุดหนุนลักษณะนี้เป็นเพียงการ “ลูบหน้าปะจมูก” หรือการเติมน้ำมันหล่อลื่นเข้าไปในเครื่องยนต์เก่าที่ใกล้หมดสภาพ ซึ่งช่วยพยุงระบบได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อรัฐหยุดจ่าย ประชาชนก็จะขาดรายได้เช่นเดิม
.
นายนณริฏ กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ผ่าน 2 แนวทางได้แก่ 1.การส่งเสริมการแข่งขันในภาคธุรกิจ สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ระบุให้ชัดเจนว่ามีอุตสาหกรรมใดบ้างที่ยังไร้การแข่งขัน หรือมีสภาพผูกขาดจนทำให้นักธุรกิจรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยาก เพื่อกระจายผลกำไร ลดการกระจุกตัว และเพิ่มการจ้างงาน และ 2.การยกระดับศักยภาพแรงงานและการศึกษา โดยรัฐควรนำงบประมาณไปสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่ตลาดแรงงานโลกต้องการ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภาษาอังกฤษ รวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่ ควบคู่ไปกับการทำระบบจับคู่งาน (Job Matching) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่มั่นคงติดตัวประชาชนไปตลอด
.
ทั้งนี้ ทิศทางนโยบายประชานิยมในอนาคต แม้กรอบวินัยการเงินการคลังในระยะ 5 ปี จะยังพอมีช่องว่างให้ดำเนินโครงการขนาดเล็กหรือขนาดกลางระดับหมื่นล้านบาทต่อไปได้ แต่โครงการขนาดใหญ่ในระดับหลายแสนล้านบาทคงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม ตนไม่เห็นด้วยกับการดำเนินมาตรการในลักษณะนี้ต่อไป และเห็นว่าภาครัฐควรจัดสรรทรัพยากรทางการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด นำไปลงทุนกับการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่แท้จริงและยั่งยืนมากกว่า