แน่นอนว่าหนึ่งในสมบัติของทุกภาษาบนโลกคือ mutability หรือการย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ภาษาไทยก็ไม่พ้นเรื่องนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในอดีตอย่างการสูญเสียเสียงโฆษะ หรือนาสิกอโฆษะ ที่ก็กลายมาเป็นระบบไตรยางศ์ในทุกวันนี้ ถึงในปัจจุบันอย่างการรวมเสียง
ร กับ
ล เข้าด้วยกัน
เท่าที่เห็นมานอกจากการเสียเสียง
ร และเสียงควบกล้ำ ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ด้วย อย่างการลากเสียง
ข,
ค กับ
ฆ เปลี่ยนจากเสียงธนิต(พ่นลมออก) เป็นเสียงเสียดแทรก จาก /kʰ/ เป็น /x/ ที่ส่วนตัวเราเชื่อว่าอาจจะเป็นอิทธิของภาษาเหนือหรืออีสาน โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยพูดไทยกลางมาก่อนที่เข้ามาในภาคกลางและกรุงเทพในช่วงยุคเศรษฐกิจเติบโต และเมื่อพูดไทยกลางก็นำการออกเสียงของตนเองเข้ามาด้วย เสียง
ฉ, ช และ
ฌ ก็เห็นหลายคนลากเหมือนกัน แต่เห็นน้อยกว่า
หรือการไม่ปิดเส้นเสียงในสระ
อะ ที่อยู่ที่พยางค์แรกของคำ 2 พยางค์ เช่นในคำว่า
ประเทศ, สวัสดี, ทหาร, มนุษย์, อะไร ฯลฯ สระ
อะ ในคำเหล่านี้ไม่มีการปิดเส้นเสียงทำให้มันดูฟังเหมือนอยู่ระหว่างสระเสียงสั้นและเสียงยาว และก็ด้วยความที่ว่ามันไม่มีการปิดเส้นเสียง(ที่ในภาษาศาสตร์ถือว่าเป็นพยัญชนะท้าย เหตุผลว่าทำไมสระเสียงสั้นเป็นคำตาย) ก็ทำให้วรรณยุกต์เป็นเสียงสามัญแทนที่จะเป็นเสียงเอก/ตรี ส่วนตัวไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาเฉย ๆ หรือเป็นอิทธิพลจากภาษาเขมรที่มีมานานแล้ว
ถ, ท, ธ, ฐ, ฑ และ
ฒ ก็เห็นเหมือนกัน อันนี้แยกเป็น 3 ทางเลย มีคนที่ออกเสียงตามมาตรฐาน, คนเน้น "ด้านหน้า" ออกเสียงไปทางกึ่งแทรดสอด - เหมือน
t ในภาษาอังกฤษ, คนเน้น "ด้านหลัง" ออกเสียง "ขาก" ร่วมแทนการพ่นลมออกเป็น [tʰχ] ส่วนสาเหตุ ก็คิดว่าอันที่สองก็น่าจะอิทธิพลจากอังกฤษกับ popular culture โดยตรง ส่วนอันที่สามน่าจะเป็นเพราะ ลิ้นไก่กับเพดานอ่อนมันอยู่ระหว่างปุ่มเหงือกกับเส้นเสียง เลยมีการขยับเข้ามาเพื่อให้ออกเสียงได้ง่ายขึ้น
กับอื่น ๆ ที่เห็นอีก 2 - 3 อัน ส่วนมากเท่าที่เห็นยังเป็นแค่ phonetic อยู่ยังไม่ phonemic(เปลี่ยนแปลงความหมายได้) จะมีก็แค่
ร กับควบกล้ำ แต่ไม่แน่ว่าในอีกร้อยปีข้างหน้าภาษาไทยอาจจะมีการกร่อนเสียงเพิ่มจนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลก็ได้ โดยเฉพาะพวกที่เป็น co-articulation
คุณรู้สึกคิดเห็นอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลง หรือเห็นการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอีกไหม? ช่วยบอกกันหน่อย
การเปลี่ยนแปลงเสียงอื่น ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในภาษาไทย
เท่าที่เห็นมานอกจากการเสียเสียง ร และเสียงควบกล้ำ ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ด้วย อย่างการลากเสียง ข, ค กับ ฆ เปลี่ยนจากเสียงธนิต(พ่นลมออก) เป็นเสียงเสียดแทรก จาก /kʰ/ เป็น /x/ ที่ส่วนตัวเราเชื่อว่าอาจจะเป็นอิทธิของภาษาเหนือหรืออีสาน โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยพูดไทยกลางมาก่อนที่เข้ามาในภาคกลางและกรุงเทพในช่วงยุคเศรษฐกิจเติบโต และเมื่อพูดไทยกลางก็นำการออกเสียงของตนเองเข้ามาด้วย เสียง ฉ, ช และ ฌ ก็เห็นหลายคนลากเหมือนกัน แต่เห็นน้อยกว่า
หรือการไม่ปิดเส้นเสียงในสระ อะ ที่อยู่ที่พยางค์แรกของคำ 2 พยางค์ เช่นในคำว่า ประเทศ, สวัสดี, ทหาร, มนุษย์, อะไร ฯลฯ สระ อะ ในคำเหล่านี้ไม่มีการปิดเส้นเสียงทำให้มันดูฟังเหมือนอยู่ระหว่างสระเสียงสั้นและเสียงยาว และก็ด้วยความที่ว่ามันไม่มีการปิดเส้นเสียง(ที่ในภาษาศาสตร์ถือว่าเป็นพยัญชนะท้าย เหตุผลว่าทำไมสระเสียงสั้นเป็นคำตาย) ก็ทำให้วรรณยุกต์เป็นเสียงสามัญแทนที่จะเป็นเสียงเอก/ตรี ส่วนตัวไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาเฉย ๆ หรือเป็นอิทธิพลจากภาษาเขมรที่มีมานานแล้ว
ถ, ท, ธ, ฐ, ฑ และ ฒ ก็เห็นเหมือนกัน อันนี้แยกเป็น 3 ทางเลย มีคนที่ออกเสียงตามมาตรฐาน, คนเน้น "ด้านหน้า" ออกเสียงไปทางกึ่งแทรดสอด - เหมือน t ในภาษาอังกฤษ, คนเน้น "ด้านหลัง" ออกเสียง "ขาก" ร่วมแทนการพ่นลมออกเป็น [tʰχ] ส่วนสาเหตุ ก็คิดว่าอันที่สองก็น่าจะอิทธิพลจากอังกฤษกับ popular culture โดยตรง ส่วนอันที่สามน่าจะเป็นเพราะ ลิ้นไก่กับเพดานอ่อนมันอยู่ระหว่างปุ่มเหงือกกับเส้นเสียง เลยมีการขยับเข้ามาเพื่อให้ออกเสียงได้ง่ายขึ้น
กับอื่น ๆ ที่เห็นอีก 2 - 3 อัน ส่วนมากเท่าที่เห็นยังเป็นแค่ phonetic อยู่ยังไม่ phonemic(เปลี่ยนแปลงความหมายได้) จะมีก็แค่ ร กับควบกล้ำ แต่ไม่แน่ว่าในอีกร้อยปีข้างหน้าภาษาไทยอาจจะมีการกร่อนเสียงเพิ่มจนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลก็ได้ โดยเฉพาะพวกที่เป็น co-articulation
คุณรู้สึกคิดเห็นอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลง หรือเห็นการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอีกไหม? ช่วยบอกกันหน่อย