"หนังสือที่ไม่ทันได้อ่าน"
เช้าวันหนึ่งจอยส่งข้อความมาหาผมทางเฟซบุ๊ก
ผมเห็นข้อความนั้นตั้งแต่เช้า แต่ไม่ได้เปิดอ่านทันที
ข้อความมีเพียงชื่อของผม
“...”
ผมไม่ค่อยชอบข้อความแบบนี้นัก
ถ้ามีอะไรจะพูดก็พูดมาเลย จะให้ดีพิมพ์ต่อจากชื่อไปอีกสักหน่อยว่ามีเรื่องอะไร เพราะการเห็นชื่อของตัวเองลอยอยู่เดี่ยวๆ ในกล่องข้อความ มันทำให้รู้สึกเหมือนกำลังถูกเรียกให้ไปทำอะไรสักอย่างโดยไม่รู้ว่ากูไปทำเรื่องอะไรไม่ดีไว้หรือเปล่าวะ
ผมปล่อยข้อความนั้นไว้อย่างนั้นพักหนึ่ง
จนในที่สุดก็เปิดอ่าน
ตอนแรกผมคิดว่า จอยอาจยังไม่แน่ใจว่าเฟซบุ๊กบัญชีนี้เป็นของผมจริงหรือไม่ จึงเริ่มต้นด้วยการเรียกชื่อเพื่อดูว่าผมจะตอบหรือเปล่า
ผมจึงตอบไป
เราคุยกัน
และหลังจากบทสนทนาเดินไปได้ไม่นาน ผมก็ได้รู้ข่าวที่ไม่ได้เตรียมใจจะรับฟังในเช้าวันนั้น
ชมพู่ป่วยเป็นมะเร็งปอด
ระยะสุดท้าย
ผมถามว่าเป็นไปได้อย่างไร
จอยบอกว่าชมพู่ไม่เคยสูบบุหรี่
ผมเงียบไป
มีบางเรื่องที่มนุษย์พยายามหาคำอธิบายให้มันเสมอ ทั้งที่บางครั้งไม่มีคำอธิบายที่ทำให้เราสบายใจขึ้นเลย
เราอยากเชื่อว่าโลกมีเหตุมีผล
คนที่สูบบุหรี่จึงควรเป็นมะเร็งปอด
คนที่ดูแลตัวเองจึงควรแข็งแรง
คนดีจึงควรได้รับสิ่งดีๆ
แต่ชีวิตไม่เคยเซ็นสัญญากับความเชื่อเหล่านั้นของเรา
มันเกิดขึ้นอย่างที่มันอยากจะเกิด
โดยไม่ถามว่าเราพร้อมหรือยัง
จอยบอกผมว่า บางทีชมพู่อาจจะอยากให้ผมรู้
หรือบางทีจอยอาจเป็นคนที่คิดว่าผมควรรู้
ผมจำไม่ได้แล้วว่าในตอนนั้นเธอใช้คำว่าอะไรบ้าง แต่ใจความสำคัญคือ หากมีอะไรที่ผมอยากพูดกับชมพู่ หากมีอะไรที่ยังค้างในใจอยู่ อะไรที่อยากทำให้เธอ ก็ควรรีบทำเสีย
เพราะเวลาอาจเหลือไม่มากนัก
จอยกับชมพู่เป็นคนสองคนที่เคยเข้ามาอยู่ในชีวิตผมในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
เวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ของเราก็เปลี่ยนรูปไปตามกาลเวลา
สิ่งที่เคยใกล้ กลายเป็นไกล
สิ่งที่เคยสำคัญ กลายเป็นความทรงจำ
และน่าแปลกที่ในเวลาต่อมา คนสองคนซึ่งครั้งหนึ่งต่างมีที่ของตัวเองอยู่ในชีวิตผม กลับกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน
โลกเป็นเรื่องประหลาดแบบนี้เอง
บางคนเข้ามาเพื่ออยู่กับเรา
บางคนเข้ามาเพื่อจากเราไป
และบางคนเข้ามาเพื่อพาใครอีกคนหนึ่งกลับเข้ามาในชีวิตเราอีกครั้ง
ผมถามจอยว่า
“มีอะไรที่ผมจะทำให้ชมพู่ได้บ้างไหม”
ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรให้คนที่กำลังจะตายได้บ้าง
เงินอาจช่วยเรื่องบางอย่างได้
หมออาจช่วยเรื่องบางอย่างได้
ยาอาจช่วยเรื่องบางอย่างได้
แต่สำหรับคนที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต มีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองอาจทำให้เค้าได้
คือพาตัวเองให้ไปอยู่ตรงนั้น
ผมคิดว่าจะเอาหนังสือไปอ่านให้เธอฟัง
ไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดเรื่องนี้ขึ้นมา
บางทีเพราะผมเองก็ชอบอ่านหนังสือ
หรือบางทีเพราะในเวลาที่เราไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หนังสือบางเล่มอาจพูดแทนเราได้ดีกว่า
หนังสือที่ผมเลือกคือ "เหตุใดเราจึงยังมีชีวิตอยู่" ของนิ้วกลม
ชื่อหนังสือฟังดูเหมาะกับสถานการณ์จนเกือบไม่น่าเชื่อ
ผมไม่ได้เลือกเพราะคิดว่ามันจะช่วยรักษาอะไรได้
ไม่ได้คิดว่าหนังสือจะเปลี่ยนความตายให้กลายเป็นชีวิต
เพียงแต่ผมอยากนั่งอยู่ข้างเตียง แล้วอ่านมันให้เธอฟัง
เหมือนอย่างที่คนคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือให้คนอีกคนฟังในวันธรรมดาวันหนึ่ง
ไม่มีเหตุผลพิเศษ
ไม่มีคำพูดสำคัญ
ไม่มีความจำเป็นต้องพูดถึงอดีต
แค่นั่งอยู่ด้วยกัน
ผมไปเยี่ยมชมพู่
ตอนนั้นเธอยังรับรู้อะไรอะไรได้
ยังจำผมได้ (ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ)
แต่เธอพูดไม่ได้แล้ว
ผมยืนอยู่ข้างเตียงและรู้สึกว่าคำพูดทั้งหมดที่เคยมีอยู่ระหว่างคนสองคน มันมากมายเหลือเกินตอนที่ยังพูดได้
แต่พอถึงวันที่คนหนึ่งพูดไม่ได้
เรากลับไม่รู้ว่าจะเลือกคำไหนออกมาคุยกัน
ผมไม่ได้หยิบหนังสือออกมาอ่านในวันนั้น
คิดว่าน่าจะยังมีเวลา
ผมกลับไปเยี่ยมเธออีกครั้งที่โรงพยาบาล
ก็ยังคิดว่า น่าจะยังมีเวลา
ผมกลับไปอีกเป็นครั้งที่สาม
คราวนี้ผมเริ่มรู้สึกว่า เวลาอาจไม่ได้มีมากอย่างที่คิด
แต่ก็ยังมีความหวังเล็กๆ ว่า หนังสือเล่มนั้นจะได้ถูกเปิดอ่านข้างเตียงของเธอ
สุดท้ายผมก็ไม่ได้อ่านให้เธอฟัง ตอนที่เธอยังหายใจอยู่
เพราะเวลาไม่เคยถามเราว่า พร้อมหรือยัง
มันเเค่เดินต่อไปเรื่อยๆ
แล้ววันหนึ่ง ผมก็ต้องไปงานศพของชมพู่
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
ตั้งแต่เช้าวันที่จอยส่งข้อความมา จนถึงวันที่ผมยืนอยู่ในงานรดน้ำศพ เวลาผ่านไปไม่ถึงสามสัปดาห์
ไม่ถึงสามสัปดาห์.....
มันเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากๆในปฏิทิน
แต่มันยาวนานอย่างประหลาดในความรู้สึกของผม
ผมเอาหนังสือเล่มเดิมไปด้วย
หนังสือที่เคยตั้งใจจะอ่านให้เธอฟังตอนที่เธอยังนอนอยู่บนเตียงที่โรงพยาบาล
แต่คราวนี้เธอนอนอยู่ในโลงศพ
ตอนกลางวัน ศาลาที่จัดงานค่อนข้างเงียบ
คนส่วนใหญ่จะมาร่วมงานอีกทีก็ในตอนเย็น
เหลือเพียงความร้อนของแดด เสียงพัดลม และเสียงบางอย่างจากนอกศาลา
ผมนั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว
โลงศพของชมพู่อยู่ข้างๆ
ผมหยิบหนังสือออกมา
เปิดหน้าแรก
แล้วเริ่มอ่าน
ผมไม่รู้ว่าการอ่านหนังสือให้คนตายฟัง มันจะมีความหมายอะไร
คนที่นอนอยู่ตรงนั้นไม่สามารถโต้ตอบกับผมได้
ไม่สามารถพยักหน้า
ไม่สามารถยิ้ม
ไม่สามารถบอกได้ว่าหน้านี้ เคยอ่านแล้วหรือยัง ชอบประโยคนี้หรือเปล่า
ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งนั้น
มีเพียงผมที่นั่งอ่าน
กับเธอที่นอนฟังอยู่ในแบบที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังฟังอยู่จริงหรือเปล่า
ผมอ่านไปเรื่อยๆ
แดดข้างนอกค่อยๆ เคลื่อน
เงาของหลังคาเปลี่ยนตำแหน่งไปตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์
พัดลมยังหมุน
เสียงลมยังดัง
ชีวิตข้างนอกยังดำเนินไปเหมือนทุกๆวัน
คนเดินผ่านศาลา
รถวิ่งผ่านถนน
ร้านขายของเปิดตามปกติ
โลกไม่ได้หยุดเพราะใครคนหนึ่งตายจากไป
ตอนแรกผมรู้สึกว่ามันแปลก
แต่เมื่อคิดดูดีๆ มันก็ไม่แปลก
เพราะในทุกวินาทีที่ใครบางคนกำลังเกิด
ก็มีใครบางคนกำลังตาย
ในขณะที่บ้านหลังหนึ่งกำลังฉลองวันเกิด
บ้านอีกหลังหนึ่งอาจกำลังจัดงานศพให้กับคนตาย
โลกไม่เคยมีเวลามากพอที่จะหยุดรอความเศร้าของใคร
และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่า
เพราะมันไม่ได้รอเรา ไม่ได้รอใคร มันหมุนเวียนไปตามวัฎจักรของมัน
ผมอ่านหนังสือต่อไป
จนมาถึงตอนหนึ่ง ผมหยุด
ไม่ได้หยุดเพราะอ่านไม่ออก
แต่เพราะนึกขึ้นมาได้ว่า
จริงๆ แล้ว หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้เหมาะกับคนที่กำลังจะตายเท่านั้น
มันอาจเหมาะกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่มากกว่า
เพราะคนที่ตายไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามว่า
“เหตุใดเราจึงยังมีชีวิตอยู่”
แต่คนที่ยังอยู่ต่างหากที่ต้องตอบ
ผมมองไปที่โลงศพข้างตัว
แล้วนึกถึงวันที่เราเคยรู้จักกัน
นึกถึงเรื่องเล็กๆ ที่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่ามันสำคัญ
เสียงหัวเราะ
บทสนทนา
การเดินทาง
เรื่องที่เคยโกรธกัน
เรื่องที่เคยดีใจด้วยกัน
สิ่งเหล่านั้นตอนที่เกิดขึ้นดูเหมือนธรรมดา
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับพบว่า ชีวิตทั้งชีวิตประกอบขึ้นมาจากเรื่องธรรมดาเหล่านี้เอง
เราใช้เวลามากมายคิดถึงวันข้างหน้า
คิดว่าจะทำอะไร
จะไปเที่ยวที่ไหน
จะหาเงินได้เท่าไร
จะประสบความสำเร็จแค่ไหน
จนบางครั้งลืมไปว่า
สิ่งที่เรามีอยู่จริงๆ มีเพียงวันนี้
ผมไม่รู้ว่าชมพู่เคยคิดเรื่องนี้หรือเปล่า
แต่ก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้แล้ว
ผมจึงเลิกพยายามหาคำตอบแทนเธอ
บางคำถามเป็นความสงสัยของคนแต่ละคน
และบางคำถามก็ไม่มีคำตอบแม้เจ้าของคำถามจะยังมีชีวิตอยู่จนถึงในวันนี้
ผมปิดหนังสือลง
นั่งเงียบๆ อยู่ข้างโลงศพอีกพักหนึ่ง
แดดบ่ายยังส่องเข้ามา
ลมพัดชายผ้าขาวที่ผูกอยู่บริเวณหน้าโลงให้ขยับเบาๆ
ผมคิดถึงข้อความแรกของจอย
ถ้าวันนั้นผมไม่ได้เปิดอ่าน
ถ้าวันนั้นผมไม่ได้ตอบกลับไป
ถ้าวันนั้นผมคิดเพียงว่า
“ถ้ามีอะไรก็พิมพ์มาให้รู้เรื่องสิ”
ชีวิตผมคงเดินต่อไปเหมือนเดิม
และบางทีผมคงไม่มีวันรู้ว่า ชมพู่กำลังจะจากโลกใบนี้ไป
มันน่าประหลาด
บางครั้งสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไม่ได้มาในรูปของเหตุการณ์อะไรที่มันใหญ่โต
มันอาจมาในรูปแบบของข้อความสั้นๆ
เป็นชื่อของเราในกล่องข้อความ
เป็นโทรศัพท์หนึ่งสาย
เป็นคำที่ทักมาว่า “ว่างไหม”
หรือเป็นคนคนหนึ่งที่เดินเข้ามาบอกว่า
มีบางอย่างที่คุณควรจะรู้
เราไม่รู้หรอกว่าประโยคธรรมดาประโยคไหนจะกลายเป็นประโยคสุดท้าย
ไม่รู้ว่าการกอดครั้งไหนจะเป็นการกอดครั้งสุดท้าย
ไม่รู้ว่าการพบกันครั้งไหนจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย
และไม่รู้ด้วยว่า คนที่เราคิดว่ายังมีเวลาให้พบกันอีกตั้งมากมายนั้น แท้จริงแล้วเหลือเวลาอยู่แค่ไม่เท่าไร
ผมมองหนังสือในมือ
แล้วคิดว่า บางทีเหตุผลที่เรายังมีชีวิตอยู่ อาจไม่ใช่เพราะเราหาคำตอบนั้นพบแล้ว
แต่อาจเป็นเพราะเรายังมีบางอย่างที่ต้องอ่านต่อ
มีบางคนที่ต้องพบ
มีคำบางคำที่ยังไม่ได้พูด
มีบางเรื่องที่ยังไม่ได้ให้อภัยแก่กัน
มีสถานที่บางแห่งที่ยังไม่ได้ไป
และมีเช้าวันพรุ่งนี้ที่เรายังไม่รู้ว่าจะพาอะไรมาให้เราพบเจอ
ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้
เก็บหนังสือใส่กระเป๋า
ก่อนเดินออกจากศาลา ผมหันกลับไปมองชมพู่เป็นครั้งสุดท้าย
ผมไม่ได้พูดอะไร
เพราะสิ่งที่อยากพูดนั้น ผมพูดไปหมดแล้ว
หรือบางทีอาจไม่ได้พูดเลยก็ได้
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็รู้สึกว่าไม่เป็นไร
บางความสัมพันธ์ไม่ได้ต้องการบทสรุปที่สมบูรณ์
บางคนไม่ได้จากไปพร้อมคำตอบ
และบางคำพูด แม้ไม่ได้พูดออกมา ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่เคยมีอยู่
ผมเดินออกมาจากศาลา
แดดข้างนอกยังสว่าง
ผู้คนยังเดินไปมา
รถรายังคงวิ่งอยู่เหมือนทุกๆวัน
ร้านขายอาหารยังเปิดขายอยู่
เด็กคนหนึ่งกำลังหัวเราะอยู่ข้างถนน
ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป
เหมือนกับว่ามันไม่รู้เลยว่า เมื่อครู่ผมเพิ่งบอกลาใครบางคน
หรือบางทีชีวิตอาจรู้
เพียงแต่มันไม่เคยมีหน้าที่หยุดเดินแทนเรา
ผมเดินต่อไป
พร้อมหนังสือเล่มเดิมในกระเป๋า
หนังสือที่ผมเคยตั้งใจจะอ่านให้คนคนหนึ่งฟัง
แต่สุดท้ายกลับได้อ่านให้เธอฟังในวันที่เธอไม่สามารถตอบอะไรผมได้อีกแล้ว
และนั่นทำให้ผมคิดว่า
บางทีเหตุผลที่เรายังมีชีวิตอยู่
อาจไม่ใช่เพื่อค้นหาว่า
ชีวิตมีคำตอบอะไรให้แก่ตัวเรา
แต่อาจเป็นเพียงเพราะ
เรายังอ่านไม่ถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้
ก็แค่นั้นเอง
เรื่องสั้น หนังสือที่ไม่ทันได้อ่าน
เช้าวันหนึ่งจอยส่งข้อความมาหาผมทางเฟซบุ๊ก
ผมเห็นข้อความนั้นตั้งแต่เช้า แต่ไม่ได้เปิดอ่านทันที
ข้อความมีเพียงชื่อของผม
“...”
ผมไม่ค่อยชอบข้อความแบบนี้นัก
ถ้ามีอะไรจะพูดก็พูดมาเลย จะให้ดีพิมพ์ต่อจากชื่อไปอีกสักหน่อยว่ามีเรื่องอะไร เพราะการเห็นชื่อของตัวเองลอยอยู่เดี่ยวๆ ในกล่องข้อความ มันทำให้รู้สึกเหมือนกำลังถูกเรียกให้ไปทำอะไรสักอย่างโดยไม่รู้ว่ากูไปทำเรื่องอะไรไม่ดีไว้หรือเปล่าวะ
ผมปล่อยข้อความนั้นไว้อย่างนั้นพักหนึ่ง
จนในที่สุดก็เปิดอ่าน
ตอนแรกผมคิดว่า จอยอาจยังไม่แน่ใจว่าเฟซบุ๊กบัญชีนี้เป็นของผมจริงหรือไม่ จึงเริ่มต้นด้วยการเรียกชื่อเพื่อดูว่าผมจะตอบหรือเปล่า
ผมจึงตอบไป
เราคุยกัน
และหลังจากบทสนทนาเดินไปได้ไม่นาน ผมก็ได้รู้ข่าวที่ไม่ได้เตรียมใจจะรับฟังในเช้าวันนั้น
ชมพู่ป่วยเป็นมะเร็งปอด
ระยะสุดท้าย
ผมถามว่าเป็นไปได้อย่างไร
จอยบอกว่าชมพู่ไม่เคยสูบบุหรี่
ผมเงียบไป
มีบางเรื่องที่มนุษย์พยายามหาคำอธิบายให้มันเสมอ ทั้งที่บางครั้งไม่มีคำอธิบายที่ทำให้เราสบายใจขึ้นเลย
เราอยากเชื่อว่าโลกมีเหตุมีผล
คนที่สูบบุหรี่จึงควรเป็นมะเร็งปอด
คนที่ดูแลตัวเองจึงควรแข็งแรง
คนดีจึงควรได้รับสิ่งดีๆ
แต่ชีวิตไม่เคยเซ็นสัญญากับความเชื่อเหล่านั้นของเรา
มันเกิดขึ้นอย่างที่มันอยากจะเกิด
โดยไม่ถามว่าเราพร้อมหรือยัง
จอยบอกผมว่า บางทีชมพู่อาจจะอยากให้ผมรู้
หรือบางทีจอยอาจเป็นคนที่คิดว่าผมควรรู้
ผมจำไม่ได้แล้วว่าในตอนนั้นเธอใช้คำว่าอะไรบ้าง แต่ใจความสำคัญคือ หากมีอะไรที่ผมอยากพูดกับชมพู่ หากมีอะไรที่ยังค้างในใจอยู่ อะไรที่อยากทำให้เธอ ก็ควรรีบทำเสีย
เพราะเวลาอาจเหลือไม่มากนัก
จอยกับชมพู่เป็นคนสองคนที่เคยเข้ามาอยู่ในชีวิตผมในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
เวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ของเราก็เปลี่ยนรูปไปตามกาลเวลา
สิ่งที่เคยใกล้ กลายเป็นไกล
สิ่งที่เคยสำคัญ กลายเป็นความทรงจำ
และน่าแปลกที่ในเวลาต่อมา คนสองคนซึ่งครั้งหนึ่งต่างมีที่ของตัวเองอยู่ในชีวิตผม กลับกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน
โลกเป็นเรื่องประหลาดแบบนี้เอง
บางคนเข้ามาเพื่ออยู่กับเรา
บางคนเข้ามาเพื่อจากเราไป
และบางคนเข้ามาเพื่อพาใครอีกคนหนึ่งกลับเข้ามาในชีวิตเราอีกครั้ง
ผมถามจอยว่า
“มีอะไรที่ผมจะทำให้ชมพู่ได้บ้างไหม”
ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรให้คนที่กำลังจะตายได้บ้าง
เงินอาจช่วยเรื่องบางอย่างได้
หมออาจช่วยเรื่องบางอย่างได้
ยาอาจช่วยเรื่องบางอย่างได้
แต่สำหรับคนที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต มีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองอาจทำให้เค้าได้
คือพาตัวเองให้ไปอยู่ตรงนั้น
ผมคิดว่าจะเอาหนังสือไปอ่านให้เธอฟัง
ไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดเรื่องนี้ขึ้นมา
บางทีเพราะผมเองก็ชอบอ่านหนังสือ
หรือบางทีเพราะในเวลาที่เราไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หนังสือบางเล่มอาจพูดแทนเราได้ดีกว่า
หนังสือที่ผมเลือกคือ "เหตุใดเราจึงยังมีชีวิตอยู่" ของนิ้วกลม
ชื่อหนังสือฟังดูเหมาะกับสถานการณ์จนเกือบไม่น่าเชื่อ
ผมไม่ได้เลือกเพราะคิดว่ามันจะช่วยรักษาอะไรได้
ไม่ได้คิดว่าหนังสือจะเปลี่ยนความตายให้กลายเป็นชีวิต
เพียงแต่ผมอยากนั่งอยู่ข้างเตียง แล้วอ่านมันให้เธอฟัง
เหมือนอย่างที่คนคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือให้คนอีกคนฟังในวันธรรมดาวันหนึ่ง
ไม่มีเหตุผลพิเศษ
ไม่มีคำพูดสำคัญ
ไม่มีความจำเป็นต้องพูดถึงอดีต
แค่นั่งอยู่ด้วยกัน
ผมไปเยี่ยมชมพู่
ตอนนั้นเธอยังรับรู้อะไรอะไรได้
ยังจำผมได้ (ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ)
แต่เธอพูดไม่ได้แล้ว
ผมยืนอยู่ข้างเตียงและรู้สึกว่าคำพูดทั้งหมดที่เคยมีอยู่ระหว่างคนสองคน มันมากมายเหลือเกินตอนที่ยังพูดได้
แต่พอถึงวันที่คนหนึ่งพูดไม่ได้
เรากลับไม่รู้ว่าจะเลือกคำไหนออกมาคุยกัน
ผมไม่ได้หยิบหนังสือออกมาอ่านในวันนั้น
คิดว่าน่าจะยังมีเวลา
ผมกลับไปเยี่ยมเธออีกครั้งที่โรงพยาบาล
ก็ยังคิดว่า น่าจะยังมีเวลา
ผมกลับไปอีกเป็นครั้งที่สาม
คราวนี้ผมเริ่มรู้สึกว่า เวลาอาจไม่ได้มีมากอย่างที่คิด
แต่ก็ยังมีความหวังเล็กๆ ว่า หนังสือเล่มนั้นจะได้ถูกเปิดอ่านข้างเตียงของเธอ
สุดท้ายผมก็ไม่ได้อ่านให้เธอฟัง ตอนที่เธอยังหายใจอยู่
เพราะเวลาไม่เคยถามเราว่า พร้อมหรือยัง
มันเเค่เดินต่อไปเรื่อยๆ
แล้ววันหนึ่ง ผมก็ต้องไปงานศพของชมพู่
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
ตั้งแต่เช้าวันที่จอยส่งข้อความมา จนถึงวันที่ผมยืนอยู่ในงานรดน้ำศพ เวลาผ่านไปไม่ถึงสามสัปดาห์
ไม่ถึงสามสัปดาห์.....
มันเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากๆในปฏิทิน
แต่มันยาวนานอย่างประหลาดในความรู้สึกของผม
ผมเอาหนังสือเล่มเดิมไปด้วย
หนังสือที่เคยตั้งใจจะอ่านให้เธอฟังตอนที่เธอยังนอนอยู่บนเตียงที่โรงพยาบาล
แต่คราวนี้เธอนอนอยู่ในโลงศพ
ตอนกลางวัน ศาลาที่จัดงานค่อนข้างเงียบ
คนส่วนใหญ่จะมาร่วมงานอีกทีก็ในตอนเย็น
เหลือเพียงความร้อนของแดด เสียงพัดลม และเสียงบางอย่างจากนอกศาลา
ผมนั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว
โลงศพของชมพู่อยู่ข้างๆ
ผมหยิบหนังสือออกมา
เปิดหน้าแรก
แล้วเริ่มอ่าน
ผมไม่รู้ว่าการอ่านหนังสือให้คนตายฟัง มันจะมีความหมายอะไร
คนที่นอนอยู่ตรงนั้นไม่สามารถโต้ตอบกับผมได้
ไม่สามารถพยักหน้า
ไม่สามารถยิ้ม
ไม่สามารถบอกได้ว่าหน้านี้ เคยอ่านแล้วหรือยัง ชอบประโยคนี้หรือเปล่า
ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งนั้น
มีเพียงผมที่นั่งอ่าน
กับเธอที่นอนฟังอยู่ในแบบที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังฟังอยู่จริงหรือเปล่า
ผมอ่านไปเรื่อยๆ
แดดข้างนอกค่อยๆ เคลื่อน
เงาของหลังคาเปลี่ยนตำแหน่งไปตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์
พัดลมยังหมุน
เสียงลมยังดัง
ชีวิตข้างนอกยังดำเนินไปเหมือนทุกๆวัน
คนเดินผ่านศาลา
รถวิ่งผ่านถนน
ร้านขายของเปิดตามปกติ
โลกไม่ได้หยุดเพราะใครคนหนึ่งตายจากไป
ตอนแรกผมรู้สึกว่ามันแปลก
แต่เมื่อคิดดูดีๆ มันก็ไม่แปลก
เพราะในทุกวินาทีที่ใครบางคนกำลังเกิด
ก็มีใครบางคนกำลังตาย
ในขณะที่บ้านหลังหนึ่งกำลังฉลองวันเกิด
บ้านอีกหลังหนึ่งอาจกำลังจัดงานศพให้กับคนตาย
โลกไม่เคยมีเวลามากพอที่จะหยุดรอความเศร้าของใคร
และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่า
เพราะมันไม่ได้รอเรา ไม่ได้รอใคร มันหมุนเวียนไปตามวัฎจักรของมัน
ผมอ่านหนังสือต่อไป
จนมาถึงตอนหนึ่ง ผมหยุด
ไม่ได้หยุดเพราะอ่านไม่ออก
แต่เพราะนึกขึ้นมาได้ว่า
จริงๆ แล้ว หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้เหมาะกับคนที่กำลังจะตายเท่านั้น
มันอาจเหมาะกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่มากกว่า
เพราะคนที่ตายไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามว่า
“เหตุใดเราจึงยังมีชีวิตอยู่”
แต่คนที่ยังอยู่ต่างหากที่ต้องตอบ
ผมมองไปที่โลงศพข้างตัว
แล้วนึกถึงวันที่เราเคยรู้จักกัน
นึกถึงเรื่องเล็กๆ ที่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่ามันสำคัญ
เสียงหัวเราะ
บทสนทนา
การเดินทาง
เรื่องที่เคยโกรธกัน
เรื่องที่เคยดีใจด้วยกัน
สิ่งเหล่านั้นตอนที่เกิดขึ้นดูเหมือนธรรมดา
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับพบว่า ชีวิตทั้งชีวิตประกอบขึ้นมาจากเรื่องธรรมดาเหล่านี้เอง
เราใช้เวลามากมายคิดถึงวันข้างหน้า
คิดว่าจะทำอะไร
จะไปเที่ยวที่ไหน
จะหาเงินได้เท่าไร
จะประสบความสำเร็จแค่ไหน
จนบางครั้งลืมไปว่า
สิ่งที่เรามีอยู่จริงๆ มีเพียงวันนี้
ผมไม่รู้ว่าชมพู่เคยคิดเรื่องนี้หรือเปล่า
แต่ก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้แล้ว
ผมจึงเลิกพยายามหาคำตอบแทนเธอ
บางคำถามเป็นความสงสัยของคนแต่ละคน
และบางคำถามก็ไม่มีคำตอบแม้เจ้าของคำถามจะยังมีชีวิตอยู่จนถึงในวันนี้
ผมปิดหนังสือลง
นั่งเงียบๆ อยู่ข้างโลงศพอีกพักหนึ่ง
แดดบ่ายยังส่องเข้ามา
ลมพัดชายผ้าขาวที่ผูกอยู่บริเวณหน้าโลงให้ขยับเบาๆ
ผมคิดถึงข้อความแรกของจอย
ถ้าวันนั้นผมไม่ได้เปิดอ่าน
ถ้าวันนั้นผมไม่ได้ตอบกลับไป
ถ้าวันนั้นผมคิดเพียงว่า
“ถ้ามีอะไรก็พิมพ์มาให้รู้เรื่องสิ”
ชีวิตผมคงเดินต่อไปเหมือนเดิม
และบางทีผมคงไม่มีวันรู้ว่า ชมพู่กำลังจะจากโลกใบนี้ไป
มันน่าประหลาด
บางครั้งสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไม่ได้มาในรูปของเหตุการณ์อะไรที่มันใหญ่โต
มันอาจมาในรูปแบบของข้อความสั้นๆ
เป็นชื่อของเราในกล่องข้อความ
เป็นโทรศัพท์หนึ่งสาย
เป็นคำที่ทักมาว่า “ว่างไหม”
หรือเป็นคนคนหนึ่งที่เดินเข้ามาบอกว่า
มีบางอย่างที่คุณควรจะรู้
เราไม่รู้หรอกว่าประโยคธรรมดาประโยคไหนจะกลายเป็นประโยคสุดท้าย
ไม่รู้ว่าการกอดครั้งไหนจะเป็นการกอดครั้งสุดท้าย
ไม่รู้ว่าการพบกันครั้งไหนจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย
และไม่รู้ด้วยว่า คนที่เราคิดว่ายังมีเวลาให้พบกันอีกตั้งมากมายนั้น แท้จริงแล้วเหลือเวลาอยู่แค่ไม่เท่าไร
ผมมองหนังสือในมือ
แล้วคิดว่า บางทีเหตุผลที่เรายังมีชีวิตอยู่ อาจไม่ใช่เพราะเราหาคำตอบนั้นพบแล้ว
แต่อาจเป็นเพราะเรายังมีบางอย่างที่ต้องอ่านต่อ
มีบางคนที่ต้องพบ
มีคำบางคำที่ยังไม่ได้พูด
มีบางเรื่องที่ยังไม่ได้ให้อภัยแก่กัน
มีสถานที่บางแห่งที่ยังไม่ได้ไป
และมีเช้าวันพรุ่งนี้ที่เรายังไม่รู้ว่าจะพาอะไรมาให้เราพบเจอ
ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้
เก็บหนังสือใส่กระเป๋า
ก่อนเดินออกจากศาลา ผมหันกลับไปมองชมพู่เป็นครั้งสุดท้าย
ผมไม่ได้พูดอะไร
เพราะสิ่งที่อยากพูดนั้น ผมพูดไปหมดแล้ว
หรือบางทีอาจไม่ได้พูดเลยก็ได้
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็รู้สึกว่าไม่เป็นไร
บางความสัมพันธ์ไม่ได้ต้องการบทสรุปที่สมบูรณ์
บางคนไม่ได้จากไปพร้อมคำตอบ
และบางคำพูด แม้ไม่ได้พูดออกมา ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่เคยมีอยู่
ผมเดินออกมาจากศาลา
แดดข้างนอกยังสว่าง
ผู้คนยังเดินไปมา
รถรายังคงวิ่งอยู่เหมือนทุกๆวัน
ร้านขายอาหารยังเปิดขายอยู่
เด็กคนหนึ่งกำลังหัวเราะอยู่ข้างถนน
ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป
เหมือนกับว่ามันไม่รู้เลยว่า เมื่อครู่ผมเพิ่งบอกลาใครบางคน
หรือบางทีชีวิตอาจรู้
เพียงแต่มันไม่เคยมีหน้าที่หยุดเดินแทนเรา
ผมเดินต่อไป
พร้อมหนังสือเล่มเดิมในกระเป๋า
หนังสือที่ผมเคยตั้งใจจะอ่านให้คนคนหนึ่งฟัง
แต่สุดท้ายกลับได้อ่านให้เธอฟังในวันที่เธอไม่สามารถตอบอะไรผมได้อีกแล้ว
และนั่นทำให้ผมคิดว่า
บางทีเหตุผลที่เรายังมีชีวิตอยู่
อาจไม่ใช่เพื่อค้นหาว่า
ชีวิตมีคำตอบอะไรให้แก่ตัวเรา
แต่อาจเป็นเพียงเพราะ
เรายังอ่านไม่ถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้
ก็แค่นั้นเอง