สืบหลอน

กระทู้สนทนา
สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมลองเขียนเล่าประสบการณ์จากการทำงานสืบสวน และผมขอตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า

“สืบ…จนหลอน” อ่านเพื่อความบรรเทิงเท่านั้น

ก่อนจะเข้าเรื่อง ขอแนะนำตัวละครกันก่อน

ผมขอใช้ชื่อว่า “บ่น” และสมาชิกในทีมของผมประกอบด้วย
ภูมิ, เต, นิ่ม, มืด, มด, แฟ และแม้ว
ชื่อทั้งหมดเป็นนามสมมุติ

พวกเราทั้ง 8 คนทำงานในฐานะ นักสืบเอกชน อยู่ในทีมเดียวกัน โดยผมทำหน้าที่เป็น หัวหน้าทีมสืบ คอยวางแผน ควบคุม และตัดสินใจเกี่ยวกับการทำงาน ส่วนแต่ละคนก็มีหน้าที่ ความถนัด และประสบการณ์แตกต่างกันออกไป

และเรื่องทั้งหมดก็เริ่มขึ้นจากสิ่งที่หลายคนเรียกว่า…

“ความบังเอิญ”


จุดเริ่มต้นของเรื่อง

บางครั้ง สิ่งที่เราเจอโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องที่เราไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น

วันนั้นผมกับทีมกำลังออกภาคสนาม ทำงานใน อีกเคสหนึ่ง ตามปกติ

เราไม่ได้กำลังตามหาคนที่กำลังจะเล่าต่อจากนี้เลย

ไม่ได้เฝ้าเขา

ไม่ได้มีข้อมูลว่าเขาอยู่แถวนั้น

และที่สำคัญ…

เราเลิกตามหาเขาไปนานแล้ว

แต่ระหว่างที่กำลังทำงานหลักอยู่นั้น ผมกลับเห็นคนคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ

แวบแรกผมยังไม่แน่ใจ

แต่พอมองดี ๆ แล้ว…

ผมจำเขาได้

ต่อจากนี้ผมขอเรียกชายคนนี้ว่า

“กร”

ต้องย้อนกลับไปหลายปีก่อน

กรเคยเป็น เป้าหมายในคดี

ในตอนนั้นเราสืบและติดตามเขาอยู่นาน จนสามารถขยายผลไปพบสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย และมีการดำเนินคดีเกิดขึ้น

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไปหลายปี พวกเรายังเคยกลับมาตรวจสอบกรอีกเป็นระยะ

เหตุผลง่าย ๆ คือ

เราอยากรู้ว่า…

เขาเลิกแล้วจริง ๆ หรือยัง?

หรือแค่หยุดไปช่วงหนึ่ง แล้วกลับมาทำเหมือนเดิมในภายหลัง

ทีมเคยกลับไปตรวจสอบบ้านพักหลังเก่าของกร

แต่เมื่อไปถึง กลับพบว่าบ้านหลังนั้นถูกทิ้งร้างไปแล้ว

ไม่มีความเคลื่อนไหว

ไม่มีข้อมูลใหม่

และไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ากรย้ายไปอยู่ที่ไหน

เมื่อทำต่อไปแล้วไม่มีอะไรให้ตาม

เราจึงค่อย ๆ หยุดค้นหา

เรื่องของกรก็เงียบหายไปจากงานของพวกเรา

จนผมแทบจะลืมเคสนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ



แต่วันนั้น…

หลายปีให้หลัง

ในขณะที่พวกเรากำลังทำงานอีกเคสหนึ่งอยู่

กรกลับมาอยู่ในสายตาของพวกเราอีกครั้ง

ไม่มีใครนัด

ไม่มีข้อมูลแจ้งเตือน

ไม่มีใครบอกว่าเขาอยู่ตรงนั้น

มันเป็นการเจอกันแบบ…

บังเอิญจริง ๆ

────────

ทันทีที่ผมจำกรได้ ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวคือ

“มันยังทำของอยู่หรือเปล่าวะ?”

เพราะนี่คือคนที่เมื่อหลายปีก่อน เราเคยติดตามจนเจอแหล่งที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าละเมิดมาแล้ว

แต่วันนี้เราไม่ได้เตรียมทีมมาเพื่อเขา

ภารกิจหลักที่กำลังทำอยู่ก็ยังต้องเดินต่อ

วันนั้นภาคสนามของเรามีอยู่ทั้งหมด 3 คน

ผมจึงตัดสินใจให้นิ่มแยกออกไปเพียงคนเดียว

“นิ่ม ลองตามไอกรไปก่อน”

ส่วนผมกับอีกคนยังคงทำภารกิจหลักต่อ

────────

วันนั้นกรขี่รถจักรยานยนต์มากับครอบครัว

มีภรรยาและลูกเล็กอายุประมาณ 3-4 ขวบ มาด้วย

นิ่มจึงเริ่มติดตามกรเพียงลำพัง

แต่ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้เตรียมตัวมาทำงานนี้โดยเฉพาะ ทั้งคน รถ และแผนการติดตาม ทุกอย่างเกิดขึ้นเฉพาะหน้า

สุดท้าย…

นิ่มตามกรหลุด

เราไม่รู้ว่าเขาไปไหนต่อ

ยังไม่รู้ว่าบ้านพักของเขาอยู่หลังไหน

แต่การตามครั้งนั้นไม่ได้เสียเปล่า

เพราะนิ่มได้ข้อมูลสำคัญกลับมาอย่างหนึ่ง

นั่นคือ…

ซอยที่กรขี่รถเข้าไป

อย่างน้อย หลังจากกรหายไปจากสายตาพวกเราหลายปี

ตอนนี้เรามีจุดให้เริ่มต้นตามหาเขาอีกครั้งแล้ว


ผมจึงเก็บข้อมูลของซอยนั้นเอาไว้

ช่วงนั้นเป็นช่วงประมาณเดือนสิงหาคม พอดีกับที่งานของทีมไม่แน่นมากนัก

ถ้าวันไหนงานหลักไม่เยอะ ผมก็จะให้เด็ก ๆ แวะไปดูบริเวณซอยที่เคยพบกร

ไม่ได้เฝ้าทุกวัน

บางวันก็ไปนั่งกินข้าว

บางวันก็ขับรถผ่าน

บางวันก็นั่งอยู่บริเวณนั้นสองสามชั่วโมง

เราทำแบบนี้อยู่ประมาณ 2-3 เดือน แบบไม่ต่อเนื่อง

จนวันหนึ่ง…

กรปรากฏตัวอีกครั้ง

พร้อมกับรถจักรยานยนต์คันเดิม

รถรุ่นเก่า สีเขียว

ครั้งนี้เราเตรียมพร้อมกว่าเดิม

ทีมจึงเริ่มติดตาม

และสุดท้าย…

เราก็รู้ว่า

บ้านพักปัจจุบันของกรอยู่ที่ไหน


บ้านของกร

บ้านของกรเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น อายุบ้านน่าจะประมาณ 20 ปี ตั้งอยู่ในซอยค่อนข้างลึก จากปากซอยเข้าไปกว่าหนึ่งกิโลเมตร

ตัวซอยค่อนข้างแคบ แต่ไม่ได้เป็นซอยตัน เพราะเมื่อขับเข้าไปจนสุดทาง สามารถทะลุออกไปยังถนนใหญ่อีกด้านหนึ่งได้

บ้านของกรอยู่ค่อนข้างลึก เกือบถึงช่วงท้ายของซอย

ตัวบ้านมีพื้นที่ประมาณ 50 ตารางวา มีรั้วรอบขอบชิด และปิดบังสายตาจากภายนอกค่อนข้างมาก

รอบบ้านขึงสแลนสีดำเอาไว้แทบทั้งหมด

ตอนที่เห็นครั้งแรก ผมยังคิดเล่น ๆ ว่า

“ปิดขนาดนี้ ถ้าบอกว่าไม่ได้ทำอะไรแปลก ๆ ก็คงเชื่อยากหน่อย”

แต่แน่นอนว่า ในงานสืบ เราใช้ความรู้สึกมาตัดสินไม่ได้



ตอนที่ 1 : เช่าห้องเพื่อเฝ้าบ้าน

ปัญหาของพื้นที่นี้คือ

ซอยแคบมาก

บ้านกรอยู่ค่อนข้างลึก

ถ้าเอารถเข้าไปจอดเฝ้า หรือมีคนแปลกหน้าเดินเข้าออกบ่อย ๆ รับรองว่าไม่นานก็ถูกจับได้แน่นอน

สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปว่า

เราต้องปลอมตัวเข้าไปอยู่ในซอยนั้น

ทีมเริ่มสำรวจพื้นที่โดยรอบ เพื่อหาบ้านหรือห้องเช่าที่สามารถใช้เป็นจุดเฝ้าสังเกตการณ์ได้

จนเราเจออพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง สูง 5 ชั้น

ตัวตึกตั้งอยู่เกือบสุดซอย

ถ้ามองจากถนนเข้าไป ตัวอาคารจะอยู่ทางซ้ายมือ

ด้านขวาของตึกเป็นพื้นที่จอดรถขนาดไม่ใหญ่มาก น่าจะจอดรถยนต์ได้ประมาณ 3-4 คัน

จากตำแหน่งของตัวอาคาร เราประเมินว่า ถ้าได้ห้องบนชั้นสูง ๆ และอยู่ในมุมที่เหมาะสม น่าจะสามารถใช้กล้องส่องทางไกลมองไปยังบริเวณบ้านกรได้

ผมจึงให้นิ่มกับมดเข้าไปติดต่อเจ้าของตึก

แต่ในวันที่ทั้งสองคนเข้าไปติดต่อและสำรวจตึกครั้งแรกนั้น

ยังไม่ได้ขึ้นไปดูห้อง

เป็นเพียงการเข้าไปสอบถามเรื่องห้องว่าง ค่าเช่า และพูดคุยกับเจ้าของตึกเท่านั้น

เจ้าของแจ้งว่ามีห้องอยู่บนชั้น 5 ซึ่งเป็นห้องหัวมุม ตำแหน่งที่เราคิดว่าน่าจะเหมาะกับการทำงาน

และมีอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าของบอกไว้ด้วยว่า

จริง ๆ แล้ว ชั้น 5 ไม่ได้เปิดให้คนเช่ามานานแล้ว

แต่เรื่องที่น่าแปลกก็คือ…

เจ้าของตึกเป็น อาจารย์เก่าที่เคยสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่นิ่มเรียนจบมา

พอได้คุยกันและรู้ว่านิ่มเป็นลูกศิษย์เก่า อาจารย์จึงยอมให้เช่าห้องบนชั้น 5 เป็นกรณีพิเศษ

ตอนนั้นพวกเราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

แต่ถ้ามองย้อนกลับไป…

นี่ก็คงเป็น “ความบังเอิญ” อีกเรื่องหนึ่ง

เพราะถ้าเจ้าของตึกไม่ใช่อาจารย์เก่าของนิ่ม

หรือถ้าวันนั้นอาจารย์ไม่ยอมเปิดชั้น 5 ให้เช่า

พวกเราก็คงไม่ได้ห้องนั้น

และเรื่องหลังจากนี้…

ก็คงไม่เกิดขึ้น

พอก่อนนนนครับ ค่อยมาต่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่