“น้ำท่วมใหญ่” กับ “ความ (ไม่) เชื่อมั่น”




หากประเมินจากอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนหลากหลายอาชีพ ที่มีสถานะทางสังคม-เศรษฐกิจแตกต่างกัน สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร และอีกหลายจังหวัดของประเทศ นั้นก่อผลกระทบในวงกว้างต่อที่อยู่อาศัย การคมนาคมขนส่ง การทำงาน ตลอดจนการเดินทางระหว่างประเทศของพวกเขา โดยมิอาจปฏิเสธ

พูดอีกแบบได้ว่า นี่เป็น “ภัยน้ำท่วมใหญ่” ที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนอย่างไพศาล

กระทั่งสื่อมวลชนที่เสียงดังที่สุดคนหนึ่งของประเทศ คือ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ก็ยังยืนยันต่อหน้าสาธารณชน ที่จะเรียกสถานการณ์ปัจจุบัน ว่า “มหาอุทกภัย”

แม้ ณ ขณะนี้ เราอาจยังประเมินผลเสียหายจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ระลอกล่าสุดเป็นตัวเลขเชิงรูปธรรมได้ไม่กระจ่างชัด ละเอียด ครอบคลุม

ทว่า ในแง่อารมณ์ความรู้สึก คงต้องบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่กำลังมีความรู้สึก “ไม่เชื่อมั่น” เป็นอย่างสูง

(หนึ่ง) พวกเขารู้สึกไม่เชื่อมั่นใน “รัฐไทย” เพราะกลายเป็นว่าระหว่างหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่พยากรณ์อากาศ และเตือนภัย-ป้องกันสาธารณภัยให้แก่ประชาชน กับอินฟลูเอนเซอร์ทางโซเชียลมีเดีย ที่เคยโพสต์อะไรถูกบ้างผิดบ้าง

การเลือกเชื่อและฟังข้อมูลของอินฟลูฯ กลับทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากอุทกภัยหนนี้ ได้มากกว่าการรอฟังคำเตือนของภาครัฐ

(สอง) ต้องยอมรับว่ารัฐไทย ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลกลาง และองคาพยพต่าง ๆ ของรัฐราชการ มีอาการคล้ายเมาหมัด จับต้นชนปลายไม่ถูก ในช่วงแรก ๆ ที่มีฝนตกตลอดทั้งวันทั้งคืน

จนทำให้ทุกภาคส่วนรับมือกับปัญหาได้ไม่ดีพอ และเหมือนยัง “ถอดบทเรียน” ไว้ไม่มากพอ ทั้ง ๆ ที่ปัญหาอุทกภัยใหญ่นั้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในตลอดหลายปีหลัง

พูดอีกแบบ คือ จนถึงบัดนี้ รัฐไทยเสมือนยังไม่มีองค์ความรู้ แผนงานรวม และแนวทางการรับมือปัญหาเฉพาะหน้า ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการเผชิญหน้ากับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (โลกร้อน, โลกรวน) ซึ่งเป็นวิกฤตใหญ่ของโลกยุคปัจจุบัน

(สาม) ส่งผลให้ในช่วงแรกที่ “มหาอุทกภัย” เริ่มก่อตัวขึ้น และนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ประเทศไทยก็กลับกลายเป็นรัฐที่ขาดแคลน “ผู้นำยามวิกฤต” ทั้งที่เรายังมีรองนายกฯ และรัฐมนตรีอยู่ในประเทศอีกหลายคน

กว่านายกฯ จะเดินทางกลับไทย แล้วเริ่มตั้งหลักลงไปเดินลุยน้ำ ไปพบเจอผู้ประสบภัยด้วยตัวเอง ทุกอย่างก็เหมือนจะสายเกินการณ์ไปพอสมควร และหน้าที่หลักของผู้นำประเทศก็ยังทำได้แค่รับฟังความทุกข์ร้อนของประชาชนเป็นหลักเท่านั้น

(สี่) ทุกคนต่างทราบดีว่า เศรษฐกิจไทยนั้นมีสภาวะเซื่องซึมมาอย่างยาวนาน และยังกระตุ้นไม่ขึ้น ยังหาจุดเปลี่ยนชัด ๆ ใหญ่ ๆ ไม่เจอ (นอกจากการอัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าประชาชนคนละนิดละหน่อย)

น้ำท่วมใหญ่รอบนี้ ซึ่งมีผลกระทบถึงหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทั้งเมืองหลวงและศูนย์กลางของประเทศแทบทุกด้าน มิหนำซ้ำ ยังสร้างผลสะเทือนทั้งต่อผู้คนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำในธุรกิจภาคบริการด้านต่าง ๆ ตลอดจนคนมีเงินในบ้านมีรั้ว แล้วลามไปถึงคุณภาพการให้บริการของสายการบินแห่งชาติ จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดต่ำลงไปอีก

เงินที่มีให้ใช้ไม่มากนัก ต้องถูกนำไปใช้เพื่อการฟื้นฟู ซ่อมแซม เยียวยาหลังน้ำท่วม มากกว่าจะนำไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

น่าเสียดายและน่าแปลกใจ ที่ประเทศไทยต้องประสบกับสภาพการณ์ย่ำแย่เช่นนี้ ในบริบทที่รัฐไทยเองนั้นเข้มแข็งมีเสถียรภาพเป็นอย่างสูง แต่กลับไม่ค่อยมีศักยภาพในการทำให้ประชาชนและภาคเอกชนมีความแข็งแรงตามรัฐ และไร้ประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ จนไม่อาจนำพาประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้

“น้ำท่วมใหญ่” กับ “ความ (ไม่) เชื่อมั่น”
https://www.prachachat.net/columns/news-2073548

https://www.facebook.com/share/1Y3CBJZU2S/







ปรากฏการณ์ "เรนบอมบ์" หรือฝนตกหนักรุนแรงฉับพลันในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล เริ่มคลี่คลายลงแล้ว แต่ประชาชน ยังต้องเผชิญกับความเดือดร้อนหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังในระดับสูง

นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล"อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกฯและ รมว.มหาดไทย โดยเฉพาะประสิทธิภาพของระบบแจ้งเตือนและความช่วยเหลือที่ถูกมองว่าล่าช้าไม่ทันสถานการณ์  ทั้งที่เคยผ่านอุทกภัยเชียงราย น่าน สงขลา การบริหารจัดการน่าจะทําได้ดีกว่านี้

แม้ "ทรงศักดิ์ ทองศรี" รองนายกฯในฐานะกำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) มองว่าเป็นเหตุสุดวิสัยไม่สามารถควบคุมฝนหรือธรรมชาติได้ อีกทั้งสถานการณ์น้ำยังไม่ถึงระดับที่ต้องใช้คำว่า“มหาอุทกภัย” แต่ก็ยอมรับว่าภัยธรรมชาติบางครั้งอาจเกิดขึ้นเหนือความคาดหมายก็ตาม

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวกลับยิ่งสะท้อนคำถามสำคัญว่า ปัญหาอยู่ที่ “ธรรมชาติ” เพียงอย่างเดียว หรืออยู่ที่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวิกฤติของภาครัฐด้วย เพราะแม้ปริมาณน้ำครั้งนี้จะเกิดจากน้ำฝนเป็นหลัก และยังไม่มีมวลน้ำเหนือไหลลงมาสมทบเหมือนเหตุการณ์ปี 2554 แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเรือน รถยนต์ และทรัพย์สินของประชาชน กลับมีภาพไม่ต่างจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในอดีต

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การควบคุมฝน แต่คือการบริหารจัดการหลังจากมีสัญญาณเตือนแล้ว เพราะรัฐบาลมีทั้งหน่วยงาน ข้อมูล บุคลากร และทรัพยากรจำนวนมาก หากสามารถบูรณาการการทำงานตั้งแต่การพยากรณ์ การแจ้งเตือน การระบายน้ำ ไปจนถึงการช่วยเหลือประชาชนให้เป็นระบบและทันท่วงที ก็ย่อมมีโอกาสลดความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนได้มากกว่านี้

เริ่มกันที่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อยู่ในกำกับดูแล "ไชยชนก ชิดชอบ" ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดการข้อมูลและการเตือนภัยเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำและอุทกภัย

เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งเปิดตัวระบบ "One Map น้ำ"รวมคลังข้อมูลน้ำและภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลผลักดันกันมาต่อเนื่อง เนื่องจากปัญหาคลาสสิกของภาครัฐไทยคือการที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างเก็บข้อมูล ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย ซ้ำซ้อน ไม่ตรงกัน ซึ่งนำไปสู่ความล่าช้าในการตัดสินใจและแจ้งเตือนประชาชน

ยุคเริ่มต้นเกิดขึ้นสมัยพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีแนวคิดรวมศูนย์ข้อมูลเพื่อจัดการปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐานและการผลักดันระบบเตือนภัยเบื้องต้น

ต่อมาเป็นพรรคเพื่อไทย (ยุคนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) หลังมหาอุทกภัยปี 2554 มีความพยายามจัดตั้ง คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เพื่อวางระบบไอทีและแผนที่น้ำร่วมกัน แต่ต้องสะดุดลงจากปัญหาทางการเมือง

แต่ยุคที่ริเริ่มโครงสร้างการบูรณาการแบบ Single Command คือรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการจัดตั้ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในปี 2560 ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง ในการบูรณาการข้อมูลน้ำของประเทศในยุคนี้เน้นโมเดล "One Map ป่า/ที่ดิน" เป็นหลักเพื่อแก้แนวเขตทับซ้อน และเริ่มต้นวางรากฐานระบบสารสนเทศทรัพยากรน้ำร่วมกับ สสน. เพื่อสร้างภาพแผนที่น้ำเดียวกันในระดับลุ่มน้ำ

จนมาสู่ยุคความสำเร็จและเปิดใช้งานจริงในรัฐบาลภูมิใจไทยภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว. )และ กระทรวงดีอี ได้ทำการลงนามความร่วมมือ (MOU) เปิดตัวระบบ “One Map น้ำ” อย่างเป็นทางการ โดยรวมคลังข้อมูลน้ำและภัยพิบัติแห่งชาติไว้ที่จุดเดียวเพื่อปิดจุดอ่อนการแจ้งเตือนภัยที่ซ้ำซ้อน ผ่านการทำงานร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก

กรมอุตุนิยมวิทยา สนับสนุนข้อมูลตรวจวัด พยากรณ์อากาศ เรดาร์ และเป็นหน่วยงานหลักออกคำเตือนพายุและฝนตกหนักอย่างเป็นทางการ

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียม ภูมิสารสนเทศ ข้อมูลจุดความร้อน และ PM2.5

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ
(สสน.) สนับสนุนข้อมูลระดับน้ำ ปริมาณน้ำ สถานีโทรมาตร GNSS-PWV และพื้นที่เฝ้าระวังฝนล่วงหน้า 24 และ 48 ชั่วโมง เข้าสู่คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)  
พัฒนาระบบวิเคราะห์ แดชบอร์ด กำกับดูแลธรรมาภิบาลข้อมูล และประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ

เมื่อมีระบบและข้อมูลจำนวนมากอยู่ในมือ คำถามจึงย้อนกลับไปที่ “ประสิทธิภาพในการสื่อสาร” เพราะการแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาบางครั้งยังใช้ภาษาราชการที่ประชาชนเข้าใจได้ยาก

ขณะที่ข้อมูลจากเพจหรือแพลตฟอร์มเอกชนกลับถูกมองว่าสื่อสารได้รวดเร็วและเข้าใจง่ายกว่า จึงเกิดคำถามว่าระบบเตือนภัยของรัฐสามารถเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ให้กลายเป็น คำเตือนที่ประชาชนใช้ตัดสินใจได้จริงมากน้อยเพียงใด

จากเรื่องข้อมูลและการแจ้งเตือน อีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “การบริหารจัดการน้ำ” ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สทนช. โดยมี “ทรงศักดิ์” กำกับดูแล เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำ วางแนวทางการระบาย และพิจารณาว่ามวลน้ำจะไหลไปในทิศทางใด รวมถึงควรบริหารจัดการผ่านช่องทางใดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน

กระทรวงมหาดไทยต้องรับบทเป็นกลไกหลักในการรับมือภัยพิบัติในพื้นที่ โดยเฉพาะกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งมีทั้งงบประมาณ เครื่องมือ และแผนเผชิญเหตุสำหรับการแจ้งเตือนและอพยพประชาชน อีกทั้งมีข้อมูลความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่อยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับทำให้ถูกตั้งคำถามถึงบทบาทและความรวดเร็วในการเข้าช่วยเหลือ ขณะที่กองทัพทำหน้าที่เพียงกำลังสนับสนุน

อีกปัจจัยที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการรับมือ คือช่วงรอยต่อการปรับย้ายภายในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่อาจกระทบต่อการสั่งการและการปฏิบัติงานของฝ่ายประจำเกิด"เกียร์ว่าง"ประกอบกับเป็นช่วงสิ้นสุดปีงบประมาณและกำลังเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ ทำให้ประเด็นเรื่องการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะงบกลางสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉิน

ไม่เพียงรัฐบาลและหน่วยงานส่วนกลางเท่านั้น กรุงเทพมหานครเองก็ถูกตั้งคำถามเช่นกัน โดย “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเผชิญกับข้อสังเกตเรื่องการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีระดับน้ำในคลองที่อยู่ในระดับสูง จนเกิดคำถามว่าก่อนฝนจะตกหนัก ได้มีการพร่องน้ำเพื่อเตรียมพื้นที่รองรับมวลน้ำใหม่ รวมถึงการขุดลอกคูคลองและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่

ประเด็นนี้สอดคล้องกับความเห็นของ “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ที่ตั้งคำถามถึงการเตรียมความพร้อมของ กทม. โดยระบุว่า

“ทำไมไม่เร่งพร่องน้ำคลองให้ต่ำที่สุด ทั้งที่รู้ว่าฝนกำลังมา สุดท้ายแป๊บเดียวคลองทะลักแล้วเพิ่งแห่สูบกันทีหลัง ยังไงก็ไม่รอด นี่คือความผิดพลาดที่ทำให้คนกรุงเทพฯ จมน้ำฉับพลัน ขอให้ทุกคนปลอดภัย”

ท้ายที่สุด เหตุการณ์ “เรนบอมบ์” ครั้งนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความรุนแรงของฝน แต่เปิดให้เห็นช่องว่างของการบริหารจัดการในหลายระดับ ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ การสื่อสารเตือนภัย การบริหารจัดการน้ำ ไปจนถึงการสั่งการและการเข้าช่วยเหลือประชาชน

โดยเฉพาะรัฐบาล “อนุทิน” และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องรับผิดชอบกลไกหลักในการบริหารวิกฤติ ขณะเดียวกัน กทม.ก็ต้องตอบคำถามในส่วนของการเตรียมระบบระบายน้ำในพื้นที่ เมื่อทุกหน่วยงานมีทั้งข้อมูล เครื่องมือ และทรัพยากรอยู่ในมือ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจึงไม่ใช่การควบคุมธรรมชาติ แต่คือการทำให้รัฐสามารถ เห็นภัยก่อน เตือนให้ทัน และรับมือให้เร็ว เพื่อลดความเสียหายไม่ให้เกิดซ้ำในครั้งต่อไป

https://www.facebook.com/share/p/1F9tLMCJrL/

#น้ำท่วม #ฝนตก #ภูมิใจไทย #เนชั่นสุดสัปดาห์ #อนุทิน #การเมือง #ข่าวล่าสุด
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่