สวัสดีค่ะ วันนี้เรารู้สึกอึดอัดมาก เลยอยากมาเล่าเรื่องและขอคำปรึกษาจากทุกคนค่ะ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าครอบครัวเราทำธุรกิจส่วนตัว และเราเป็นลูกคนเดียวค่ะ เราไม่เคยเกเร ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ดื่ม ชอบอยู่บ้านมาก เรียกตัวเองว่าเป็น Introvert ก็ได้ค่ะ
จริง ๆ แล้วตอนเด็กเรามีความฝันว่าอยากเรียนสถาปัตย์ เพราะเราชอบออกแบบและอยากทำงานด้านนี้ เราเคยบอกครอบครัว แต่ครอบครัวไม่เห็นด้วย เพราะกลัวว่าจะหางานยากและมีเหตุผลอื่น ๆ เขาอยากให้เราเรียนครู เราก็เรียนให้ค่ะ เพราะตอนนั้นคิดว่า ถ้าครอบครัวอยากให้เรียนอะไร เราก็ทำให้ได้
แต่สุดท้ายเราเรียนไม่จบ มีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นจนต้องย้ายมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเดิมอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 800-900 กิโลเมตร เรียกว่าคนละภาคเลยค่ะ เลยย้ายกลับมาเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านแทน
พอใกล้จะจบปริญญาตรี ครอบครัวก็พูดต่อเลยว่าอยากให้เรียนปริญญาโท เราก็เรียนให้ค่ะ
ในมุมของเรา เราแค่อยากให้ครอบครัวสบายใจ อยากทำอะไรให้เขาภูมิใจ และเราก็อยู่ในกรอบมาตลอด
ปีนี้เราเพิ่งเรียนจบปริญญาโทและรับปริญญาไปค่ะ ครอบครัวภูมิใจในตัวเรามาก เราเองก็ดีใจมากเหมือนกันที่อายุ 25 ปี สามารถเรียนจบปริญญาโทได้
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมาตลอดไม่ได้มีแค่เรื่องเรียนค่ะ
ตอนเรียนปริญญาตรี เราเคยมีแฟนคนหนึ่ง อายุห่างจากเรา 3 ปี เขาเพิ่งรับราชการ และเป็นแฟนคนแรกที่เราเคยพาไปเปิดตัวกับครอบครัว
วันนั้นเราไปกินข้าวด้วยกัน พูดคุยกันตามปกติ แต่พอกลับถึงบ้าน ครอบครัวก็บอกทันทีว่าไม่โอเคกับคนนี้
เขาบอกว่าแฟนเราดูแลลูกไม่ได้ ศีลไม่เสมอกัน ไลฟ์สไตล์ต่างกัน รวมถึงเปรียบเทียบเรื่องการใช้เงินว่าเรากับแฟนใช้เงินวันละเท่าไร
ตอนนั้นเราเสียใจมาก ร้องไห้เป็นเดือน ๆ เพราะรู้สึกเหมือนอยู่ตรงกลางระหว่างครอบครัวกับคนที่เรารัก สุดท้ายเราก็เป็นฝ่ายเลิกกับแฟนค่ะ
หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี เรามีแฟนใหม่ เป็นรุ่นน้องที่เรียนมัธยมด้วยกัน
เราชอบเขาเพราะถึงจะอายุน้อยกว่า แต่เขาขยัน มุ่งมั่น และพัฒนาตัวเองตลอด เรารู้สึกว่าคนนี้น่าจะเป็นคนที่ใช่ เราคุยเรื่องอนาคตและวางแผนชีวิตด้วยกัน เป้าหมายหลายอย่างตรงกัน
วันหนึ่งเป็นวันเกิดเรา เราพาเขาไปเปิดตัวกับครอบครัว แฟนเมา ส่วนเราก็เมาเหมือนกัน เลยขึ้นไปนอนก่อน พ่อเราก็ดูแลแฟนเรา พาไปนอนห้องรับแขกอย่างดี
ตอนนั้นเรารู้สึกสบายใจมาก เพราะคิดว่าครั้งนี้ครอบครัวน่าจะโอเคกับคนที่เรารักแล้ว
หลังจากนั้นเวลาไปกินข้าวหรือไปเที่ยว เราก็พาแฟนไปด้วยตลอด
จนวันหนึ่งแฟนเอารถของเราไปใช้เพื่อไปออกงาน โดยที่ครอบครัวไม่รู้ พอครอบครัวรู้ก็โกรธและต่อว่าเราว่า ทำไมถึงให้เอารถไป ทำไมไม่ใช้รถของตัวเอง และมองว่าแฟนเราสร้างภาพหรือพยายามทำให้ตัวเองดูดี
สุดท้ายแฟนเรามาขอโทษครอบครัวถึงที่บ้าน เรื่องก็จบลง แต่หลังจากนั้นเราก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยกับความรักมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนในที่สุดเราไม่อินกับความรักอีกเลย และโสดอยู่ประมาณ 1 ปี
หลังจากนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาคุยกับเรา เขาอายุมากกว่าเราประมาณ 5 ปี และเคยเป็นลูกค้าของธุรกิจที่บ้าน
ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไร เพราะเราเหนื่อยกับเรื่องความรักแล้ว คุยด้วยในฐานะลูกค้าเท่านั้น แต่เขาพยายามเข้าหาเรามาหลายเดือน ซื้อขนมซื้อของกินมาให้ทั้งเราและพนักงาน ไปเที่ยวก็มีของฝากมาให้ตลอด
เรารู้สึกได้ถึงความพยายาม เลยค่อย ๆ เปิดใจและตัดสินใจคบกัน
ที่สำคัญคือคนนี้ครอบครัวเราเป็นฝ่ายสนับสนุนมาก เพราะมองว่าเรื่องหน้าตา ฐานะทางสังคม และการงานเหมาะสมกับเรา
แต่พอไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน เรากลับได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเขา
เขาเป็นคนชอบดื่ม ชอบเที่ยวกลางคืน และติดเพื่อนมาก เราไปเที่ยวกันประมาณ 15 วัน แต่เขาออกเที่ยวกลางคืนเกือบทุกคืน
เวลาไปซื้อของ เราเป็นคนถือของเกือบทั้งหมด จนเพื่อนของเขาและไกด์ที่จ้างส่วนตัวยังต้องมาช่วยถือให้
เราป่วย ปวดหัว ไอหนัก และไม่ไหวแล้ว จึงกลับโรงแรมมากับไกด์ก่อน แต่เขายังออกไปเที่ยวกลางคืนต่อ และกลับมาเกือบเช้าในสภาพเมามาก
คืนนั้นเราเห็นข้อความในโทรศัพท์ของเขาที่คุยกับผู้หญิงหลายคน และมีข้อความในลักษณะที่ชวนให้ผู้หญิงมาเที่ยวประเทศไทยแล้วจะดูแลให้
เราถ่ายเก็บไว้และร้องไห้ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร
พอถาม เขาบอกว่าเพื่อนยืมโทรศัพท์ไปคุย เรารู้สึกว่าไม่ใช่ แต่ก็ยังถาม เพราะอยากได้คำตอบจากเขา
สุดท้ายทะเลาะกันหนักและเลิกกันค่ะ
พอกลับประเทศไทย เราต้องเข้าโรงพยาบาลและนอนโรงพยาบาลประมาณ 2 สัปดาห์ ผลตรวจพบว่าปอดติดเชื้อ
เขามาหาเราประมาณ 2 ครั้ง และส่งกระเช้าผลไม้มาเยี่ยม ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายกันไป
ตั้งแต่นั้นมาจนถึงตอนนี้ เราไม่มีความรักอีกเลย และกำลังจะครบ 2 ปีแล้วค่ะ
ตอนนี้เราไม่ได้รู้สึกว่าอยากมีความรักด้วยซ้ำ คิดว่าถ้าอยู่คนเดียวไปเลยก็คงไม่เป็นไร
สิ่งที่ทำให้เราอึดอัดในตอนนี้กลับเป็นเรื่อง “งาน” ค่ะ
หลังจากรับปริญญาโทได้ประมาณ 1 เดือน เราเริ่มอยากหางานจริงจัง เพราะเราอยากเรียนรู้การทำงานจริง อยากรู้ว่าการทำงานในองค์กรเป็นอย่างไร ไม่ใช่ทำงานอยู่แต่กับธุรกิจของครอบครัว
แต่การหางานยากมาก เพราะเราไม่มีประสบการณ์ทำงานจริง หลังจากจบปริญญาตรีก็ต่อปริญญาโทเลย
เราสมัครไปประมาณ 20-30 บริษัท แต่ไม่มีใครติดต่อกลับมาเลย จนวันหนึ่งเราเจองานบริษัทหนึ่งในจังหวัดเดียวกับบ้าน แต่คนละอำเภอ และค่อนข้างออกไปทางธรรมชาติ
เราสมัครและไปสัมภาษณ์ ปรากฏว่าผ่านค่ะ
เรากลับมาบอกครอบครัว แต่ครอบครัวก็เริ่มบ่นว่า
“เป็นผู้หญิงจะไปอยู่ในป่าในเขาทำไม”
“ทำไมไม่หางานในเมือง”
“ทำไมไม่ไปกรุงเทพฯ อนาคตน่าจะไปได้ไกลกว่า”
เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ ตอนสมัครเราก็บอกแล้วนะว่าที่ทำงานอยู่ตรงไหน
สุดท้ายเราก็คิดว่าไม่เป็นไร งั้นหาใหม่
แต่บริษัทอีกแห่งติดต่อมานัดสัมภาษณ์ในวันเดียวกับที่เรารู้ผลจากที่แรกพอดี
เราไปสัมภาษณ์ช่วงบ่าย และเย็นวันนั้นก็ได้รับแจ้งว่าผ่านค่ะ
เราดีใจมาก เพราะรู้สึกว่าบริษัทนี้มองเห็นศักยภาพของเราและให้โอกาสเรา ทั้งที่เราเพิ่งจบใหม่และไม่มีประสบการณ์ทำงานองค์กร
เราจึงเริ่มหาที่พัก ดูห้อง มัดจำ และเตรียมตัวสำหรับการเริ่มงาน
แต่ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีข่าวเรื่องน้ำท่วมหลายจังหวัด รวมถึงบริเวณที่เราจะไปทำงาน
คราวนี้ครอบครัวกลับไม่ให้เราไปอีกค่ะ
เหตุผลมีทั้งเรื่องค่าครองชีพ เงินเดือนอาจไม่พอ อยู่ไกลบ้าน อยู่คนเดียว เป็นผู้หญิงอันตราย ข่าวลักทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงพูดประมาณว่า บ้านเราก็ไม่ได้ลำบาก จะออกไปทำงานเป็นลูกน้องคนอื่นทำไม
ตอนนี้กลายเป็นว่าคนในบ้านไม่ค่อยพูดกับเราเลยค่ะ
เรารู้สึกเฟลและอึดอัดมาก
เพราะพอมองย้อนกลับไป เรารู้สึกว่าเรื่องเรียน เรื่องความรัก และตอนนี้เรื่องงาน เราแทบไม่เคยได้ตัดสินใจด้วยตัวเองจริง ๆ เลย
ทุกครั้งเราเลือกทำตามที่ครอบครัวคิดว่าดี เพราะเรารักครอบครัวและอยากให้เขาสบายใจ
แต่ตอนนี้เราอายุ 25 แล้วค่ะ
เราเพิ่งเรียนจบปริญญาโท และเราอยากลองรับผิดชอบชีวิตตัวเองบ้าง
เราไม่ได้คิดว่าการออกไปทำงานจะต้องดีแน่นอน หรือเราจะไม่มีวันเจอปัญหา
ถ้าเราไปแล้วไม่โอเค เราก็พร้อมยอมรับผลของการตัดสินใจตัวเอง และกลับมาปรับชีวิตใหม่
แต่สิ่งที่เราอึดอัดที่สุดคือ เรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหุ่นยนต์
ครอบครัวบอกให้เรียนอะไร เราก็เรียน
บอกให้ทำอะไร เราก็ทำ
เรื่องความรักก็มีความคิดเห็นเข้ามาตลอด
พอวันนี้เราจะเริ่มทำงานเอง ก็ยังถูกบอกว่าไม่ควรไป
คนอื่นที่มองเข้ามาอาจคิดว่าเราโชคดีนะคะ
มีครอบครัวดูแล
ไม่ต้องลำบาก
มีธุรกิจที่บ้าน
เรียนจบปริญญาโทตั้งแต่อายุ 25
แต่ในมุมของเรา เรากลับรู้สึกอิจฉาคนที่มีโอกาสตัดสินใจชีวิตตัวเองมาก ๆ
เราไม่ได้อยากหนีครอบครัว ไม่ได้อยากตัดขาด หรือคิดว่าครอบครัวไม่รักเรา
เรารู้ว่าทุกอย่างที่เขาทำ ส่วนหนึ่งมาจากความเป็นห่วง
แต่เราอยากมีโอกาสลองใช้ชีวิตด้วยตัวเองสักครั้ง
ถ้าเป็นทุกคนในสถานการณ์นี้ จะทำอย่างไรคะ?
ควรตัดสินใจไปทำงานที่ผ่านและลองใช้ชีวิตเอง โดยยอมรับความเสี่ยงและผลที่ตามมา หรือควรเชื่อครอบครัวและหางานใหม่ที่ใกล้บ้านต่อไปดีคะ?
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะคะ
อายุ 25 เรียนจบปริญญาโท แต่รู้สึกเหมือนไม่เคยได้ตัดสินใจชีวิตตัวเองเลย ควรลองออกไปใช้ชีวิตเองไหมคะ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าครอบครัวเราทำธุรกิจส่วนตัว และเราเป็นลูกคนเดียวค่ะ เราไม่เคยเกเร ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ดื่ม ชอบอยู่บ้านมาก เรียกตัวเองว่าเป็น Introvert ก็ได้ค่ะ
จริง ๆ แล้วตอนเด็กเรามีความฝันว่าอยากเรียนสถาปัตย์ เพราะเราชอบออกแบบและอยากทำงานด้านนี้ เราเคยบอกครอบครัว แต่ครอบครัวไม่เห็นด้วย เพราะกลัวว่าจะหางานยากและมีเหตุผลอื่น ๆ เขาอยากให้เราเรียนครู เราก็เรียนให้ค่ะ เพราะตอนนั้นคิดว่า ถ้าครอบครัวอยากให้เรียนอะไร เราก็ทำให้ได้
แต่สุดท้ายเราเรียนไม่จบ มีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นจนต้องย้ายมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเดิมอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 800-900 กิโลเมตร เรียกว่าคนละภาคเลยค่ะ เลยย้ายกลับมาเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านแทน
พอใกล้จะจบปริญญาตรี ครอบครัวก็พูดต่อเลยว่าอยากให้เรียนปริญญาโท เราก็เรียนให้ค่ะ
ในมุมของเรา เราแค่อยากให้ครอบครัวสบายใจ อยากทำอะไรให้เขาภูมิใจ และเราก็อยู่ในกรอบมาตลอด
ปีนี้เราเพิ่งเรียนจบปริญญาโทและรับปริญญาไปค่ะ ครอบครัวภูมิใจในตัวเรามาก เราเองก็ดีใจมากเหมือนกันที่อายุ 25 ปี สามารถเรียนจบปริญญาโทได้
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมาตลอดไม่ได้มีแค่เรื่องเรียนค่ะ
ตอนเรียนปริญญาตรี เราเคยมีแฟนคนหนึ่ง อายุห่างจากเรา 3 ปี เขาเพิ่งรับราชการ และเป็นแฟนคนแรกที่เราเคยพาไปเปิดตัวกับครอบครัว
วันนั้นเราไปกินข้าวด้วยกัน พูดคุยกันตามปกติ แต่พอกลับถึงบ้าน ครอบครัวก็บอกทันทีว่าไม่โอเคกับคนนี้
เขาบอกว่าแฟนเราดูแลลูกไม่ได้ ศีลไม่เสมอกัน ไลฟ์สไตล์ต่างกัน รวมถึงเปรียบเทียบเรื่องการใช้เงินว่าเรากับแฟนใช้เงินวันละเท่าไร
ตอนนั้นเราเสียใจมาก ร้องไห้เป็นเดือน ๆ เพราะรู้สึกเหมือนอยู่ตรงกลางระหว่างครอบครัวกับคนที่เรารัก สุดท้ายเราก็เป็นฝ่ายเลิกกับแฟนค่ะ
หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี เรามีแฟนใหม่ เป็นรุ่นน้องที่เรียนมัธยมด้วยกัน
เราชอบเขาเพราะถึงจะอายุน้อยกว่า แต่เขาขยัน มุ่งมั่น และพัฒนาตัวเองตลอด เรารู้สึกว่าคนนี้น่าจะเป็นคนที่ใช่ เราคุยเรื่องอนาคตและวางแผนชีวิตด้วยกัน เป้าหมายหลายอย่างตรงกัน
วันหนึ่งเป็นวันเกิดเรา เราพาเขาไปเปิดตัวกับครอบครัว แฟนเมา ส่วนเราก็เมาเหมือนกัน เลยขึ้นไปนอนก่อน พ่อเราก็ดูแลแฟนเรา พาไปนอนห้องรับแขกอย่างดี
ตอนนั้นเรารู้สึกสบายใจมาก เพราะคิดว่าครั้งนี้ครอบครัวน่าจะโอเคกับคนที่เรารักแล้ว
หลังจากนั้นเวลาไปกินข้าวหรือไปเที่ยว เราก็พาแฟนไปด้วยตลอด
จนวันหนึ่งแฟนเอารถของเราไปใช้เพื่อไปออกงาน โดยที่ครอบครัวไม่รู้ พอครอบครัวรู้ก็โกรธและต่อว่าเราว่า ทำไมถึงให้เอารถไป ทำไมไม่ใช้รถของตัวเอง และมองว่าแฟนเราสร้างภาพหรือพยายามทำให้ตัวเองดูดี
สุดท้ายแฟนเรามาขอโทษครอบครัวถึงที่บ้าน เรื่องก็จบลง แต่หลังจากนั้นเราก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยกับความรักมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนในที่สุดเราไม่อินกับความรักอีกเลย และโสดอยู่ประมาณ 1 ปี
หลังจากนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาคุยกับเรา เขาอายุมากกว่าเราประมาณ 5 ปี และเคยเป็นลูกค้าของธุรกิจที่บ้าน
ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไร เพราะเราเหนื่อยกับเรื่องความรักแล้ว คุยด้วยในฐานะลูกค้าเท่านั้น แต่เขาพยายามเข้าหาเรามาหลายเดือน ซื้อขนมซื้อของกินมาให้ทั้งเราและพนักงาน ไปเที่ยวก็มีของฝากมาให้ตลอด
เรารู้สึกได้ถึงความพยายาม เลยค่อย ๆ เปิดใจและตัดสินใจคบกัน
ที่สำคัญคือคนนี้ครอบครัวเราเป็นฝ่ายสนับสนุนมาก เพราะมองว่าเรื่องหน้าตา ฐานะทางสังคม และการงานเหมาะสมกับเรา
แต่พอไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน เรากลับได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเขา
เขาเป็นคนชอบดื่ม ชอบเที่ยวกลางคืน และติดเพื่อนมาก เราไปเที่ยวกันประมาณ 15 วัน แต่เขาออกเที่ยวกลางคืนเกือบทุกคืน
เวลาไปซื้อของ เราเป็นคนถือของเกือบทั้งหมด จนเพื่อนของเขาและไกด์ที่จ้างส่วนตัวยังต้องมาช่วยถือให้
เราป่วย ปวดหัว ไอหนัก และไม่ไหวแล้ว จึงกลับโรงแรมมากับไกด์ก่อน แต่เขายังออกไปเที่ยวกลางคืนต่อ และกลับมาเกือบเช้าในสภาพเมามาก
คืนนั้นเราเห็นข้อความในโทรศัพท์ของเขาที่คุยกับผู้หญิงหลายคน และมีข้อความในลักษณะที่ชวนให้ผู้หญิงมาเที่ยวประเทศไทยแล้วจะดูแลให้
เราถ่ายเก็บไว้และร้องไห้ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร
พอถาม เขาบอกว่าเพื่อนยืมโทรศัพท์ไปคุย เรารู้สึกว่าไม่ใช่ แต่ก็ยังถาม เพราะอยากได้คำตอบจากเขา
สุดท้ายทะเลาะกันหนักและเลิกกันค่ะ
พอกลับประเทศไทย เราต้องเข้าโรงพยาบาลและนอนโรงพยาบาลประมาณ 2 สัปดาห์ ผลตรวจพบว่าปอดติดเชื้อ
เขามาหาเราประมาณ 2 ครั้ง และส่งกระเช้าผลไม้มาเยี่ยม ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายกันไป
ตั้งแต่นั้นมาจนถึงตอนนี้ เราไม่มีความรักอีกเลย และกำลังจะครบ 2 ปีแล้วค่ะ
ตอนนี้เราไม่ได้รู้สึกว่าอยากมีความรักด้วยซ้ำ คิดว่าถ้าอยู่คนเดียวไปเลยก็คงไม่เป็นไร
สิ่งที่ทำให้เราอึดอัดในตอนนี้กลับเป็นเรื่อง “งาน” ค่ะ
หลังจากรับปริญญาโทได้ประมาณ 1 เดือน เราเริ่มอยากหางานจริงจัง เพราะเราอยากเรียนรู้การทำงานจริง อยากรู้ว่าการทำงานในองค์กรเป็นอย่างไร ไม่ใช่ทำงานอยู่แต่กับธุรกิจของครอบครัว
แต่การหางานยากมาก เพราะเราไม่มีประสบการณ์ทำงานจริง หลังจากจบปริญญาตรีก็ต่อปริญญาโทเลย
เราสมัครไปประมาณ 20-30 บริษัท แต่ไม่มีใครติดต่อกลับมาเลย จนวันหนึ่งเราเจองานบริษัทหนึ่งในจังหวัดเดียวกับบ้าน แต่คนละอำเภอ และค่อนข้างออกไปทางธรรมชาติ
เราสมัครและไปสัมภาษณ์ ปรากฏว่าผ่านค่ะ
เรากลับมาบอกครอบครัว แต่ครอบครัวก็เริ่มบ่นว่า
“เป็นผู้หญิงจะไปอยู่ในป่าในเขาทำไม”
“ทำไมไม่หางานในเมือง”
“ทำไมไม่ไปกรุงเทพฯ อนาคตน่าจะไปได้ไกลกว่า”
เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ ตอนสมัครเราก็บอกแล้วนะว่าที่ทำงานอยู่ตรงไหน
สุดท้ายเราก็คิดว่าไม่เป็นไร งั้นหาใหม่
แต่บริษัทอีกแห่งติดต่อมานัดสัมภาษณ์ในวันเดียวกับที่เรารู้ผลจากที่แรกพอดี
เราไปสัมภาษณ์ช่วงบ่าย และเย็นวันนั้นก็ได้รับแจ้งว่าผ่านค่ะ
เราดีใจมาก เพราะรู้สึกว่าบริษัทนี้มองเห็นศักยภาพของเราและให้โอกาสเรา ทั้งที่เราเพิ่งจบใหม่และไม่มีประสบการณ์ทำงานองค์กร
เราจึงเริ่มหาที่พัก ดูห้อง มัดจำ และเตรียมตัวสำหรับการเริ่มงาน
แต่ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีข่าวเรื่องน้ำท่วมหลายจังหวัด รวมถึงบริเวณที่เราจะไปทำงาน
คราวนี้ครอบครัวกลับไม่ให้เราไปอีกค่ะ
เหตุผลมีทั้งเรื่องค่าครองชีพ เงินเดือนอาจไม่พอ อยู่ไกลบ้าน อยู่คนเดียว เป็นผู้หญิงอันตราย ข่าวลักทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงพูดประมาณว่า บ้านเราก็ไม่ได้ลำบาก จะออกไปทำงานเป็นลูกน้องคนอื่นทำไม
ตอนนี้กลายเป็นว่าคนในบ้านไม่ค่อยพูดกับเราเลยค่ะ
เรารู้สึกเฟลและอึดอัดมาก
เพราะพอมองย้อนกลับไป เรารู้สึกว่าเรื่องเรียน เรื่องความรัก และตอนนี้เรื่องงาน เราแทบไม่เคยได้ตัดสินใจด้วยตัวเองจริง ๆ เลย
ทุกครั้งเราเลือกทำตามที่ครอบครัวคิดว่าดี เพราะเรารักครอบครัวและอยากให้เขาสบายใจ
แต่ตอนนี้เราอายุ 25 แล้วค่ะ
เราเพิ่งเรียนจบปริญญาโท และเราอยากลองรับผิดชอบชีวิตตัวเองบ้าง
เราไม่ได้คิดว่าการออกไปทำงานจะต้องดีแน่นอน หรือเราจะไม่มีวันเจอปัญหา
ถ้าเราไปแล้วไม่โอเค เราก็พร้อมยอมรับผลของการตัดสินใจตัวเอง และกลับมาปรับชีวิตใหม่
แต่สิ่งที่เราอึดอัดที่สุดคือ เรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหุ่นยนต์
ครอบครัวบอกให้เรียนอะไร เราก็เรียน
บอกให้ทำอะไร เราก็ทำ
เรื่องความรักก็มีความคิดเห็นเข้ามาตลอด
พอวันนี้เราจะเริ่มทำงานเอง ก็ยังถูกบอกว่าไม่ควรไป
คนอื่นที่มองเข้ามาอาจคิดว่าเราโชคดีนะคะ
มีครอบครัวดูแล
ไม่ต้องลำบาก
มีธุรกิจที่บ้าน
เรียนจบปริญญาโทตั้งแต่อายุ 25
แต่ในมุมของเรา เรากลับรู้สึกอิจฉาคนที่มีโอกาสตัดสินใจชีวิตตัวเองมาก ๆ
เราไม่ได้อยากหนีครอบครัว ไม่ได้อยากตัดขาด หรือคิดว่าครอบครัวไม่รักเรา
เรารู้ว่าทุกอย่างที่เขาทำ ส่วนหนึ่งมาจากความเป็นห่วง
แต่เราอยากมีโอกาสลองใช้ชีวิตด้วยตัวเองสักครั้ง
ถ้าเป็นทุกคนในสถานการณ์นี้ จะทำอย่างไรคะ?
ควรตัดสินใจไปทำงานที่ผ่านและลองใช้ชีวิตเอง โดยยอมรับความเสี่ยงและผลที่ตามมา หรือควรเชื่อครอบครัวและหางานใหม่ที่ใกล้บ้านต่อไปดีคะ?
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะคะ