อีกมุมของ Jungfrau ที่นักท่องเที่ยวอาจไม่เคยรู้ จากพลังน้ำสู่ AI

ถ้าพูดถึง Jungfrau หรือ “Top of Europe” ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคงเป็นภูเขาหิมะ รถไฟสีแดง และสถานีรถไฟที่อยู่สูงที่สุดในยุโรป แต่พอได้ฟังเรื่องราวของ Jungfrau Railways มากขึ้น ถึงรู้ว่าข้างหลังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของสวิตเซอร์แลนด์แห่งนี้ มีรายละเอียดน่าสนใจอีกเยอะ โดยเฉพาะเรื่องความยั่งยืนที่เขาทำกันมานานกว่าที่คิด



ล่าสุดมีโอกาสได้ตามเรื่องราวจากงานที่ทาง Jungfrau Railways มาอัปเดตทิศทางการพัฒนาในอนาคต ซึ่งมีทั้งเรื่องการเดินทาง พลังงาน การจัดการขยะ ไปจนถึงการนำ AI มาช่วยวางแผนทริปให้นักท่องเที่ยว

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1912 รถไฟ Jungfrau สามารถพาผู้โดยสารขึ้นไปถึง Jungfraujoch – Top of Europe ที่ความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลได้เป็นครั้งแรก และกว่าร้อยปีต่อมา ระบบการเดินทางก็พัฒนาไปเรื่อย ๆ

หนึ่งในของใหม่ที่น่าสนใจคือ Eiger Express กระเช้าที่เชื่อม Grindelwald Terminal กับ Eigergletscher ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 15 นาที ตัวกระเช้าใช้เสารองรับเพียง 7 ต้นตลอดระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร เพื่อลดผลกระทบต่อภูมิทัศน์ ขณะที่โครงการต่าง ๆ ที่จะพัฒนาขึ้นในพื้นที่ต้องผ่านการหารือและรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนด้วย




อีกเรื่องที่เพิ่งรู้คือ Jungfrau Railways มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำของตัวเองมาตั้งแต่ช่วงปี 1912

ช่วงฤดูร้อน น้ำจากหิมะบนภูเขาที่ละลายจะถูกนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งนอกจากใช้กับรถไฟและกระเช้าแล้ว พลังงานส่วนเกินยังสามารถส่งกลับเข้าสู่ระบบได้ ปัจจุบันยังมีการพัฒนาโซลาร์ฟาร์มและระบบแบตเตอรี่สำหรับเก็บพลังงานเพิ่มเติมด้วย

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือรถไฟมีระบบ Braking Power Recuperation เวลารถไฟวิ่งลงเขา พลังงานจากการเบรกจะถูกเปลี่ยนกลับเป็นไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ โดยพลังงานที่ได้จากรถไฟขาลงประมาณ 3 เที่ยว สามารถนำกลับมาใช้กับรถไฟขาขึ้นได้ประมาณ 1 เที่ยว

เรื่องเล็ก ๆ อย่างอาหารก็ถูกนำมาคิดเหมือนกัน ร้านอาหารในพื้นที่จะตรวจสอบปริมาณอาหารเหลือ หากพบว่าเมนูไหนมีอาหารเหลือจากการรับประทานบ่อย ก็จะนำข้อมูลกลับไปปรับปริมาณต่อหนึ่งเสิร์ฟ เพื่อลด Food Waste ส่วนขยะประเภทอื่นก็มีการคัดแยกเพื่อนำกลับไปรีไซเคิล



ส่วนสิ่งที่น่าจะใกล้ตัวนักท่องเที่ยวมากขึ้นในอนาคตคือ AI

Jungfrau Railways กำลังทยอยพัฒนาบริการเข้าสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น และมีแนวคิดนำ AI มาช่วยแนะนำและวางแผนเส้นทางตามความสนใจของแต่ละคน เช่น คนที่ชอบกิจกรรมสนุก ๆ อาจเหมาะกับ Jungfrau First – Top of Adventure ส่วนสายเดินเขาก็สามารถแนะนำเส้นทางบริเวณ Eigergletscher และ Kleine Scheidegg ได้

ในอนาคตยังมีแผนเพิ่มร้านอาหารขนาดประมาณ 400 ที่นั่งบริเวณสถานี Eigergletscher เพื่อลดความแออัดด้านบน รวมถึงแผนโรงแรมประมาณ 200 ห้อง 400 เตียงที่ Interlaken Ost ในปี 2028

สำหรับคนไทย Jungfrau ถือว่าเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมไม่น้อย เพราะข้อมูลที่เปิดเผยในงานระบุว่า ปี 2025 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปยังพื้นที่ Jungfrau ราว 80,000 คน

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายประชาสัมพันธ์องค์กรและบูรณาการธุรกิจเพื่อความยั่งยืน “เคทีซี” (ซ้ายสุด) และ นางสาวเพ็ญ ติยะวรากุล ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การรถไฟยุงเฟรา (ถัดมา) เข้าร่วมรับฟังทิศทางและแนวคิดด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ Jungfrau Railways ด้วย


ฟังทั้งหมดแล้วสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเรากลับไม่ใช่แค่ว่า Jungfrau จะมีอะไรใหม่เพิ่มขึ้น แต่เป็นวิธีคิดว่า จะทำอย่างไรให้สถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปจำนวนมากทุกปี สามารถพัฒนาต่อไปได้ โดยธรรมชาติและชุมชนรอบ ๆ ยังอยู่ร่วมกับการท่องเที่ยวได้


ใครเคยไป Jungfrau หรือ Grindelwald มาแล้วบ้างครับ ส่วนตัวเพิ่งรู้เหมือนกันว่าเบื้องหลังรถไฟและกระเช้าที่เราใช้ขึ้นไปชมวิว มีระบบจัดการพลังงานแบบนี้อยู่ด้วย
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่