ในบรรดาสัทธรรมปฏิรูปคือปริยัตินั้น นอกจากจะมีการนำพุทธพจน์คำว่า
“สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา“ มางัดแย้งอริยมรรคมีองค์ ๘ ว่าไม่มีการปฏิบัติในศาสนานี้ โดยอ้างว่าการปฏิบัติคือการเอาตัวตนและความอยากไปทำ แล้วนั้น
จขกท.ก็เห็นว่ายังมีการนำ
“ปฏิจจสมุปบาท“ มาปฏิเสธการเวียนว่ายตายเกิด และปฏิเสธว่าไม่มีวัฏฏะสังสารอีกด้วย แต่วาทกรรมอย่างหลังนี้จขกท.คิดว่าน่าจะมีคนคล้อยตามน้อย
อย่างไรก็ตามก็มีสมาชิกบางท่านนำประเด็นหลังนี้มาโพสต์ในกระทู้จขกท.บ่อยๆ แล้วพอจขกท.แสดงหลักฐานว่าพระพุทธเจ้ามีตรัสเรื่องการจุติและอุบัติและเรื่องวัฏฏะที่ไม่ใช่แค่วัฏฏะในปฏิจจสมุปบาทไว้ด้วย เมื่อสมาชิกท่านนี้จนมุมก็จะไม่ถกต่อจากกล่องความเห็นของจขกท.แต่ใช้วิธีขึ้นความเห็นใหม่ด้านล่างสุดกระทู้แล้วตั้งประเด็นใหม่ๆไปเรื่อยๆ ซึ่งก็เข้าใจได้ละว่าสัทธรรมปฏิรูปเหล่านี้ไม่ทนต่อการเพ่งพิสูจน์อยู่แล้ว ดังนั้นการหนีข้อเท็จจริงแล้วดักตีหัววนไปก็จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ
ที่ยกขึ้นมาพูดนี่จขกท.ก็ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะความอยู่รอดของลัทธิก็ย่อมจำเป็น ยังไงใครเข้ามาอ่านก็อาจจะขัดใจบ้างก็ทนๆสมาชิกเจ้าที่เหล่านี้ไปก็แล้วกัน
///////////////
สำหรับหลักฐานที่จขกท.นำมาแสดงเพิ่มในกระทู้นี้ว่าพระพุทธเจ้ามีตรัสถึงสังสารวัฏและการเวียนเกิดเวียนตาย ดังนี้
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต
[๒. ทุติยปัณณาสก์]
๖. มหาวรรค
๙. นิพเพธิกสูตร
ความดับแห่งอาสวะอย่างนี้ รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาสวะอย่างนี้ เธอจึงรู้ชัดพรหมจรรย์ที่เป็นเหตุชำแรกกิเลส เป็นที่ดับอาสวะนี้เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้นว่า ‘เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ฯลฯ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาสวะมา
เรากล่าวไว้เช่นนี้แลว่า ‘เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม’ เพราะอาศัยเหตุอะไรเราจึงกล่าวไว้เช่นนั้นภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยเหตุนี้ว่า เรากล่าวเจตนาว่าเป็นตัวกรรม บุคคลคิดแล้ว จึงกระทำกรรมด้วยกาย วาจา ใจ
เหตุเกิดแห่งกรรม เป็นอย่างไร คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม
ความต่างกันแห่งกรรม เป็นอย่างไร คือ กรรมที่พึงเสวยในนรกก็มี กรรมที่พึงเสวยในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มีกรรมที่พึงเสวยในแดนเปรตก็มี กรรมที่พึงเสวยในมนุษยโลกก็มี กรรมที่พึงเสวยใน เทวโลกก็มี นี้เรียกว่า ความต่างกันแห่งกรรม
วิบากแห่งกรรม เป็นอย่างไร คือ เรากล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี ๓ ประการ คือ
๑. กรรมที่พึงเสวยในปัจจุบัน
๒. กรรมที่พึงเสวยในอัตภาพถัดไป
๓. กรรมที่พึงเสวยในอัตภาพต่อๆ ไป นี้เรียกว่า วิบากแห่งกรรม
ความดับแห่งกรรม เป็นอย่างไรคือ เพราะผัสสะดับ กรรมจึงดับ
@เชิงอรรถ :
@๑ กรรมที่พึงเสวยในปัจจุบัน เรียกว่า ทิฏฐเวทนียกรรม กรรมที่พึงเสวยในอัตภาพถัดไปเรียกว่า อุปปัชช-
@เวทนียกรรม กรรมที่พึงเสวยในอัตภาพต่อๆ ไป เรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม
พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/read_page.php?book=22&page=577&pages=1&edition=mcu
///////////////
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
๕. จูฬกัมมวิภังคสูตร
ว่าด้วยการจำแนกกรรม สูตรเล็ก
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=14&siri=35&fontsz=3
///////////////
กรรม 12
🎡สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรม เป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด
จขกท.ก็เห็นว่ายังมีการนำ “ปฏิจจสมุปบาท“ มาปฏิเสธการเวียนว่ายตายเกิด และปฏิเสธว่าไม่มีวัฏฏะสังสารอีกด้วย แต่วาทกรรมอย่างหลังนี้จขกท.คิดว่าน่าจะมีคนคล้อยตามน้อย
อย่างไรก็ตามก็มีสมาชิกบางท่านนำประเด็นหลังนี้มาโพสต์ในกระทู้จขกท.บ่อยๆ แล้วพอจขกท.แสดงหลักฐานว่าพระพุทธเจ้ามีตรัสเรื่องการจุติและอุบัติและเรื่องวัฏฏะที่ไม่ใช่แค่วัฏฏะในปฏิจจสมุปบาทไว้ด้วย เมื่อสมาชิกท่านนี้จนมุมก็จะไม่ถกต่อจากกล่องความเห็นของจขกท.แต่ใช้วิธีขึ้นความเห็นใหม่ด้านล่างสุดกระทู้แล้วตั้งประเด็นใหม่ๆไปเรื่อยๆ ซึ่งก็เข้าใจได้ละว่าสัทธรรมปฏิรูปเหล่านี้ไม่ทนต่อการเพ่งพิสูจน์อยู่แล้ว ดังนั้นการหนีข้อเท็จจริงแล้วดักตีหัววนไปก็จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ
ที่ยกขึ้นมาพูดนี่จขกท.ก็ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะความอยู่รอดของลัทธิก็ย่อมจำเป็น ยังไงใครเข้ามาอ่านก็อาจจะขัดใจบ้างก็ทนๆสมาชิกเจ้าที่เหล่านี้ไปก็แล้วกัน
///////////////
สำหรับหลักฐานที่จขกท.นำมาแสดงเพิ่มในกระทู้นี้ว่าพระพุทธเจ้ามีตรัสถึงสังสารวัฏและการเวียนเกิดเวียนตาย ดังนี้
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต
[๒. ทุติยปัณณาสก์]
๖. มหาวรรค
๙. นิพเพธิกสูตร
ความดับแห่งอาสวะอย่างนี้ รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาสวะอย่างนี้ เธอจึงรู้ชัดพรหมจรรย์ที่เป็นเหตุชำแรกกิเลส เป็นที่ดับอาสวะนี้เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้นว่า ‘เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ฯลฯ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาสวะมา
เรากล่าวไว้เช่นนี้แลว่า ‘เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม’ เพราะอาศัยเหตุอะไรเราจึงกล่าวไว้เช่นนั้นภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยเหตุนี้ว่า เรากล่าวเจตนาว่าเป็นตัวกรรม บุคคลคิดแล้ว จึงกระทำกรรมด้วยกาย วาจา ใจ
เหตุเกิดแห่งกรรม เป็นอย่างไร คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม
ความต่างกันแห่งกรรม เป็นอย่างไร คือ กรรมที่พึงเสวยในนรกก็มี กรรมที่พึงเสวยในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มีกรรมที่พึงเสวยในแดนเปรตก็มี กรรมที่พึงเสวยในมนุษยโลกก็มี กรรมที่พึงเสวยใน เทวโลกก็มี นี้เรียกว่า ความต่างกันแห่งกรรม
วิบากแห่งกรรม เป็นอย่างไร คือ เรากล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี ๓ ประการ คือ
๑. กรรมที่พึงเสวยในปัจจุบัน
๒. กรรมที่พึงเสวยในอัตภาพถัดไป
๓. กรรมที่พึงเสวยในอัตภาพต่อๆ ไป นี้เรียกว่า วิบากแห่งกรรม
ความดับแห่งกรรม เป็นอย่างไรคือ เพราะผัสสะดับ กรรมจึงดับ
@เชิงอรรถ :
@๑ กรรมที่พึงเสวยในปัจจุบัน เรียกว่า ทิฏฐเวทนียกรรม กรรมที่พึงเสวยในอัตภาพถัดไปเรียกว่า อุปปัชช-
@เวทนียกรรม กรรมที่พึงเสวยในอัตภาพต่อๆ ไป เรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม
พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/read_page.php?book=22&page=577&pages=1&edition=mcu
///////////////
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
๕. จูฬกัมมวิภังคสูตร
ว่าด้วยการจำแนกกรรม สูตรเล็ก
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=14&siri=35&fontsz=3
///////////////
กรรม 12