Duty Free ขาเข้า ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับร้านค้าในประเทศ

กระทู้สนทนา

การคิดว่า Duty Free ขาเข้า จะทำให้นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าที่สนามบินมาก อาจทำให้เขาไปซื้อของในเมืองน้อยลง จึงยกเลิก Duty Free ขาเข้า ไป

แต่คำถามคือ นักท่องเที่ยวมี “งบประมาณการช้อปปิ้ง” เพียงก้อนเดียวจริงหรือ?

ในโลกแห่งการท่องเที่ยว พฤติกรรมการซื้อสินค้าไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

คนหนึ่งอาจซื้อเครื่องสำอางที่สนามบิน ซื้อเสื้อผ้าในห้าง ซื้อของฝากที่ตลาด ซื้ออาหารในร้านท้องถิ่น และซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนระหว่างเดินทาง

การมีช่องทางหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ช่องทางอื่นหายไปทั้งหมด

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งระบบ Duty Free และ Tax-Free Shopping ในเมือง รวมถึงมีร้านค้า Duty Free ที่สนามบินนาริตะ ทั้งในส่วนขาเข้าและขาออก ขณะเดียวกันสนามบินก็มีร้านอาหาร ร้านค้าทั่วไป แบรนด์สินค้า และร้านสินค้าญี่ปุ่นจำนวนมาก

นั่นสะท้อนว่า “Duty Free” ไม่จำเป็นต้องถูกออกแบบให้แข่งขันกับร้านค้าในประเทศแบบศูนย์รวมศูนย์

แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว

ประเทศไทยจึงอาจคิดใหม่ได้ว่า หากจะมี Duty Free ขาเข้าอีกครั้ง เราจะทำอย่างไรให้ร้านเหล่านี้ช่วยสร้างตลาดให้กับสินค้าไทย

แทนที่จะมีแต่สินค้านำเข้า

อาจเพิ่มสินค้าไทย

เพิ่ม Local Brand

เพิ่มผลิตภัณฑ์ชุมชน

เพิ่มของฝากจากจังหวัดต่าง ๆ

เพิ่มสินค้าเกษตรแปรรูป

เพิ่มสินค้าสร้างสรรค์

และอาจออกแบบ Gift Set ที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่า “มาถึงประเทศไทยแล้ว ต้องซื้อสิ่งนี้กลับไป”

ในมุมนี้ Duty Free ไม่ได้เป็นเพียงร้านค้าปลอดภาษี

แต่สามารถทำหน้าที่เป็น “หน้าต่างประเทศไทย”

นักท่องเที่ยวบางคนเพิ่งเดินทางมาถึงและยังไม่รู้ว่าประเทศไทยมีอะไรน่าสนใจ

สนามบินจึงอาจเป็นจุดแรกในการนำเสนอสินค้าไทยให้เขารู้จัก

จากนั้นการท่องเที่ยวในเมืองก็ทำหน้าที่ต่อยอดประสบการณ์

หากนักท่องเที่ยวเห็นผลิตภัณฑ์ไทยที่สนามบิน แล้วไปเห็นแหล่งผลิตจริง ร้านจริง หรือชุมชนจริงในระหว่างเดินทาง การใช้จ่ายก็อาจไม่ได้หยุดอยู่ที่สนามบิน

ดังนั้นโจทย์อาจไม่ใช่ “Duty Free หรือร้านค้าไทย”

แต่เป็น “จะทำอย่างไรให้ Duty Free ร้านค้าในเมือง และธุรกิจท้องถิ่น เชื่อมต่อกันเป็นระบบเดียว”

นี่อาจเป็นวิธีคิดที่ต่างออกไปจากการมองเรื่องนี้แบบเลือกข้างค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่