*เรื่องราวนี้เป็นเพียงนิยาย โปรดอย่านำไปเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์*
ปี 1972
ภายในบ้านที่สร้างด้วยอิฐสีเขียวและกระเบื้อง
ฟู่เสี่ยวนั่งอยู่บนเตียง มองดูสภาพแวดล้อมที่แปลกตาและเต็มไปด้วยกลิ่นอายกาลเวลาด้วยความสงสัย พูดตามตรงเธอรู้สึกมึนงงไปหมด
นี่มัน...ข้ามเวลามาเหรอ...
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมฉายผ่านในหัวราวกับดูภาพยนตร์
ฮือ ช่างน่าสงสารจริง ๆ
เด็กสาวคนนี้ชื่อ ‘ฟู่เสี่ยว’ เช่นกัน เธออายุสิบสองปี
ตอนนี้เป็นปี 1972 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้
เด็กหญิงตัวน้อยไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อและแม่เลย
แม่ของเธอเสียชีวิตระหว่างคลอดเธอ
ส่วนพ่อ...
ไม่มีใครรู้ชะตากรรม?
แม้จะไม่มีทั้งพ่อและแม่ แต่เด็กหญิงตัวน้อยก็เติบโตขึ้นมาด้วยความรักและการทะนุถนอมจากคุณตาและคุณยาย
คุณตาเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล ครอบครัวมีฐานะดี ดังนั้นตั้งแต่เด็กเธอจึงไม่เคยขาดแคลนด้านวัตถุ ประกอบกับการที่ตาและยายตามใจมากเกินไป ทำให้เด็กสาวมีนิสัยค่อนข้างไร้เดียงสา
แต่จะบอกว่าไร้เดียงสาก็ไม่ถูกนัก
น่าจะเรียกว่าโง่เขลาจะเหมาะกว่า
เธอไม่มีพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก จึงมักถูกคนรังแกและนินทา ทำให้เด็กสาวกลายเป็นคนเก็บตัว และไม่ค่อยมีเพื่อน
และตอนนี้สถานการณ์ก็เป็นแบบนี้
คุณตาเสียชีวิตในเหตุการณ์ไฟไหม้โรงพยาบาลเพราะพยายามปกป้องเอกสารสำคัญ คุณยายทนรับความสูญเสียไม่ไหวจึงจากไปตามกัน
ตอนนี้คุณยายเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่ถึงสองวัน
เด็กสาวยังไม่ทันได้แจ้งข่าวให้ทางบ้านเกิดทราบข่าวด้วยซ้ำ เธอเพียงจัดงานศพให้ผู้สูงอายุโดยอาศัยความช่วยเหลือจากคนบ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งความสูญเสียนี้ก็ใหญ่เกินไปสำหรับเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างเธอเช่นกัน เมื่อคืนเธอมีไข้ขึ้นสูงและจากไป
และนั่นก็ทำให้ ‘ฟู่เสี่ยว’ วิญญาณที่มาจากยุคโลกาวินาศเข้ามาอยู่ในร่างนี้...
ในยุคโลกาวินาศ ฝนกรดกัดกร่อนพื้นผิวโลก ทรัพยากรน้ำถูกปนเปื้อนอย่างรุนแรง อาหารขาดแคลน หากต้องการมีชีวิตที่ดีในยุคโลกาวินาศนี้ ตัวคุณเองต้องมีศักยภาพพอ
ตอนที่อยู่ในยุคโลกาวินาศที่ผู้คนกินเนื้อคนด้วยกันเองนั้น ฟู่เสี่ยวโชคดีที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังจิตและพลังรักษา
ด้วยพลังพิเศษอันทรงพลัง เธอจึงได้กลายเป็นแพทย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในฐาน
ในขณะที่คนอื่นขาดแคลนอาหารและน้ำ เธอกลับมีชีวิตที่สบายกว่าใครด้วยอาหารจากมิติพิเศษ
ไม่ใช่พลังมิติส่วนตัวที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นมิติพิเศษจากหยกที่เธอสวมใส่มาตั้งแต่เด็ก
ครั้งหนึ่งในการต่อสู้กับซอมบี้ เธอพลาดท่าถูกข่วนจนเลือดซิบ เลือดหยดลงบนหยก จึงได้พบว่ามันคือภาชนะบรรจุมิติ นับแต่นั้นมา เธอจึงแอบเก็บของต่าง ๆ ไว้ในมิติพิเศษนั้น
แม้จะผ่านมาสิบปีหลังจากวันสิ้นโลก เธอก็ไม่เคยเปิดเผยความลับแม้แต่น้อย ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจเพื่อนร่วมทีม แต่เป็นเพราะนิสัยส่วนตัว เธอชอบที่จะเตรียมทางหนีสำรองไว้ให้ตัวเองเสมอ และด้วยความคิดเช่นนี้เองที่ทำให้เธอรอดพ้นจากวิกฤตหลายต่อหลายครั้งในช่วงวันสิ้นโลก!
ความคิดกลับมาสู่ปัจจุบัน
ฟู่เสี่ยวจัดระเบียบความทรงจำของร่างเดิมในสมอง อีกทั้งยังได้รับรู้เรื่องราวการดำเนินชีวิตของร่างเดิมจนสิ้นอายุขัยที่ราวกับเป็นความทรงจำจากชาติก่อน และพบความผิดปกติหลายอย่าง
คุณตาฟู่ฉินซานของร่างเดิมเสียชีวิตในโรงพยาบาลขณะปกป้องเอกสารวิจัยสำคัญ
ตามหลักการแล้วคุณตาควรได้รับการยกย่องอย่างวีรบุรุษ
แม้จะอยู่ในยุคที่วุ่นวายแบบโลกก่อนของเธอ ร่างเดิมก็สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้
แต่ทำไมชาติที่แล้วฟู่เสี่ยวถึงได้น่าสงสารขนาดนั้น?
ความน่าสงสารที่ไร้เหตุผล มันไม่เป็นไปตามหลักความเป็นจริง
เมื่อจัดเรียงเหตุการณ์ตามความทรงจำ ชื่อคนหลายคนที่ปรากฏในความคิดได้ดึงดูดความสนใจของเธอ รู้สึกคุ้นเคยมาก
คิดทบทวนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็นึกออกแล้ว ‘หลี่ซีซี’ และ ‘โอวหยางหง’ สองชื่อนี้ดูเหมือนจะเป็นชื่อตัวละครเอกชายหญิงในนิยายเล่มหนึ่ง
เธอจำได้ว่าตอนที่อยู่ในยุคหลังวันสิ้นโลก ตอนประชุมที่ฐาน มีสมาชิกคนหนึ่งกำลังพูดคุยถึงนิยายที่ตัวเอกหญิงและชายลงชนบทไปด้วยกันในฐานะเยาวชนผู้มีการศึกษา และต่อมาทั้งคู่ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้พร้อมกัน มันเป็นนิยายย้อนยุค
ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวและการปูเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง
ในยุคหลังวันสิ้นโลก เธอสนใจแต่เรื่องยาเท่านั้น แน่นอนว่าเธอไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนั้น แค่ได้ยินสมาชิกในทีมพูดว่ามีตัวละครที่มีชื่อเหมือนเธอ แต่เป็นแค่ตัวประกอบที่มีไว้เพื่อส่งเสริมให้นางเอกโดดเด่นขึ้นก็เท่านั้น
นึกถึงจุดจบของร่างเดิมในชาติก่อน ก็ไม่ใช่อะไรนอกจากตัวประกอบที่ถูกทิ้งขว้าง
คิดถึงชีวิตอันน่าเศร้าของร่างเดิมในชาติที่แล้ว รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ถึงแม้จะมอบพลังวิเศษให้นางเอกไป แต่ฟู่เสี่ยวก็ไม่ใช่คนโง่ แล้วทำไมถึงปล่อยให้ชีวิตเป็นแบบนั้นได้นะ?
นึกถึงเรื่องราวโชคร้ายทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิม เธอรู้สึกว่ามีใครบางคนอยู่เบื้องหลังคอยชักใยอยู่ แต่เจ้าของร่างเดิมเป็นเพียงเด็กกำพร้าคนหนึ่ง จะไปมีเรื่องกับผู้มีอิทธิพลอะไรได้
คิดไม่ออกก็ไม่คิดแล้วกัน อยู่ที่ไหนก็ต้องปรับตัวให้ได้
ตอนนี้คนที่อยู่ในร่างนี้คือเธอ ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม เธอจะต้องดูให้รู้ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลัง
ลองสำรวจสภาพร่างกายในตอนนี้ดูก่อนดีกว่า ถึงอย่างไรก็เปลี่ยนร่างใหม่ พลังพิเศษยังอยู่ครบ
แต่ทว่าลดลงเหลือแค่ระดับหนึ่ง ยุคนี้ก็ไม่มีแก่นพลังงาน ไม่รู้ว่าจะอัปเกรดได้หรือเปล่า ร่างกายนี้ค่อนข้างอ่อนแอ อีกทั้งเพิ่งเป็นไข้สูงมา เธอจึงใช้พลังรักษาเพื่อฟื้นฟูร่างกายเล็กน้อย
พลังรักษาระดับหนึ่งสามารถช่วยเพิ่มเรี่ยวให้ร่างกายได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ฟู่เสี่ยวลุกขึ้นเดินออกจากห้อง สำรวจคฤหาสน์ตระกูลฟู่คร่าว ๆ เป็นบ้านสไตล์ตะวันตกแบบผสมผสาน มีสวนหลังบ้านค่อนข้างใหญ่ พื้นที่รวมทั้งหมดประมาณสี่ร้อยกว่าตารางเมตร มีห้องใหญ่น้อยรวมกันกว่าสิบห้อง
บ้านแบบนี้ในเซี่ยงไฮ้ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นขนาดที่ดินหรือความประณีตของตัวบ้าน ไม่ใช่ที่ที่คนทั่วไปจะสามารถอยู่ได้ ไม่แปลกที่จะมีคนจ้องจะฮุบสมบัติเธอมากมาย
ถ้าความทรงจำของร่างเดิมไม่ผิดพลาด พรุ่งนี้จะมีคนจากสำนักงานชุมชนมาที่นี่
พวกเขาจะมาคุยเรื่องที่อยู่ของเธอ เพราะฟู่เสี่ยวอายุยังไม่ถึงสิบสามปี ยังเป็นผู้เยาว์อยู่
คืนนี้เมื่อชาติที่แล้ว หวังเหมยเพื่อนร่วมชั้นของเธอมาหา พูดแต่คำชมเชยพ่อแม่ของเธอ เนื่องจากปกติที่โรงเรียนก็สนิทสนมกันอยู่บ้าง หลังจากที่เธอพยายามชักชวนอย่างหนัก สุดท้ายหวังเหมยก็ตกลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่เป็นเพื่อนเธอ
ตลอดช่วงเวลานั้น หวังเหมยคอยพร่ำบอกเธอว่าที่บ้านเกิดนั้นลำบากแค่ไหน แม้แต่ข้าวก็ไม่มีจะกินให้อิ่มท้อง
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพวกนักเลงคอยจ้องมอง
บอกเล่าเรื่องน่ากลัวทุกอย่างเท่าที่จะคิดออกมาได้
หลอกให้เด็กสาวโง่ ๆ คนนี้ไม่ต้องติดต่อกลับไปหาบ้านเกิด
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เมื่อญาติที่บ้านเกิดได้รับข่าวและมาตามหาเจ้าของร่างเดิม
เธอถูกล้างสมองไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เธอมองญาติทางสายเลือดเป็นเพียงญาติยากจนที่มาหวังสมบัติ
แม้ว่าพวกลุง ๆ ของเจ้าของร่างเดิมอยากจะดูแลเธอ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะสานต่ออย่างดีได้นั้นต้องอาศัยการทะนุบำรุงจากทั้งสองฝ่าย แต่เธอกลับคอยปฏิเสธและผลักไสพวกเขาให้ห่างออกไปอยู่ตลอด
พวกเขาเองก็ไม่สามารถบังคับให้เธอกลับไปบ้านเกิดด้วยได้
ได้แต่ต้องฝากคนอื่นช่วยดูแลบ้าง
แต่ก็ยังมีจุดที่ดูแลไม่ทั่วถึง
หวังเหมยเป็นคนที่เก่งเรื่องการแสดง โดยเฉพาะต่อหน้าผู้นำในย่านนั้น เธอแสดงออกว่าห่วงใยฟู่เสี่ยวมาก
เจ้าของร่างเดิมในตอนนั้นสูญเสียคนในครอบครัวไปทั้งหมด จิตใจกำลังอ่อนแอ การที่หวังเหมยคอยอยู่เป็นเพื่อนจึงทำให้เธอซาบซึ้งใจได้ง่าย หลังจากนั้นเธอก็ยอมทำลายกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อหวังเหมยอย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายคนในครอบครัวหวังทั้งหมดก็ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลฟู่ ตำแหน่งงานที่ผู้บริหารโรงพยาบาลชดเชยให้กับเจ้าของร่างเดิมก็ถูกหวังเหมยฮุบไปในที่สุด
เจ้าของร่างเดิมถูกส่งลงชนบทหลังจากอายุถึงเกณฑ์ และได้รู้จักกับนางเอกที่นั่น
หลังจากที่นางเอกช่วยเหลือครั้งหนึ่ง เธอก็ถือว่านางเอกเป็นเพื่อนที่ดี
ในมุมมองของฟู่เสี่ยว มีหลายสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโควตาการลงชนบท
ในตอนนั้น เจ้าของร่างเดิมยังได้รับเงินบำนาญทุกเดือน และเงินฝากของตระกูลฟู่ก็ยังอยู่ในการดูแลของเจ้าของร่างเดิม แต่อยู่ ๆ ก็มีรายชื่อว่าต้องลงชนบท สำหรับเรื่องนี้ตระกูลหวังคงไม่มีทางเป็นคนทำแน่นอนถ้าพวกเขายังต้องการดูดเลือดจากเจ้าของร่างเดิมอยู่
ในความทรงจำ ฟู่เสี่ยวก็เคยไปสอบถามผู้บริหารโรงพยาบาล แต่ก็ไม่พบปัญหาอะไร ในยุคนั้นแพทย์แผนจีนถือเป็นอาชีพที่อันตราย
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนก็เพิ่งเปลี่ยนคนใหม่ ไม่ใช่คนที่เธอคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว!
ไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้ ดังนั้นร่างเดิมจึงต้องลงชนบท
แม้จะต้องลงชนบท แต่ในเมื่อมีเงินมากมายขนาดนั้น ก็ไม่น่าจะต้องลำบากอะไร
หลังจากมีการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เธอก็สามารถกลับเข้าเมืองได้
แต่พอที่ลงชนบทไปแล้ว ร่างเดิมก็พบเจอโชคร้ายมากมาย และร่างกายก็อ่อนแอลงเรื่อย ๆ
ต่อมาเมื่อมีการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เธอก็สอบไม่ติด และสุดท้ายก็เสียชีวิตด้วยโรคภัยในชนบท
อืม...
ในความคิดของเธอ โรคของร่างเดิมนั้นแปลกมาก ดูเหมือนจะเป็นการถูกวางยาพิษมากกว่า เป็นพิษที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง!
ฟู่เสี่ยวไม่รู้แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ได้แต่รอให้อีกฝ่ายลงมือก่อนแล้วค่อยสืบเสาะ
ฟู่เสี่ยวเดินเข้าไปในห้องหนังสือตามความทรงจำ ข้างในมีตำราแพทย์มากมาย ทั้งหมดเป็นสมบัติล้ำค่าของคุณตาฟู่ เธอนึกถึงสถานที่ที่คุณตาเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้
หลังชั้นหนังสือแห่งหนึ่ง มีอิฐวางอยู่หลายก้อน ด้านในมีช่องว่างเล็ก ๆ
จากในนั้นมีกล่องเล็ก ๆ อยู่หนึ่งกล่อง เมื่อเปิดออกมาก็พบจดหมายฉบับหนึ่ง เป็นจดหมายที่เขียนถึงฟู่เสี่ยว
ในจดหมายระบุสถานที่ซ่อนของในบ้าน และยังเขียนไว้ว่าถ้าบ้านเกิดเรื่องไม่คาดฝัน
ได้เตรียมทางออกไว้ให้หลานสาว ความรักที่คุณตามีต่อหลานสาวคนนี้ช่างน่าซาบซึ้งใจ
ที่ด้านล่างของจดหมายมีหยกคู่อยู่อันหนึ่ง ดึงดูดความสนใจของฟู่เสี่ยว ไม่ใช่เพราะการออกแบบที่งดงาม แต่เป็นเพราะลวดลายบนนั้นเหมือนกับหยกประจำตัวของฟู่เสี่ยวในชาติก่อนไม่มีผิด คงไม่ใช่ของที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษหรอกนะ
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา เธอจึงกัดนิ้วตัวเองจนเลือดออก แล้วหยดเลือดลงบนหยกประดับ อย่างที่คาดไว้ เลือดถูกดูดซึมเข้าไปในหยกทันทีแล้วตัวหยกก็เปล่งประกายวาววับ
ฟู่เสี่ยวรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองได้หายตัวไปจากห้องหนังสือ เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเธอก็มาอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อมองดูทุกสิ่งตรงหน้า เธอไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองจนต้องหยิกแขนตัวเองเบา ๆ เมื่อรู้สึกเจ็บจึงได้สติกลับมา
ชาติที่แล้วพื้นที่มิติพิเศษในหยกของเธอมีขนาดแค่สนามบาสเกตบอลเท่านั้น ไม่สามารถปลูกพืชหรือเก็บสิ่งมีชีวิตไว้ได้
แต่พื้นที่ตรงหน้านี้ช่างเกินความคาดหมายเหลือเกิน!
-------------------------------------------
อยากอ่านต่อ ตอนนี้เปิดให้อ่านฟรีทั้งเรื่อง ทักรับที่ไลน์ @eveebook
โหดจัด หมอมีพลังจิต
ปี 1972
ภายในบ้านที่สร้างด้วยอิฐสีเขียวและกระเบื้อง
ฟู่เสี่ยวนั่งอยู่บนเตียง มองดูสภาพแวดล้อมที่แปลกตาและเต็มไปด้วยกลิ่นอายกาลเวลาด้วยความสงสัย พูดตามตรงเธอรู้สึกมึนงงไปหมด
นี่มัน...ข้ามเวลามาเหรอ...
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมฉายผ่านในหัวราวกับดูภาพยนตร์
ฮือ ช่างน่าสงสารจริง ๆ
เด็กสาวคนนี้ชื่อ ‘ฟู่เสี่ยว’ เช่นกัน เธออายุสิบสองปี
ตอนนี้เป็นปี 1972 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้
เด็กหญิงตัวน้อยไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อและแม่เลย
แม่ของเธอเสียชีวิตระหว่างคลอดเธอ
ส่วนพ่อ...
ไม่มีใครรู้ชะตากรรม?
แม้จะไม่มีทั้งพ่อและแม่ แต่เด็กหญิงตัวน้อยก็เติบโตขึ้นมาด้วยความรักและการทะนุถนอมจากคุณตาและคุณยาย
คุณตาเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล ครอบครัวมีฐานะดี ดังนั้นตั้งแต่เด็กเธอจึงไม่เคยขาดแคลนด้านวัตถุ ประกอบกับการที่ตาและยายตามใจมากเกินไป ทำให้เด็กสาวมีนิสัยค่อนข้างไร้เดียงสา
แต่จะบอกว่าไร้เดียงสาก็ไม่ถูกนัก
น่าจะเรียกว่าโง่เขลาจะเหมาะกว่า
เธอไม่มีพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก จึงมักถูกคนรังแกและนินทา ทำให้เด็กสาวกลายเป็นคนเก็บตัว และไม่ค่อยมีเพื่อน
และตอนนี้สถานการณ์ก็เป็นแบบนี้
คุณตาเสียชีวิตในเหตุการณ์ไฟไหม้โรงพยาบาลเพราะพยายามปกป้องเอกสารสำคัญ คุณยายทนรับความสูญเสียไม่ไหวจึงจากไปตามกัน
ตอนนี้คุณยายเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่ถึงสองวัน
เด็กสาวยังไม่ทันได้แจ้งข่าวให้ทางบ้านเกิดทราบข่าวด้วยซ้ำ เธอเพียงจัดงานศพให้ผู้สูงอายุโดยอาศัยความช่วยเหลือจากคนบ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งความสูญเสียนี้ก็ใหญ่เกินไปสำหรับเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างเธอเช่นกัน เมื่อคืนเธอมีไข้ขึ้นสูงและจากไป
และนั่นก็ทำให้ ‘ฟู่เสี่ยว’ วิญญาณที่มาจากยุคโลกาวินาศเข้ามาอยู่ในร่างนี้...
ในยุคโลกาวินาศ ฝนกรดกัดกร่อนพื้นผิวโลก ทรัพยากรน้ำถูกปนเปื้อนอย่างรุนแรง อาหารขาดแคลน หากต้องการมีชีวิตที่ดีในยุคโลกาวินาศนี้ ตัวคุณเองต้องมีศักยภาพพอ
ตอนที่อยู่ในยุคโลกาวินาศที่ผู้คนกินเนื้อคนด้วยกันเองนั้น ฟู่เสี่ยวโชคดีที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังจิตและพลังรักษา
ด้วยพลังพิเศษอันทรงพลัง เธอจึงได้กลายเป็นแพทย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในฐาน
ในขณะที่คนอื่นขาดแคลนอาหารและน้ำ เธอกลับมีชีวิตที่สบายกว่าใครด้วยอาหารจากมิติพิเศษ
ไม่ใช่พลังมิติส่วนตัวที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นมิติพิเศษจากหยกที่เธอสวมใส่มาตั้งแต่เด็ก
ครั้งหนึ่งในการต่อสู้กับซอมบี้ เธอพลาดท่าถูกข่วนจนเลือดซิบ เลือดหยดลงบนหยก จึงได้พบว่ามันคือภาชนะบรรจุมิติ นับแต่นั้นมา เธอจึงแอบเก็บของต่าง ๆ ไว้ในมิติพิเศษนั้น
แม้จะผ่านมาสิบปีหลังจากวันสิ้นโลก เธอก็ไม่เคยเปิดเผยความลับแม้แต่น้อย ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจเพื่อนร่วมทีม แต่เป็นเพราะนิสัยส่วนตัว เธอชอบที่จะเตรียมทางหนีสำรองไว้ให้ตัวเองเสมอ และด้วยความคิดเช่นนี้เองที่ทำให้เธอรอดพ้นจากวิกฤตหลายต่อหลายครั้งในช่วงวันสิ้นโลก!
ความคิดกลับมาสู่ปัจจุบัน
ฟู่เสี่ยวจัดระเบียบความทรงจำของร่างเดิมในสมอง อีกทั้งยังได้รับรู้เรื่องราวการดำเนินชีวิตของร่างเดิมจนสิ้นอายุขัยที่ราวกับเป็นความทรงจำจากชาติก่อน และพบความผิดปกติหลายอย่าง
คุณตาฟู่ฉินซานของร่างเดิมเสียชีวิตในโรงพยาบาลขณะปกป้องเอกสารวิจัยสำคัญ
ตามหลักการแล้วคุณตาควรได้รับการยกย่องอย่างวีรบุรุษ
แม้จะอยู่ในยุคที่วุ่นวายแบบโลกก่อนของเธอ ร่างเดิมก็สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้
แต่ทำไมชาติที่แล้วฟู่เสี่ยวถึงได้น่าสงสารขนาดนั้น?
ความน่าสงสารที่ไร้เหตุผล มันไม่เป็นไปตามหลักความเป็นจริง
เมื่อจัดเรียงเหตุการณ์ตามความทรงจำ ชื่อคนหลายคนที่ปรากฏในความคิดได้ดึงดูดความสนใจของเธอ รู้สึกคุ้นเคยมาก
คิดทบทวนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็นึกออกแล้ว ‘หลี่ซีซี’ และ ‘โอวหยางหง’ สองชื่อนี้ดูเหมือนจะเป็นชื่อตัวละครเอกชายหญิงในนิยายเล่มหนึ่ง
เธอจำได้ว่าตอนที่อยู่ในยุคหลังวันสิ้นโลก ตอนประชุมที่ฐาน มีสมาชิกคนหนึ่งกำลังพูดคุยถึงนิยายที่ตัวเอกหญิงและชายลงชนบทไปด้วยกันในฐานะเยาวชนผู้มีการศึกษา และต่อมาทั้งคู่ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้พร้อมกัน มันเป็นนิยายย้อนยุค
ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวและการปูเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง
ในยุคหลังวันสิ้นโลก เธอสนใจแต่เรื่องยาเท่านั้น แน่นอนว่าเธอไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนั้น แค่ได้ยินสมาชิกในทีมพูดว่ามีตัวละครที่มีชื่อเหมือนเธอ แต่เป็นแค่ตัวประกอบที่มีไว้เพื่อส่งเสริมให้นางเอกโดดเด่นขึ้นก็เท่านั้น
นึกถึงจุดจบของร่างเดิมในชาติก่อน ก็ไม่ใช่อะไรนอกจากตัวประกอบที่ถูกทิ้งขว้าง
คิดถึงชีวิตอันน่าเศร้าของร่างเดิมในชาติที่แล้ว รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ถึงแม้จะมอบพลังวิเศษให้นางเอกไป แต่ฟู่เสี่ยวก็ไม่ใช่คนโง่ แล้วทำไมถึงปล่อยให้ชีวิตเป็นแบบนั้นได้นะ?
นึกถึงเรื่องราวโชคร้ายทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิม เธอรู้สึกว่ามีใครบางคนอยู่เบื้องหลังคอยชักใยอยู่ แต่เจ้าของร่างเดิมเป็นเพียงเด็กกำพร้าคนหนึ่ง จะไปมีเรื่องกับผู้มีอิทธิพลอะไรได้
คิดไม่ออกก็ไม่คิดแล้วกัน อยู่ที่ไหนก็ต้องปรับตัวให้ได้
ตอนนี้คนที่อยู่ในร่างนี้คือเธอ ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม เธอจะต้องดูให้รู้ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลัง
ลองสำรวจสภาพร่างกายในตอนนี้ดูก่อนดีกว่า ถึงอย่างไรก็เปลี่ยนร่างใหม่ พลังพิเศษยังอยู่ครบ
แต่ทว่าลดลงเหลือแค่ระดับหนึ่ง ยุคนี้ก็ไม่มีแก่นพลังงาน ไม่รู้ว่าจะอัปเกรดได้หรือเปล่า ร่างกายนี้ค่อนข้างอ่อนแอ อีกทั้งเพิ่งเป็นไข้สูงมา เธอจึงใช้พลังรักษาเพื่อฟื้นฟูร่างกายเล็กน้อย
พลังรักษาระดับหนึ่งสามารถช่วยเพิ่มเรี่ยวให้ร่างกายได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ฟู่เสี่ยวลุกขึ้นเดินออกจากห้อง สำรวจคฤหาสน์ตระกูลฟู่คร่าว ๆ เป็นบ้านสไตล์ตะวันตกแบบผสมผสาน มีสวนหลังบ้านค่อนข้างใหญ่ พื้นที่รวมทั้งหมดประมาณสี่ร้อยกว่าตารางเมตร มีห้องใหญ่น้อยรวมกันกว่าสิบห้อง
บ้านแบบนี้ในเซี่ยงไฮ้ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นขนาดที่ดินหรือความประณีตของตัวบ้าน ไม่ใช่ที่ที่คนทั่วไปจะสามารถอยู่ได้ ไม่แปลกที่จะมีคนจ้องจะฮุบสมบัติเธอมากมาย
ถ้าความทรงจำของร่างเดิมไม่ผิดพลาด พรุ่งนี้จะมีคนจากสำนักงานชุมชนมาที่นี่
พวกเขาจะมาคุยเรื่องที่อยู่ของเธอ เพราะฟู่เสี่ยวอายุยังไม่ถึงสิบสามปี ยังเป็นผู้เยาว์อยู่
คืนนี้เมื่อชาติที่แล้ว หวังเหมยเพื่อนร่วมชั้นของเธอมาหา พูดแต่คำชมเชยพ่อแม่ของเธอ เนื่องจากปกติที่โรงเรียนก็สนิทสนมกันอยู่บ้าง หลังจากที่เธอพยายามชักชวนอย่างหนัก สุดท้ายหวังเหมยก็ตกลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่เป็นเพื่อนเธอ
ตลอดช่วงเวลานั้น หวังเหมยคอยพร่ำบอกเธอว่าที่บ้านเกิดนั้นลำบากแค่ไหน แม้แต่ข้าวก็ไม่มีจะกินให้อิ่มท้อง
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพวกนักเลงคอยจ้องมอง
บอกเล่าเรื่องน่ากลัวทุกอย่างเท่าที่จะคิดออกมาได้
หลอกให้เด็กสาวโง่ ๆ คนนี้ไม่ต้องติดต่อกลับไปหาบ้านเกิด
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เมื่อญาติที่บ้านเกิดได้รับข่าวและมาตามหาเจ้าของร่างเดิม
เธอถูกล้างสมองไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เธอมองญาติทางสายเลือดเป็นเพียงญาติยากจนที่มาหวังสมบัติ
แม้ว่าพวกลุง ๆ ของเจ้าของร่างเดิมอยากจะดูแลเธอ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะสานต่ออย่างดีได้นั้นต้องอาศัยการทะนุบำรุงจากทั้งสองฝ่าย แต่เธอกลับคอยปฏิเสธและผลักไสพวกเขาให้ห่างออกไปอยู่ตลอด
พวกเขาเองก็ไม่สามารถบังคับให้เธอกลับไปบ้านเกิดด้วยได้
ได้แต่ต้องฝากคนอื่นช่วยดูแลบ้าง
แต่ก็ยังมีจุดที่ดูแลไม่ทั่วถึง
หวังเหมยเป็นคนที่เก่งเรื่องการแสดง โดยเฉพาะต่อหน้าผู้นำในย่านนั้น เธอแสดงออกว่าห่วงใยฟู่เสี่ยวมาก
เจ้าของร่างเดิมในตอนนั้นสูญเสียคนในครอบครัวไปทั้งหมด จิตใจกำลังอ่อนแอ การที่หวังเหมยคอยอยู่เป็นเพื่อนจึงทำให้เธอซาบซึ้งใจได้ง่าย หลังจากนั้นเธอก็ยอมทำลายกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อหวังเหมยอย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายคนในครอบครัวหวังทั้งหมดก็ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลฟู่ ตำแหน่งงานที่ผู้บริหารโรงพยาบาลชดเชยให้กับเจ้าของร่างเดิมก็ถูกหวังเหมยฮุบไปในที่สุด
เจ้าของร่างเดิมถูกส่งลงชนบทหลังจากอายุถึงเกณฑ์ และได้รู้จักกับนางเอกที่นั่น
หลังจากที่นางเอกช่วยเหลือครั้งหนึ่ง เธอก็ถือว่านางเอกเป็นเพื่อนที่ดี
ในมุมมองของฟู่เสี่ยว มีหลายสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโควตาการลงชนบท
ในตอนนั้น เจ้าของร่างเดิมยังได้รับเงินบำนาญทุกเดือน และเงินฝากของตระกูลฟู่ก็ยังอยู่ในการดูแลของเจ้าของร่างเดิม แต่อยู่ ๆ ก็มีรายชื่อว่าต้องลงชนบท สำหรับเรื่องนี้ตระกูลหวังคงไม่มีทางเป็นคนทำแน่นอนถ้าพวกเขายังต้องการดูดเลือดจากเจ้าของร่างเดิมอยู่
ในความทรงจำ ฟู่เสี่ยวก็เคยไปสอบถามผู้บริหารโรงพยาบาล แต่ก็ไม่พบปัญหาอะไร ในยุคนั้นแพทย์แผนจีนถือเป็นอาชีพที่อันตราย
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนก็เพิ่งเปลี่ยนคนใหม่ ไม่ใช่คนที่เธอคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว!
ไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้ ดังนั้นร่างเดิมจึงต้องลงชนบท
แม้จะต้องลงชนบท แต่ในเมื่อมีเงินมากมายขนาดนั้น ก็ไม่น่าจะต้องลำบากอะไร
หลังจากมีการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เธอก็สามารถกลับเข้าเมืองได้
แต่พอที่ลงชนบทไปแล้ว ร่างเดิมก็พบเจอโชคร้ายมากมาย และร่างกายก็อ่อนแอลงเรื่อย ๆ
ต่อมาเมื่อมีการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เธอก็สอบไม่ติด และสุดท้ายก็เสียชีวิตด้วยโรคภัยในชนบท
อืม...
ในความคิดของเธอ โรคของร่างเดิมนั้นแปลกมาก ดูเหมือนจะเป็นการถูกวางยาพิษมากกว่า เป็นพิษที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง!
ฟู่เสี่ยวไม่รู้แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ได้แต่รอให้อีกฝ่ายลงมือก่อนแล้วค่อยสืบเสาะ
ฟู่เสี่ยวเดินเข้าไปในห้องหนังสือตามความทรงจำ ข้างในมีตำราแพทย์มากมาย ทั้งหมดเป็นสมบัติล้ำค่าของคุณตาฟู่ เธอนึกถึงสถานที่ที่คุณตาเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้
หลังชั้นหนังสือแห่งหนึ่ง มีอิฐวางอยู่หลายก้อน ด้านในมีช่องว่างเล็ก ๆ
จากในนั้นมีกล่องเล็ก ๆ อยู่หนึ่งกล่อง เมื่อเปิดออกมาก็พบจดหมายฉบับหนึ่ง เป็นจดหมายที่เขียนถึงฟู่เสี่ยว
ในจดหมายระบุสถานที่ซ่อนของในบ้าน และยังเขียนไว้ว่าถ้าบ้านเกิดเรื่องไม่คาดฝัน
ได้เตรียมทางออกไว้ให้หลานสาว ความรักที่คุณตามีต่อหลานสาวคนนี้ช่างน่าซาบซึ้งใจ
ที่ด้านล่างของจดหมายมีหยกคู่อยู่อันหนึ่ง ดึงดูดความสนใจของฟู่เสี่ยว ไม่ใช่เพราะการออกแบบที่งดงาม แต่เป็นเพราะลวดลายบนนั้นเหมือนกับหยกประจำตัวของฟู่เสี่ยวในชาติก่อนไม่มีผิด คงไม่ใช่ของที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษหรอกนะ
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา เธอจึงกัดนิ้วตัวเองจนเลือดออก แล้วหยดเลือดลงบนหยกประดับ อย่างที่คาดไว้ เลือดถูกดูดซึมเข้าไปในหยกทันทีแล้วตัวหยกก็เปล่งประกายวาววับ
ฟู่เสี่ยวรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองได้หายตัวไปจากห้องหนังสือ เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเธอก็มาอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อมองดูทุกสิ่งตรงหน้า เธอไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองจนต้องหยิกแขนตัวเองเบา ๆ เมื่อรู้สึกเจ็บจึงได้สติกลับมา
ชาติที่แล้วพื้นที่มิติพิเศษในหยกของเธอมีขนาดแค่สนามบาสเกตบอลเท่านั้น ไม่สามารถปลูกพืชหรือเก็บสิ่งมีชีวิตไว้ได้
แต่พื้นที่ตรงหน้านี้ช่างเกินความคาดหมายเหลือเกิน!
-------------------------------------------
อยากอ่านต่อ ตอนนี้เปิดให้อ่านฟรีทั้งเรื่อง ทักรับที่ไลน์ @eveebook