ว่าด้วยคำขอโทษที่คนกรุงยังรอ หลังน้ำท่วมใหญ่รอบ 43 ปี
น้ำเริ่มลดแล้ว ถนนเริ่มแห้ง แต่มีอย่างหนึ่งที่ยังค้างอยู่ในใจคนกรุงเทพฯ นั่นคือคำขอโทษที่ "ครบ"
ไม่ใช่ว่าไม่มีใครพูดคำว่าขอโทษเลย มีครับ แต่ถ้าฟังดีๆ จะรู้ว่าแต่ละคำมีเงื่อนไขพ่วงมาด้วยเสมอ
คนแรก ขอโทษจากเบาะหลังวินมอเตอร์ไซค์ ผ่านไลฟ์ตอนเช้า ฟังดูจริงใจ ได้ใจคนดู แต่ประโยคถัดมาคือฝน 300 มิลลิเมตรมันเกินกว่าที่รับไหว สรุปคือขอโทษ…แต่ฝนตกเยอะ
คนที่สอง ถูกขนานนามว่าเป็นมือจัดการภัยพิบัติของทีม โพสต์ยาวเหยียดเต็มไปด้วยตัวเลข สายด่วนกี่พันสาย กระสอบทรายกี่แสนใบ ศูนย์พักพิงกี่ร้อยแห่ง แล้วก็ขออภัย…ที่ตัวเองเหมือนหายหน้าไป ส่วนเรื่องเตือนภัยช้า ยอมรับว่าบกพร่อง แต่เป็นเพราะช่องว่างในขั้นตอนกับอีกหน่วยงาน
คนที่สาม เป็นผู้นำที่ใหญ่ที่สุด และดูแลกระทรวงที่คุมหน่วยกดปุ่มเตือนภัยด้วย ช่วงที่ฝนเริ่มถล่มเขาอยู่อีกซีกโลก กลับมาก็ลงพื้นที่ แจกของ ประชุมด่วน ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ขอบคุณประชาชน สัญญาว่าจะแก้ พอนักข่าวถามเรื่องความรับผิดชอบ คำตอบคือรับผิดชอบในหน้าที่เต็มที่อยู่แล้ว ส่วนคำว่าขอโทษ…ยังไม่ได้ยิน
ขณะเดียวกัน ฝั่งรัฐบาลก็ย้ำว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาหาคนผิด
ถ้าคุณเป็น Gen X คุณคงจำปี 2554 ได้ จำคำว่า "เอาอยู่" ได้ และจำได้ว่าคำนั้นกลายเป็นมีมไปอีกหลายปี บทเรียนจากตอนนั้นคือ คนไม่ได้โกรธเพราะน้ำท่วมอย่างเดียว แต่โกรธเพราะรู้สึกว่าไม่มีใครยืนขึ้นมาบอกตรงๆ ว่า "เราพลาด"
ถ้าคุณเป็น Gen Z คุณคงเห็นคลิปพวกนี้ผ่านฟีดไปแล้ว และคงรู้ดีว่าคำขอโทษแบบ "ขอโทษถ้าทำให้ไม่สบายใจ" มันมีชื่อเรียกในโลกออนไลน์ว่า non-apology ขอโทษแบบไม่ได้ขอโทษ
คำขอโทษที่ครบ หน้าตาเป็นแบบนี้
บอกให้ชัดว่าพลาดอะไร
ไม่มีคำว่า "แต่" ตามหลัง
พูดถึงคนที่เดือดร้อน ไม่ใช่พูดถึงตัวเอง
บอกว่าจะเปลี่ยนอะไร ภายในเมื่อไหร่
ไม่ยากเลยครับ ยาวไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ
คนที่นอนอยู่บนชั้นสองของแฟลตที่น้ำท่วมถึงคอ ไม่ได้ต้องการตัวเลขกระสอบทราย ไม่ได้ต้องการเมกะโปรเจกต์แสนล้าน อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้
เขาต้องการให้ใครสักคนที่มีอำนาจ มองตาแล้วพูดว่า "เราขอโทษ เราทำได้ไม่ดีพอ"
ประโยคเดียว ที่ยังไม่มีใครกล้าพูดให้จบ
ขอโทษ…แต่ฝนตกเยอะ
น้ำเริ่มลดแล้ว ถนนเริ่มแห้ง แต่มีอย่างหนึ่งที่ยังค้างอยู่ในใจคนกรุงเทพฯ นั่นคือคำขอโทษที่ "ครบ"
ไม่ใช่ว่าไม่มีใครพูดคำว่าขอโทษเลย มีครับ แต่ถ้าฟังดีๆ จะรู้ว่าแต่ละคำมีเงื่อนไขพ่วงมาด้วยเสมอ
คนแรก ขอโทษจากเบาะหลังวินมอเตอร์ไซค์ ผ่านไลฟ์ตอนเช้า ฟังดูจริงใจ ได้ใจคนดู แต่ประโยคถัดมาคือฝน 300 มิลลิเมตรมันเกินกว่าที่รับไหว สรุปคือขอโทษ…แต่ฝนตกเยอะ
คนที่สอง ถูกขนานนามว่าเป็นมือจัดการภัยพิบัติของทีม โพสต์ยาวเหยียดเต็มไปด้วยตัวเลข สายด่วนกี่พันสาย กระสอบทรายกี่แสนใบ ศูนย์พักพิงกี่ร้อยแห่ง แล้วก็ขออภัย…ที่ตัวเองเหมือนหายหน้าไป ส่วนเรื่องเตือนภัยช้า ยอมรับว่าบกพร่อง แต่เป็นเพราะช่องว่างในขั้นตอนกับอีกหน่วยงาน
คนที่สาม เป็นผู้นำที่ใหญ่ที่สุด และดูแลกระทรวงที่คุมหน่วยกดปุ่มเตือนภัยด้วย ช่วงที่ฝนเริ่มถล่มเขาอยู่อีกซีกโลก กลับมาก็ลงพื้นที่ แจกของ ประชุมด่วน ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ขอบคุณประชาชน สัญญาว่าจะแก้ พอนักข่าวถามเรื่องความรับผิดชอบ คำตอบคือรับผิดชอบในหน้าที่เต็มที่อยู่แล้ว ส่วนคำว่าขอโทษ…ยังไม่ได้ยิน
ขณะเดียวกัน ฝั่งรัฐบาลก็ย้ำว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาหาคนผิด
ถ้าคุณเป็น Gen X คุณคงจำปี 2554 ได้ จำคำว่า "เอาอยู่" ได้ และจำได้ว่าคำนั้นกลายเป็นมีมไปอีกหลายปี บทเรียนจากตอนนั้นคือ คนไม่ได้โกรธเพราะน้ำท่วมอย่างเดียว แต่โกรธเพราะรู้สึกว่าไม่มีใครยืนขึ้นมาบอกตรงๆ ว่า "เราพลาด"
ถ้าคุณเป็น Gen Z คุณคงเห็นคลิปพวกนี้ผ่านฟีดไปแล้ว และคงรู้ดีว่าคำขอโทษแบบ "ขอโทษถ้าทำให้ไม่สบายใจ" มันมีชื่อเรียกในโลกออนไลน์ว่า non-apology ขอโทษแบบไม่ได้ขอโทษ
คำขอโทษที่ครบ หน้าตาเป็นแบบนี้
บอกให้ชัดว่าพลาดอะไร
ไม่มีคำว่า "แต่" ตามหลัง
พูดถึงคนที่เดือดร้อน ไม่ใช่พูดถึงตัวเอง
บอกว่าจะเปลี่ยนอะไร ภายในเมื่อไหร่
ไม่ยากเลยครับ ยาวไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ
คนที่นอนอยู่บนชั้นสองของแฟลตที่น้ำท่วมถึงคอ ไม่ได้ต้องการตัวเลขกระสอบทราย ไม่ได้ต้องการเมกะโปรเจกต์แสนล้าน อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้
เขาต้องการให้ใครสักคนที่มีอำนาจ มองตาแล้วพูดว่า "เราขอโทษ เราทำได้ไม่ดีพอ"
ประโยคเดียว ที่ยังไม่มีใครกล้าพูดให้จบ