.
‘เท้ง’ ลุยเคหะร่มเกล้า พบประชาชนติดค้าง-ขาดแคลนน้ำ-อาหาร ชี้ปัญหาโครงสร้าง ทำ กทม.รับมือภัยพิบัติสู้ต่างจังหวัดไม่ได้ จี้รัฐเร่งสื่อสารความจริงตรงไปตรงมา
.
เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายชุมพล หลักคำ สส.กทม. พรรคประชาชน และน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่เคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่รอบนอกที่ระดับน้ำยังคงท่วมสูงรถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้ โดยทีมงานได้ลำเลียงน้ำดื่มและอาหารขึ้นรถยกสูง ก่อนถ่ายลงเรือเพื่อส่งต่อไปยังประชาชนที่ติดค้างอยู่ภายในชุมชนลึกด้านใน
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของการบริหารจัดการภัยพิบัติระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ว่า จากการที่ตนได้ลงพื้นที่ จ.จันทบุรีเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบกับการลงพื้นที่กรุงเทพฯ ในหลายจุด พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยในต่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. และเทศบาล มีบทบาทสำคัญในการรับมือภัยพิบัติ มีการตั้งศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่เพื่อรับผู้ป่วยและเป็นศูนย์กลางรับของบริจาค โดยทำงานร่วมกับนายอำเภอและผู้นำชุมชนในการกระจายความช่วยเหลือ ทำให้ประชาชนรู้จุดศูนย์กลางที่ชัดเจน
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ กทม. แม้จะมีทรัพยากรและศักยภาพมากกว่า แต่กลับมีปัญหาในระดับปฏิบัติการ คนกรุงเทพฯ ไม่มีผู้บริหารเขตที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้การบริหารจัดการภัยพิบัติในระดับพื้นที่และชุมชน เช่น การตั้งศูนย์จัดการภัยพิบัติในระดับเขต ไม่เห็นบทบาทที่ชัดเจนเท่าต่างจังหวัด
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ภาพที่เห็นคือ กทม. มีศักยภาพทำได้ดีในงานที่ต้องรวมศูนย์ เช่น ระบบระบายน้ำภาพรวมที่ดูแลโดยสำนักการระบายน้ำ แต่งานที่ต้องกระจายลงสู่ระดับปฏิบัติการในชุมชนกลับขาดกลไกที่ดีพอ ทำให้เมื่อเกิดภัยพิบัติสเกลใหญ่และเกิดขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่ กทม. จึงไม่สามารถรับมือได้อย่างคล่องตัวเท่ากับต่างจังหวัด
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว ยังเรียกร้องให้ กทม. และรัฐบาลสื่อสารข้อมูลกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ว่าการระบายน้ำติดข้อจำกัดอะไร สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไรและหน่วยงานกำลังทำอะไรอยู่ เพื่อให้ประชาชนมีความหวังและรู้ไทม์ไลน์ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใด ไม่ใช่ปล่อยให้รอความช่วยเหลือโดยไม่รู้ชะตากรรม
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้วิกฤตน้ำท่วมไม่ได้มีแค่ใน กทม. แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ทั้งภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกที่ต้องเจอกับน้ำป่า ฝนตกหนัก และการระบายน้ำจากเขื่อน ซึ่งคณะทำงานติดตามสถานการณ์น้ำ พรรคประชาชน นำโดยนายเดชรัต สุขกำเนิด กำลังประสานงานกับ สส. และเครือข่ายทั่วประเทศเพื่อเตรียมรับมืออย่างเร่งด่วน
.
ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ลาดกระบัง นายณัฐพงษ์ ได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และในวันที่ 29 กันยายน พรรคประชาชนจะนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด นั่นคือระบบระบายน้ำเพื่อคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตในภาพรวมโดยเร็วที่สุด
.
.
วิโรจน์ มองน้ำท่วมรอบนี้ พิสูจน์ชัด แก้เส้นเลือดฝอยไม่พอ ถึงเวลากทม.ต้องลงทุน ระบบระบายน้ำขนาดใหญ่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5910250
.
วิโรจน์ ยันน้ำท่วมรอบนี้ พิสูจน์ชัด แก้เส้นเลือดฝอยไม่พอ ถึงเวลากทม.ต้องลงทุน ระบบระบายน้ำขนาดใหญ่
.
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง
[ น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ควรจบที่การหาคนผิด แต่ถึงเวลาที่ กทม. ต้องลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเพิ่ม Capacity ของระบบระบายน้ำของเมือง ] โดยมีเนื้อหาดังนี้
.
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ผมไม่คิดว่าเราควรเริ่มต้นด้วยการหาใครผิดครับ ในทางตรงกันข้าม ผมอยากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งสำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขต และผู้ปฏิบัติงานหน้างาน เพราะภายใต้ข้อจำกัดของระบบระบายน้ำที่ กทม. มีอยู่ การประคองสถานการณ์ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ
.
ผมไม่ได้บอกว่าการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมที่เป็นอยู่ของ กทม. ดีจนไม่มีข้อบกพร่องเลย ใช่ครับ ยังมีอยู่หลายจุดที่ กทม. ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างสมบูรณ์ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกระบบ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากกว่า ก็คือ ทุกวันนี้ขีดความสามารถ (Capacity) ของระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ เรามี Operating Margin หรือกำลังสำรองเหลืออยู่น้อยเกินไป พอต้องประสบกับสถานการณ์ที่ไม่รุนแรงกว่าค่าเฉลี่ย หรือรุนแรงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ระบบระบายน้ำของเราก็อยู่ในสภาวะที่ “ตึง” มาก จนแทบไม่มี Buffer เหลือไว้รองรับความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของการทำงานเลย
.
เหตุการณ์ครั้งนี้เห็นภาพชัดมาก ตั้งแต่ช่วง 16.00 น. วันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา กทม. เผชิญฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง บางพื้นที่โดยเฉพาะมีนบุรี และคลองสามวามีฝนสะสมประมาณ 300 มิลลิเมตร ขณะที่ กทม. ประเมินปริมาณน้ำฝนฝั่งพระนครไว้ประมาณ 223 ล้านลูกบาศก์เมตร และประเมินศักยภาพการสูบน้ำในสถานการณ์ขณะนั้นไว้ประมาณ 1,000-1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อให้ไม่มีฝนใหม่เติมเข้ามา ก็ยังต้องใช้เวลาประมาณ 2–3 วันในการทยอยระบายน้ำออกจากระบบ
.
ขณะเดียวกัน คลองสายหลักหลายแห่ง ระดับน้ำสูงขึ้นอยู่ในระดับวิกฤต ทั้งคลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ คลองพระโขนง และคลองทวีวัฒนา โดยคาดว่าจะมีประชาชนได้รับผลกระทบมากถึง 52,000 ครัวเรือน
.
ปัจจุบัน กทม. ตั้งเป้าการระบายน้ำในปี 2570 เอาไว้ว่า หากฝนตกน้อยกว่า 80 มม./ชม. จะต้องระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมให้ได้ภายใน 1 ชั่วโมง ถ้าอยู่ในระดับ 80-100 มม./ชม. ต้องระบายให้ได้ภายใน 2 ชั่วโมง และหากเกิน 100 มม./ชม. จะต้องดำเนินการให้ได้ภายใน 3 ชั่วโมง เป้าหมายดังกล่าวจะบรรลุผลสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อระบบระบายน้ำของ กทม. มี Capacity ที่มากพอ ที่จะรองรับกับ “ความไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศ” และ “ความโกลาหล และความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเผชิญเหตุ”
.
ลองนึกภาพว่าน้ำจากถนนต้องไหลลงท่อ จากท่อลงคลองย่อย จากคลองย่อยลงคลองหลัก จากนั้นจึงถูกส่งไปยังสถานีสูบน้ำหรืออุโมงค์ระบายน้ำ ก่อนจะถูกผลักออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าระบบเหล่านี้จุดใดจุดหนึ่งติดขัด หรือมีขีดความสามารถที่จำกัด ก็จะทำให้การระบายน้ำทั้งระบบช้าลงทันที
.
ต่อให้ลอกท่อระบายน้ำได้สะอาด 100% แต่ถ้าคลองที่รับน้ำจากท่อเต็ม หรือท่อระบายน้ำที่มีอยู่มีขนาดเล็กเกินไป น้ำในท่อก็ไปต่อไม่ได้ ต่อให้ขุดลอกคลองจนโล่ง แต่ถ้าบางช่วงไม่มีเขื่อนตลอดแนวคลอง ก็ไม่สามารถเร่งระบายน้ำผ่านคลองได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะหากระดับน้ำในคลองสูงเกินไป น้ำก็เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนที่อยู่ริมคลองทันที ต่อให้คลองโล่ง และมีแนวเขื่อนตลอดแนว แต่ถ้าสถานีสูบน้ำปลายทางเดินเครื่องได้ไม่เต็ม Capacity น้ำก็ยังไม่สามารถระบายได้ทัน
.
และต่อให้มีอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ แต่ถ้ามีจำนวนอุโมงค์ไม่เพียงพอ หรือขาด “ท่อลอด หรือ Pipe Jacking” ในการลำเลียงน้ำไปยังคลอง สถานีสูบน้ำ หรืออุโมงค์ ที่มากเพียงพอ น้ำก็จะข้าสู่ระบบหลักได้อย่างล่าช้า ทำให้ Capacity ที่มีอยู่ถูกใช้งานได้ไม่เต็มที่
.
สุดท้าย ต่อให้เรามีท่อ คลอง สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ครบถ้วน แต่หากแนวป้องกันน้ำรอบ กทม. ยังมีแนว “ฟันหลอ” โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง น้ำจากแม่น้ำก็สามารถไหลย้อนกลับเข้าสู่พื้นที่ได้ ทำให้ระบบที่กำลังเร่งระบายน้ำออกต้องรับน้ำกลับเข้ามาอีกด้านหนึ่ง และประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำโดยรวมก็จะลดลง
.
ดังนั้น ปัญหาน้ำท่วมจึงไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปรับปรุงเป็นจุดๆ หรือมุ่งปรับปรุงแต่เส้นเลือดฝอยที่เป็นระบบย่อยๆ แต่ กทม. จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ในระบบระบายน้ำแบบ “ครบวงจร” ตั้งแต่ท่อ คลอง แนวป้องกันน้ำ สถานีสูบน้ำ ท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ อุโมงค์ ไปจนถึงทางออกสู่แม่น้ำ โดยทำงานสัมพันธ์กันโดยไม่มีคอขวดครับ
.
นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า การแก้ “เส้นเลือดฝอย” อย่างการลอกท่อ ขุดลอกคลอง หรือเพิ่มเครื่องสูบน้ำเฉพาะจุด จำเป็นมาก แต่ยังไม่เพียงพอกับการเติบโตของเมืองใหญ่อย่าง กทม. ครับ เราจำเป็นต้องทำทั้งเส้นเลือดฝอย และต้องจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่ เพื่อจัดการที่เส้นเลือดใหญ่ หัวใจ ไปพร้อมๆ กัน และต้องทำให้ระบบมี “Capacity สำรอง” ที่สามารถรองรับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ความโกลาหลของการบริหารจัดการ ความล่าช้า และความบกพร่องที่เป็น Human Error ที่พึงเกิดขึ้นได้ในระหว่างเผชิญเหตุ
.
ระบบการระบายน้ำที่ดี จึงไม่ใช่ระบบที่ตึงขนาดที่ว่า “ห้ามไม่ให้มีข้อผิดพลาดเลย” แต่ต้องเป็นระบบที่ต่อให้มีข้อผิดพลาดบ้าง ก็ยังมีกำลังสำรองเพียงพอที่จะไม่ทำให้ทั้งระบบล้มตามกันไป จนถูกลงโทษเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงถึงวันละ 1,400-1,500 ล้านบาท
.
ในแต่ละปี สำนักการระบายน้ำ กทม. ได้รับงบประมาณประมาณ 9,000–10,000 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ราว 9,500 ล้านบาท แต่เงินก้อนนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับลงทุนโครงการใหม่ทั้งหมด เพราะต้องใช้ดูแลระบบระบายน้ำทั้งระบบที่มีอยู่เดิม ทั้งค่าเดินระบบ ค่าบำรุงรักษา ค่าจ้างบุคลากร และค่างวดของโครงการก่อสร้างที่ผูกพันมาจากปีก่อนๆ เมื่อหักภาระเหล่านี้แล้ว งบที่เหลือสำหรับลงทุนโครงการขนาดใหญ่ใหม่ๆ ซึ่งจำเป็นต่อการเพิ่ม Capacity ของระบบระบายน้ำ จึงมีอยู่อย่างจำกัดมากครับ
.
ผมคิดว่า กทม. ต้องกล้าที่จะต้องลงทุนระยะยาว ในระบบระบายน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำของ กทม. มี Capacity ที่เพียงพอต่อขนาดของเมือง โดยปัจจุบันตามมาตรา 117 (7) ของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กทม. สามารถที่จะออกพันธบัตรได้ ภายใต้ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตามหากกังวลว่าจะกระทบกับเพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาล กทม. ก็ยังมีอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถระดมทุน เพื่อทำโครงการระบายน้ำขนาดใหญ่ได้ นั่นก็คือ การใช้ “บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทที่ กทม. ถือหุ้นอยู่ 99.98%
.
โดยอาจให้ กรุงเทพธนาคม ออกหุ้นกู้ เพื่อนำเงินไปลงทุนก่อสร้างระบบระบายน้ำทั้งระบบ ตามแผนแม่บทที่จัดทำขึ้น ให้ระบบระบายน้ำที่ใหญ่เพียงพอเสร็จสิ้นในระยะเวลาที่รวดเร็วภายใน 10 ปี โดย กทม. จะทยอยจ่ายค่าบริการการระบายน้ำให้กับกรุงเทพธนาคม ตามความพร้อมและประสิทธิภาพของระบบ
.
ใช่ครับ การลงทุนในระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ เราจำเป็นต้องใช้งบประมาณก้อนมหาศาล แต่คำถามที่ควรถามมากกว่า ก็คือ “ถ้าเราไม่ลงทุน กทม. ต้องประสบกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจแบบชั่วนาตาปีแบบนี้ เป็นเงินปีละเท่าไหร่” ต้นทุนของน้ำท่วมไม่ได้มีแค่เงินเยียวยา หรือค่ากระสอบทรายนะครับ แต่มีทั้งทรัพย์สินในบ้าน รถยนต์ ร้านค้า ชั่วโมงทำงาน การหยุดกิจการ การเดินทางที่ล่าช้า ต้นทุนโลจิสติกส์ และความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกมามายมหาศาล
.
นอกจากนี้ต้นทุนค่าก่อสร้าง ก็แพงขึ้นอยู่ทุกปีโดยเฉลี่ยประมาณ 4-5% ต่อปี สร้างปีหน้าก็ต้องจ่ายแพงกว่าสร้างปีนี้ ถ้าจะชะลอการก่อสร้างไปอีก 2 ปี ค่าก่อสร้างก็จะแพงขึ้นอีก ถ้าค่อยๆ สร้างไปแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ก็จะแพงกว่าการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง
JJNY : เท้งลุยเคหะร่มเกล้า│วิโรจน์มองน้ำท่วมรอบนี้│เดชรัตชี้ปัญหาเดิม│กองทัพยูเครนยึดคืนได้ 51 ตร.กม.│35 จว.ฝนฟ้าคะนอง
.
‘เท้ง’ ลุยเคหะร่มเกล้า พบประชาชนติดค้าง-ขาดแคลนน้ำ-อาหาร ชี้ปัญหาโครงสร้าง ทำ กทม.รับมือภัยพิบัติสู้ต่างจังหวัดไม่ได้ จี้รัฐเร่งสื่อสารความจริงตรงไปตรงมา
.
เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายชุมพล หลักคำ สส.กทม. พรรคประชาชน และน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่เคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่รอบนอกที่ระดับน้ำยังคงท่วมสูงรถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้ โดยทีมงานได้ลำเลียงน้ำดื่มและอาหารขึ้นรถยกสูง ก่อนถ่ายลงเรือเพื่อส่งต่อไปยังประชาชนที่ติดค้างอยู่ภายในชุมชนลึกด้านใน
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของการบริหารจัดการภัยพิบัติระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ว่า จากการที่ตนได้ลงพื้นที่ จ.จันทบุรีเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบกับการลงพื้นที่กรุงเทพฯ ในหลายจุด พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยในต่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. และเทศบาล มีบทบาทสำคัญในการรับมือภัยพิบัติ มีการตั้งศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่เพื่อรับผู้ป่วยและเป็นศูนย์กลางรับของบริจาค โดยทำงานร่วมกับนายอำเภอและผู้นำชุมชนในการกระจายความช่วยเหลือ ทำให้ประชาชนรู้จุดศูนย์กลางที่ชัดเจน
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ กทม. แม้จะมีทรัพยากรและศักยภาพมากกว่า แต่กลับมีปัญหาในระดับปฏิบัติการ คนกรุงเทพฯ ไม่มีผู้บริหารเขตที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้การบริหารจัดการภัยพิบัติในระดับพื้นที่และชุมชน เช่น การตั้งศูนย์จัดการภัยพิบัติในระดับเขต ไม่เห็นบทบาทที่ชัดเจนเท่าต่างจังหวัด
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ภาพที่เห็นคือ กทม. มีศักยภาพทำได้ดีในงานที่ต้องรวมศูนย์ เช่น ระบบระบายน้ำภาพรวมที่ดูแลโดยสำนักการระบายน้ำ แต่งานที่ต้องกระจายลงสู่ระดับปฏิบัติการในชุมชนกลับขาดกลไกที่ดีพอ ทำให้เมื่อเกิดภัยพิบัติสเกลใหญ่และเกิดขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่ กทม. จึงไม่สามารถรับมือได้อย่างคล่องตัวเท่ากับต่างจังหวัด
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว ยังเรียกร้องให้ กทม. และรัฐบาลสื่อสารข้อมูลกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ว่าการระบายน้ำติดข้อจำกัดอะไร สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไรและหน่วยงานกำลังทำอะไรอยู่ เพื่อให้ประชาชนมีความหวังและรู้ไทม์ไลน์ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใด ไม่ใช่ปล่อยให้รอความช่วยเหลือโดยไม่รู้ชะตากรรม
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้วิกฤตน้ำท่วมไม่ได้มีแค่ใน กทม. แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ทั้งภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกที่ต้องเจอกับน้ำป่า ฝนตกหนัก และการระบายน้ำจากเขื่อน ซึ่งคณะทำงานติดตามสถานการณ์น้ำ พรรคประชาชน นำโดยนายเดชรัต สุขกำเนิด กำลังประสานงานกับ สส. และเครือข่ายทั่วประเทศเพื่อเตรียมรับมืออย่างเร่งด่วน
.
ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ลาดกระบัง นายณัฐพงษ์ ได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และในวันที่ 29 กันยายน พรรคประชาชนจะนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด นั่นคือระบบระบายน้ำเพื่อคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตในภาพรวมโดยเร็วที่สุด
.
.
วิโรจน์ มองน้ำท่วมรอบนี้ พิสูจน์ชัด แก้เส้นเลือดฝอยไม่พอ ถึงเวลากทม.ต้องลงทุน ระบบระบายน้ำขนาดใหญ่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5910250
.
วิโรจน์ ยันน้ำท่วมรอบนี้ พิสูจน์ชัด แก้เส้นเลือดฝอยไม่พอ ถึงเวลากทม.ต้องลงทุน ระบบระบายน้ำขนาดใหญ่
.
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง [ น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ควรจบที่การหาคนผิด แต่ถึงเวลาที่ กทม. ต้องลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเพิ่ม Capacity ของระบบระบายน้ำของเมือง ] โดยมีเนื้อหาดังนี้
.
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ผมไม่คิดว่าเราควรเริ่มต้นด้วยการหาใครผิดครับ ในทางตรงกันข้าม ผมอยากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งสำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขต และผู้ปฏิบัติงานหน้างาน เพราะภายใต้ข้อจำกัดของระบบระบายน้ำที่ กทม. มีอยู่ การประคองสถานการณ์ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ
.
ผมไม่ได้บอกว่าการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมที่เป็นอยู่ของ กทม. ดีจนไม่มีข้อบกพร่องเลย ใช่ครับ ยังมีอยู่หลายจุดที่ กทม. ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างสมบูรณ์ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกระบบ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากกว่า ก็คือ ทุกวันนี้ขีดความสามารถ (Capacity) ของระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ เรามี Operating Margin หรือกำลังสำรองเหลืออยู่น้อยเกินไป พอต้องประสบกับสถานการณ์ที่ไม่รุนแรงกว่าค่าเฉลี่ย หรือรุนแรงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ระบบระบายน้ำของเราก็อยู่ในสภาวะที่ “ตึง” มาก จนแทบไม่มี Buffer เหลือไว้รองรับความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของการทำงานเลย
.
เหตุการณ์ครั้งนี้เห็นภาพชัดมาก ตั้งแต่ช่วง 16.00 น. วันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา กทม. เผชิญฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง บางพื้นที่โดยเฉพาะมีนบุรี และคลองสามวามีฝนสะสมประมาณ 300 มิลลิเมตร ขณะที่ กทม. ประเมินปริมาณน้ำฝนฝั่งพระนครไว้ประมาณ 223 ล้านลูกบาศก์เมตร และประเมินศักยภาพการสูบน้ำในสถานการณ์ขณะนั้นไว้ประมาณ 1,000-1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อให้ไม่มีฝนใหม่เติมเข้ามา ก็ยังต้องใช้เวลาประมาณ 2–3 วันในการทยอยระบายน้ำออกจากระบบ
.
ขณะเดียวกัน คลองสายหลักหลายแห่ง ระดับน้ำสูงขึ้นอยู่ในระดับวิกฤต ทั้งคลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ คลองพระโขนง และคลองทวีวัฒนา โดยคาดว่าจะมีประชาชนได้รับผลกระทบมากถึง 52,000 ครัวเรือน
.
ปัจจุบัน กทม. ตั้งเป้าการระบายน้ำในปี 2570 เอาไว้ว่า หากฝนตกน้อยกว่า 80 มม./ชม. จะต้องระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมให้ได้ภายใน 1 ชั่วโมง ถ้าอยู่ในระดับ 80-100 มม./ชม. ต้องระบายให้ได้ภายใน 2 ชั่วโมง และหากเกิน 100 มม./ชม. จะต้องดำเนินการให้ได้ภายใน 3 ชั่วโมง เป้าหมายดังกล่าวจะบรรลุผลสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อระบบระบายน้ำของ กทม. มี Capacity ที่มากพอ ที่จะรองรับกับ “ความไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศ” และ “ความโกลาหล และความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเผชิญเหตุ”
.
ลองนึกภาพว่าน้ำจากถนนต้องไหลลงท่อ จากท่อลงคลองย่อย จากคลองย่อยลงคลองหลัก จากนั้นจึงถูกส่งไปยังสถานีสูบน้ำหรืออุโมงค์ระบายน้ำ ก่อนจะถูกผลักออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าระบบเหล่านี้จุดใดจุดหนึ่งติดขัด หรือมีขีดความสามารถที่จำกัด ก็จะทำให้การระบายน้ำทั้งระบบช้าลงทันที
.
ต่อให้ลอกท่อระบายน้ำได้สะอาด 100% แต่ถ้าคลองที่รับน้ำจากท่อเต็ม หรือท่อระบายน้ำที่มีอยู่มีขนาดเล็กเกินไป น้ำในท่อก็ไปต่อไม่ได้ ต่อให้ขุดลอกคลองจนโล่ง แต่ถ้าบางช่วงไม่มีเขื่อนตลอดแนวคลอง ก็ไม่สามารถเร่งระบายน้ำผ่านคลองได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะหากระดับน้ำในคลองสูงเกินไป น้ำก็เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนที่อยู่ริมคลองทันที ต่อให้คลองโล่ง และมีแนวเขื่อนตลอดแนว แต่ถ้าสถานีสูบน้ำปลายทางเดินเครื่องได้ไม่เต็ม Capacity น้ำก็ยังไม่สามารถระบายได้ทัน
.
และต่อให้มีอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ แต่ถ้ามีจำนวนอุโมงค์ไม่เพียงพอ หรือขาด “ท่อลอด หรือ Pipe Jacking” ในการลำเลียงน้ำไปยังคลอง สถานีสูบน้ำ หรืออุโมงค์ ที่มากเพียงพอ น้ำก็จะข้าสู่ระบบหลักได้อย่างล่าช้า ทำให้ Capacity ที่มีอยู่ถูกใช้งานได้ไม่เต็มที่
.
สุดท้าย ต่อให้เรามีท่อ คลอง สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ครบถ้วน แต่หากแนวป้องกันน้ำรอบ กทม. ยังมีแนว “ฟันหลอ” โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง น้ำจากแม่น้ำก็สามารถไหลย้อนกลับเข้าสู่พื้นที่ได้ ทำให้ระบบที่กำลังเร่งระบายน้ำออกต้องรับน้ำกลับเข้ามาอีกด้านหนึ่ง และประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำโดยรวมก็จะลดลง
.
ดังนั้น ปัญหาน้ำท่วมจึงไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปรับปรุงเป็นจุดๆ หรือมุ่งปรับปรุงแต่เส้นเลือดฝอยที่เป็นระบบย่อยๆ แต่ กทม. จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ในระบบระบายน้ำแบบ “ครบวงจร” ตั้งแต่ท่อ คลอง แนวป้องกันน้ำ สถานีสูบน้ำ ท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ อุโมงค์ ไปจนถึงทางออกสู่แม่น้ำ โดยทำงานสัมพันธ์กันโดยไม่มีคอขวดครับ
.
นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า การแก้ “เส้นเลือดฝอย” อย่างการลอกท่อ ขุดลอกคลอง หรือเพิ่มเครื่องสูบน้ำเฉพาะจุด จำเป็นมาก แต่ยังไม่เพียงพอกับการเติบโตของเมืองใหญ่อย่าง กทม. ครับ เราจำเป็นต้องทำทั้งเส้นเลือดฝอย และต้องจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่ เพื่อจัดการที่เส้นเลือดใหญ่ หัวใจ ไปพร้อมๆ กัน และต้องทำให้ระบบมี “Capacity สำรอง” ที่สามารถรองรับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ความโกลาหลของการบริหารจัดการ ความล่าช้า และความบกพร่องที่เป็น Human Error ที่พึงเกิดขึ้นได้ในระหว่างเผชิญเหตุ
.
ระบบการระบายน้ำที่ดี จึงไม่ใช่ระบบที่ตึงขนาดที่ว่า “ห้ามไม่ให้มีข้อผิดพลาดเลย” แต่ต้องเป็นระบบที่ต่อให้มีข้อผิดพลาดบ้าง ก็ยังมีกำลังสำรองเพียงพอที่จะไม่ทำให้ทั้งระบบล้มตามกันไป จนถูกลงโทษเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงถึงวันละ 1,400-1,500 ล้านบาท
.
ในแต่ละปี สำนักการระบายน้ำ กทม. ได้รับงบประมาณประมาณ 9,000–10,000 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ราว 9,500 ล้านบาท แต่เงินก้อนนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับลงทุนโครงการใหม่ทั้งหมด เพราะต้องใช้ดูแลระบบระบายน้ำทั้งระบบที่มีอยู่เดิม ทั้งค่าเดินระบบ ค่าบำรุงรักษา ค่าจ้างบุคลากร และค่างวดของโครงการก่อสร้างที่ผูกพันมาจากปีก่อนๆ เมื่อหักภาระเหล่านี้แล้ว งบที่เหลือสำหรับลงทุนโครงการขนาดใหญ่ใหม่ๆ ซึ่งจำเป็นต่อการเพิ่ม Capacity ของระบบระบายน้ำ จึงมีอยู่อย่างจำกัดมากครับ
.
ผมคิดว่า กทม. ต้องกล้าที่จะต้องลงทุนระยะยาว ในระบบระบายน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำของ กทม. มี Capacity ที่เพียงพอต่อขนาดของเมือง โดยปัจจุบันตามมาตรา 117 (7) ของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กทม. สามารถที่จะออกพันธบัตรได้ ภายใต้ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตามหากกังวลว่าจะกระทบกับเพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาล กทม. ก็ยังมีอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถระดมทุน เพื่อทำโครงการระบายน้ำขนาดใหญ่ได้ นั่นก็คือ การใช้ “บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทที่ กทม. ถือหุ้นอยู่ 99.98%
.
โดยอาจให้ กรุงเทพธนาคม ออกหุ้นกู้ เพื่อนำเงินไปลงทุนก่อสร้างระบบระบายน้ำทั้งระบบ ตามแผนแม่บทที่จัดทำขึ้น ให้ระบบระบายน้ำที่ใหญ่เพียงพอเสร็จสิ้นในระยะเวลาที่รวดเร็วภายใน 10 ปี โดย กทม. จะทยอยจ่ายค่าบริการการระบายน้ำให้กับกรุงเทพธนาคม ตามความพร้อมและประสิทธิภาพของระบบ
.
ใช่ครับ การลงทุนในระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ เราจำเป็นต้องใช้งบประมาณก้อนมหาศาล แต่คำถามที่ควรถามมากกว่า ก็คือ “ถ้าเราไม่ลงทุน กทม. ต้องประสบกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจแบบชั่วนาตาปีแบบนี้ เป็นเงินปีละเท่าไหร่” ต้นทุนของน้ำท่วมไม่ได้มีแค่เงินเยียวยา หรือค่ากระสอบทรายนะครับ แต่มีทั้งทรัพย์สินในบ้าน รถยนต์ ร้านค้า ชั่วโมงทำงาน การหยุดกิจการ การเดินทางที่ล่าช้า ต้นทุนโลจิสติกส์ และความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกมามายมหาศาล
.
นอกจากนี้ต้นทุนค่าก่อสร้าง ก็แพงขึ้นอยู่ทุกปีโดยเฉลี่ยประมาณ 4-5% ต่อปี สร้างปีหน้าก็ต้องจ่ายแพงกว่าสร้างปีนี้ ถ้าจะชะลอการก่อสร้างไปอีก 2 ปี ค่าก่อสร้างก็จะแพงขึ้นอีก ถ้าค่อยๆ สร้างไปแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ก็จะแพงกว่าการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง