ทราบไหมคะว่า "โรคซึมเศร้า" และ "โรควิตกกังวล" มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในแง่ของจิตวิทยาพฤติกรรม ทั้งสองโรคมักมีอาการที่แสดงออกทับซ้อนกันจนบางครั้งเราอาจสับสนและแยกออกได้ยาก วันนี้บลูโซนชวนมาเช็ก 7 อาการร่วม ที่มักเกิดขึ้นพร้อมกัน เพื่อให้คุณได้หันกลับมาสังเกตและเท่าทันสัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจของตัวเอง ก่อนที่ความเครียดสะสมจะกัดกินพลังชีวิตไปมากกว่านี้ค่ะ
1️⃣
นอนไม่หลับ หรือหลับผิดปกติ
ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ กลางดึก หรือในทางกลับกันคือรู้สึกอยากนอนตลอดเวลา นอนเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกสดชื่น ซึ่งเป็นผลมาจากสมดุลสารเคมีในสมองที่ปั่นป่วนและระดับฮอร์โมนความเครียดที่สูงขึ้นค่ะ
2️⃣
อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง
รู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลาเหมือนแบตเตอรี่หมด ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำกิจกรรมที่ใช้แรงกายหนักเลย เป็นความเหนื่อยล้าที่ส่งตรงจากสภาพจิตใจที่อ่อนล้าลงสู่ร่างกาย ทำให้การทำกิจวัตรประจำวันกลายเป็นเรื่องยากลำบากค่ะ
3️⃣
ไม่มีสมาธิ สมองตื้อ
โฟกัสกับงานตรงหน้าไม่ได้ ขี้หลงขี้ลืม ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ ได้ยากขึ้น เนื่องจากสมองถูกรบกวนจากความคิดฟุ้งซ่าน ความกังวล หรือความเศร้าที่เกาะกินอยู่ตลอดเวลา ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
4️⃣
หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน
ความอดทนต่อสิ่งรอบตัวต่ำลง ตอบสนองต่อสิ่งเร้าค่อนข้างรุนแรง บางครั้งเรื่องเล็กน้อยที่เคยปล่อยผ่านได้ก็ทำให้รู้สึกโมโห หรืออาจเซนซิทีฟจนร้องไห้ได้ง่ายๆ โดยไม่ทราบสาเหตุค่ะ
5️⃣
อาการทางกาย หาสาเหตุไม่ได้
หลายคนมีอาการปวดหัว ปวดมวนท้อง ลำไส้แปรปรวน หรือกล้ามเนื้อคอและบ่าตึงเกร็ง โดยที่เมื่อไปตรวจสุขภาพแล้วก็ไม่พบความผิดปกติทางกายใดๆ ซึ่งนี่คือวิธีที่ร่างกายกำลังส่งเสียงประท้วงจากความเครียดที่สะสมอยู่ภายในค่ะ
6️⃣
กินผิดปกติ
พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ บางคนอาจเบื่ออาหารจนน้ำหนักลดฮวบ ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกโหยหาของหวานหรือของทอด และกินเยอะขึ้นเพื่อพยายามใช้ของกินเป็นตัวช่วยระบายความเครียดค่ะ
7️⃣
เก็บตัว แยกตัวจากสังคม
รู้สึกไม่อยากเจอผู้คน ไม่อยากตอบข้อความ ปฏิเสธการเข้าสังคมเพราะรู้สึกว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้าและต้องใช้พลังงานมากเกินไป จึงเลือกที่จะเก็บตัวอยู่คนเดียวเงียบๆ ค่ะ
💡
วิธีรับมือและดูแลตัวเองเมื่อเริ่มมีสัญญาณเตือน
หากคุณลองเช็กแล้วพบว่าตัวเองมีอาการเหล่านี้หลายข้อ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อดูแลและฮีลใจตัวเองในเบื้องต้นกันนะคะ
🔹
สังเกตและอนุญาตให้ตัวเองรู้สึก
เริ่มต้นจากการยอมรับว่าความรู้สึกเศร้าหรือกังวลเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องฝืนทำตัวร่าเริงตลอดเวลา การรับรู้และเข้าใจอารมณ์ตัวเองอย่างตรงไปตรงมาคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการเยียวยาค่ะ
🔹
ลดการรับข้อมูลที่กระตุ้นความเครียด
ลองจำกัดเวลาในการเสพข่าวสารที่หดหู่ หรือลดการไถโซเชียลมีเดียลงบ้าง เพื่อให้สมองได้พักจากการรับข้อมูลที่หนักหน่วง และลดการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นค่ะ
🔹
ขยับร่างกายเพื่อปรับสมดุล
การเดินเล่นในสวน โยคะ หรือยืดเหยียดร่างกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นการหลั่งสารแห่งความสุขอย่างเอนดอร์ฟิน และช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งจากความเครียดได้เป็นอย่างดีค่ะ
🔹
จัดระเบียบและให้ความสำคัญกับการนอน
พยายามเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในช่วงบ่าย ปรับบรรยากาศห้องนอนให้มืดและเงียบสงบ เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้อย่างแท้จริงค่ะ
ที่มา/อ้างอิง : Bluzone
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้Cleveland Clinic. Generalized Anxiety Disorder (GAD): Symptoms & Treatment.
🔗 https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/23940-generalized-anxiety-disorder-gad
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. โรคซึมเศร้าโดยละเอียด.
🔗 https://www.rama.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1017
โรงพยาบาลพญาไท. เครียดสะสม เครียดไม่รู้ตัว อาการแบบไหนบ่งชี้ ควรดูแลตัวเองอย่างไรดี.
🔗 https://www.phyathai.com/th/pyt3/article/accumulated-stress-pt3
🚨 7 อาการที่ "โรคซึมเศร้า" และ "โรควิตกกังวล" มีเหมือนกัน จนแทบแยกไม่ออก
1️⃣ นอนไม่หลับ หรือหลับผิดปกติ
ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ กลางดึก หรือในทางกลับกันคือรู้สึกอยากนอนตลอดเวลา นอนเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกสดชื่น ซึ่งเป็นผลมาจากสมดุลสารเคมีในสมองที่ปั่นป่วนและระดับฮอร์โมนความเครียดที่สูงขึ้นค่ะ
2️⃣ อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง
รู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลาเหมือนแบตเตอรี่หมด ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำกิจกรรมที่ใช้แรงกายหนักเลย เป็นความเหนื่อยล้าที่ส่งตรงจากสภาพจิตใจที่อ่อนล้าลงสู่ร่างกาย ทำให้การทำกิจวัตรประจำวันกลายเป็นเรื่องยากลำบากค่ะ
3️⃣ ไม่มีสมาธิ สมองตื้อ
โฟกัสกับงานตรงหน้าไม่ได้ ขี้หลงขี้ลืม ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ ได้ยากขึ้น เนื่องจากสมองถูกรบกวนจากความคิดฟุ้งซ่าน ความกังวล หรือความเศร้าที่เกาะกินอยู่ตลอดเวลา ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
4️⃣ หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน
ความอดทนต่อสิ่งรอบตัวต่ำลง ตอบสนองต่อสิ่งเร้าค่อนข้างรุนแรง บางครั้งเรื่องเล็กน้อยที่เคยปล่อยผ่านได้ก็ทำให้รู้สึกโมโห หรืออาจเซนซิทีฟจนร้องไห้ได้ง่ายๆ โดยไม่ทราบสาเหตุค่ะ
5️⃣ อาการทางกาย หาสาเหตุไม่ได้
หลายคนมีอาการปวดหัว ปวดมวนท้อง ลำไส้แปรปรวน หรือกล้ามเนื้อคอและบ่าตึงเกร็ง โดยที่เมื่อไปตรวจสุขภาพแล้วก็ไม่พบความผิดปกติทางกายใดๆ ซึ่งนี่คือวิธีที่ร่างกายกำลังส่งเสียงประท้วงจากความเครียดที่สะสมอยู่ภายในค่ะ
6️⃣ กินผิดปกติ
พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ บางคนอาจเบื่ออาหารจนน้ำหนักลดฮวบ ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกโหยหาของหวานหรือของทอด และกินเยอะขึ้นเพื่อพยายามใช้ของกินเป็นตัวช่วยระบายความเครียดค่ะ
7️⃣ เก็บตัว แยกตัวจากสังคม
รู้สึกไม่อยากเจอผู้คน ไม่อยากตอบข้อความ ปฏิเสธการเข้าสังคมเพราะรู้สึกว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้าและต้องใช้พลังงานมากเกินไป จึงเลือกที่จะเก็บตัวอยู่คนเดียวเงียบๆ ค่ะ
💡 วิธีรับมือและดูแลตัวเองเมื่อเริ่มมีสัญญาณเตือน
หากคุณลองเช็กแล้วพบว่าตัวเองมีอาการเหล่านี้หลายข้อ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อดูแลและฮีลใจตัวเองในเบื้องต้นกันนะคะ
🔹 สังเกตและอนุญาตให้ตัวเองรู้สึก
เริ่มต้นจากการยอมรับว่าความรู้สึกเศร้าหรือกังวลเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องฝืนทำตัวร่าเริงตลอดเวลา การรับรู้และเข้าใจอารมณ์ตัวเองอย่างตรงไปตรงมาคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการเยียวยาค่ะ
🔹 ลดการรับข้อมูลที่กระตุ้นความเครียด
ลองจำกัดเวลาในการเสพข่าวสารที่หดหู่ หรือลดการไถโซเชียลมีเดียลงบ้าง เพื่อให้สมองได้พักจากการรับข้อมูลที่หนักหน่วง และลดการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นค่ะ
🔹 ขยับร่างกายเพื่อปรับสมดุล
การเดินเล่นในสวน โยคะ หรือยืดเหยียดร่างกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นการหลั่งสารแห่งความสุขอย่างเอนดอร์ฟิน และช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งจากความเครียดได้เป็นอย่างดีค่ะ
🔹 จัดระเบียบและให้ความสำคัญกับการนอน
พยายามเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในช่วงบ่าย ปรับบรรยากาศห้องนอนให้มืดและเงียบสงบ เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้อย่างแท้จริงค่ะ
ที่มา/อ้างอิง : Bluzone
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้