“ขนมแม่เอ้ย แท๊แดแด่ดแทแด๊ด ขนมปลากริมไข่เต่า~” เสียงร้องอันไพเราะของสุรพล สมบัติเจริญในเพลง “พ่อค้าขนมปลากริม” ดังขึ้นจากวิทยุของรถเข็นขายปลากริมไข่เต่า อันเป็นอาณัติสัญญาณบอกกับเด็ก ๆ และลูกค้าที่อยู่ในบ้านและท้องถนนว่า ขนมปลากริมไข่เต่ามาให้บริการถึงหน้าบ้านท่านแล้ว
.
ขนมปลากริมไข่เต่า เป็นชื่อของขนมไทยสองชนิดที่นิยมกินคู่กันโดยเล่ากันว่ามีต้นกำเนิดอยู่ในจังหวัดตราด ที่มีหลักฐานการทำขนมปลากริมเลี้ยงแขกในงานศพตั้งแต่ในอดีต โดย “ปลากริม” จะมีสีน้ำตาล รสหวานเค็ม โดยสันนิษฐานว่าที่มาของชื่ออาจจะมาจากหน้าตาที่เหมือนปลากริม ในขณะที่ “ไข่เต่า” จะมีสีขาว ในอดีตมีลักษณะเป็นลูกกลม ก่อนที่ในปัจจุบันจะพบแบบหน้าตาเป็นเหมือนกับปลากริมแต่มีสีขาวอยู่แพร่หลาย
.
ในส่วนการเอาปลากริมกับไข่เต่ามากินคู่กันนี้ปรากฏมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ โดยในอดีตก็ได้เคยมีข้อถกเถียงประการหนึ่งซึ่งอาจจะเกิดจากการที่ประวัติศาสตร์ขาดช่วงหรืออย่างไรก็ไม่อาจทราบได้เกี่ยวกับขนมโบราณนาม “ขนมแชงม้า” ที่ปรากฏในเพลงกล่อมเด็ก ความว่า
.
“โอ้ละเห่ โอ้ละหึก ลุกขึ้นแต่ดึก ทำขนมแชงม้า
ผัวก็ตี เมียก็ด่า ขนมแชงม้าก็เลยคาหม้อแกง”
.
ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาข้อถกเถียงกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4-5 ว่ามันเป็นขนมหม้อแกงหรือเป็นขนมปลากริมไข่เต่ากันแน่ ในพระวินิจฉัยของพระองค์เจ้าจรูญโรจน์เรืองศรีได้ปรากฏว่าคนในยุคนั้นเข้าใจว่าขนมแชงม้าคือขนมหม้อแกง เพราะว่ามันทำในหม้อแกงดังที่เพลงว่าไว้
.
จนกระทั่งท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ก็ได้ศึกษาเรื่องนี้ด้วย จนได้ไปพบกับอุบาสิกาเนยที่วัดอัมรินทร์ซึ่งทำขนมอย่างหนึ่งมาให้แล้วบอกว่าเป็น “ขนมแชงม้า” พอท่านผู้หญิงเปลี่ยนเปิดหม้อดูก็พบว่า หม้อหนึ่งเป็นขนมปลากริม กับอีกหม้อหนึ่งเป็นขนมไข่เต่า อุบาสิกาเนยก็ได้กล่าวเฉลยว่าถ้าเอาทั้งคู่มากินรวมกันอย่างละครึ่ง จะเรียกกันว่าขนมแชงม้า นั่นเอง
.
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าข้อเฉลยเรื่องปริศนาขนมแชงม้าที่สาบสูญจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ คนเราก็คุ้นเคยกับชื่อขนมปลากริมไข่เต่าไปเสียแล้ว ทำให้ชื่อของขนมแชงม้าเลือนหายไปตามกาลเวลา หลงเหลือเพียงร่องรอยในเพลงกล่อมเด็กโบราณนั่นเอง…
.
ขนมปลากริมไข่เต่ากับขนมแชงม้าที่สาบสูญ