กระจายไปทางไหนดี

การผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ก้าวขึ้นเป็น “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2580 เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยทศวรรษที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพและห่างไกลจากสมมติฐานที่จะต้องโตให้ได้ 5.4% ต่อปี
เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2569 ธนาคารโลกร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) ได้เปิดตัวรายงาน “เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง” (Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy) ซึ่งรายงานฉบับนี้เสนอมุมมองเชิงพื้นที่ โดยระบุว่าการพัฒนาเมืองจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้พร้อมก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
อเลฮานโดร อัลคาลา เกเรซ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวเปิดการรายงานว่า แนวทางที่เสนอในรายงานฉบับนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยต้องทิ้งการเติบโตของกรุงเทพเพื่อไปสร้างเมืองใหม่ เพราะกรุงเทพยังต้องทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมตลาดโลกและศูนย์กลางนวัตกรรม
“เราต้องสร้างเมืองรองให้แข็งแกร่งเพื่อทำหน้าที่เกื้อหนุนกัน ผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นรับมือภัยพิบัติ และมีสถาบันท้องถิ่นที่เข้มแข็ง”
วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การพัฒนาเมืองยุคใหม่ต้องมองข้ามเส้นแบ่งเขตปกครองทางกายภาพ ตามขอบเขตอำนาจ แล้วหันมาพัฒนาเป็น “กลุ่มเมือง” (Cluster) โดยใช้เศรษฐกิจผู้มาเยือน (Visitor Economy) ช่วยดึงดูดคนเก่งและเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในพื้นที่
เอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า หากไทยต้องการเป็นประเทศรายได้สูง การผลักดันจีดีพีให้โตเกิน 5% เป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญว่า “เมืองคือคน”
“การพัฒนาจึงไม่ควรเป็นเพียงการสั่งการจากส่วนกลางเหมือนในอดีต แต่ต้องกระจายอำนาจ ดึงประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมโหวต เพื่อสร้างเมืองที่ทุกคน ทุกวัย สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนในเมืองของตนเอง” เอ็นนู กล่าว
อ่าน:
https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1253111
กรุงเทพฯ ถึงทางตัน ธนาคารโลกแนะกระจายปั้นเศรษฐกิจเมืองรอง
การผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ก้าวขึ้นเป็น “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2580 เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยทศวรรษที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพและห่างไกลจากสมมติฐานที่จะต้องโตให้ได้ 5.4% ต่อปี
เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2569 ธนาคารโลกร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) ได้เปิดตัวรายงาน “เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง” (Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy) ซึ่งรายงานฉบับนี้เสนอมุมมองเชิงพื้นที่ โดยระบุว่าการพัฒนาเมืองจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้พร้อมก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
อเลฮานโดร อัลคาลา เกเรซ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวเปิดการรายงานว่า แนวทางที่เสนอในรายงานฉบับนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยต้องทิ้งการเติบโตของกรุงเทพเพื่อไปสร้างเมืองใหม่ เพราะกรุงเทพยังต้องทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมตลาดโลกและศูนย์กลางนวัตกรรม
“เราต้องสร้างเมืองรองให้แข็งแกร่งเพื่อทำหน้าที่เกื้อหนุนกัน ผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นรับมือภัยพิบัติ และมีสถาบันท้องถิ่นที่เข้มแข็ง”
วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การพัฒนาเมืองยุคใหม่ต้องมองข้ามเส้นแบ่งเขตปกครองทางกายภาพ ตามขอบเขตอำนาจ แล้วหันมาพัฒนาเป็น “กลุ่มเมือง” (Cluster) โดยใช้เศรษฐกิจผู้มาเยือน (Visitor Economy) ช่วยดึงดูดคนเก่งและเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในพื้นที่
เอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า หากไทยต้องการเป็นประเทศรายได้สูง การผลักดันจีดีพีให้โตเกิน 5% เป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญว่า “เมืองคือคน”
“การพัฒนาจึงไม่ควรเป็นเพียงการสั่งการจากส่วนกลางเหมือนในอดีต แต่ต้องกระจายอำนาจ ดึงประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมโหวต เพื่อสร้างเมืองที่ทุกคน ทุกวัย สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนในเมืองของตนเอง” เอ็นนู กล่าว
อ่าน: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1253111